AFTER2K Network : Thai Magic The Gathering Community
December 13, 2019, 02:16:38 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News: เจ้าของร้านคนไหนต้องการมีบอร์ดร้านเป็นของตัวเอง เพื่อประกาศงานแข่ง หรือ ประกาศขายของ ปักหมุดกระทู้ คิดค่าบริการไม่แพงคร้าบ ปีละ 2,500 เท่านั้น ติดต่อผมได้ที่ [email protected] นะครับ
 
   Home   Help Search Login Register  

Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: •"ตำนานมหากาพย์ Warcraft"•[มีอะไรมากกว่าที่รู้]  (Read 53881 times)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic.
-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« on: January 03, 2009, 04:55:13 PM »

คัดมาจากคุณDarkness_call แห่ง webboard thaicybergames ขอขอบคุณครับ

.
.
.
.
.
Prince Arthas Menethil
อาชีพ เจ้าชายแห่ง Lordaeron , Human Paladin
สังกัด Alliance , Knight of the Silver Hand
อายุ 24 ขวบ
- โอรสองค์เดียวของกษัตริย์ Terenas Menethil ผู้มีอุดมกาณ์ แต่ยังหุนหันพลันแล่น หนุ่มน้อยผู้ใฝ่ฝันจะเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง Lordaeron ต่อจากบิดา
ในวัย 19 ขวบเขาถูกฝึกหัดให้เป็น Paladin โดย Uther the Lightbringer  ซึ่ง Arthas  รัก Uther เสมือนลุงคนหนึ่ง และอยากจะเป็นทหารผู้กล้าที่ได้ต่อสู้กับพวก Orc ในช่วงสงครามครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับ Uther  เขามีความนับถือแสงศักดิ์สิทธิ์และไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการคุ้มครองประชนอันเป็นที่รักของเขาให้พ้นอันตราย


Uther the Light bringer
อาชีพ ผู้นำของ Knight of the Silver Hand , Human Paladin
สังกัด Alliance
อายุ 64 ขวบ
-  Uher เป็น Paladin คนแรกที่ได้ก่อตั้ง Knight of the Silver Hand  จากสงครามครั้งแรกถึงครั้งที่ 2 เขาเป็นทหารผ่านศึกที่กล้าหาญ ถือว่าเป็นนักรบผู้เก่งกาจที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  Uther ไม่เคยเหนื่อยหน่ายในหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินทั่วราชอาณาจักร Lordaeron จากการคุกคามของพวกอมนุษย์และความไม่สงบในสังคม ความต้องการของเขาเพียงแค่ได้เห็น Arthas ลูกศิษย์คนโปรด เป็นผู้คู่ควรกับมงกุฎของบิดา ทำให้เขาต้องอยู่ห่างการการเกษียณและรับบำนาญ


Muradin Bronzebeard
อาชีพ  ผู้ก่อตั้ง Ambassador แห่ง Ironforge , Dwarvern นักสำรวจแร่
สังกัด Alliance
อายุ 221 ขวบ
- น้องชายคนกลางของกษัตริย์ Magni แห่ง Ironforge ในยุคอันมืดมนช่วงสงครามครั้งที่ 2 Muradin ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับ Lordaeron และอาณาจักรคนแคระKhaz Modan Muradin สนิทกับหนุ่มน้อย Arthas และสอนวิธีต่อสู้ด้วยดาบอันเชี่ยวชาญทุกชนิดให้ แม้ว่า Muradin  แทบไม่มีโอกาสไปเยี่ยม Khaz Modan หรือ Lordaeron อีก แต่เขาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นของกลุ่ม Alliance

Illidan Stromrage
อาชีพ  Night Elf  Demon Hunter
สังกัด ไม่มี (ต่อมาได้เป็น Lord of Outland)
อายุ  15,032 ขวบ
สรุป antimate กับ tererblade มันตัวเดียวกันหรอเนี่- Illidan เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่ได้เกิดในตระกูลเอลฟ์สูงที่หัดเวทมนตร์ แม้ว่า Furion พี่ชายของเขาจะเตือนว่าเวทมนนตร์คือพลังที่ชั่วร้าย แต่ Ilidan ก็ไม่เชื่อฟัง
ด้วยพรสวรรค์ทำให้ Illidan สามารถศึกษาเวทมนตร์ของเอลฟ์ชั้นสูงจนแตกฉาน จนถึงขนาดสร้าง  Well of Ethernity ขึ้นมาได้แม้ว่า Illidan จะใช้พลังทมิฬของเขาช่วยเหลือพี่ชายต่อสู้กับปีศาจแห่ง Burning Legion แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ได้หักหลังพี่ชายและเหล่าเอลฟ์ทั้งมวล ด้วยการร่วมมือกับราชินี Azshara
(เหตุผลจะไปกล่าวถึงในเนื้อเรื่องนะครับ เดี๋ยวยาว)


Malfurion Stromrage
อาชีพ  Night Elf  Arch Druid
สังกัด Sentinels
อายุ  15,032 ขวบ
- Furion เป็น Night Elf  คนแรกที่ต่อต้านราชินีชั่วร้าย และการบูชาปีศาจในตระกูลสูง เขาพร้อมน้องชาย Ilidan และ  Cenarius กึ่งเทพทำสงครามต่อต้าน Burning Legionในช่วงสงครามดึกดำบรรพ์ เขาเป็นคนแรกที่ละทิ้งเวทมนตร์และเอาทฤษฎี Druidism มาใช้ เขาเป็นผู้นำเกี่ยวกับวิญญาณของ Night Elf และทำหน้าที่คุ้มครองวัฒนธรรมอันเปราะบางของประชาชน

Tyrande Whisperwind
อาชีพ  Night Elf  Priestess of the Moon , ผู้นำของ Sentinel
สังกัด Sentinel
อายุ  13,836 ขวบ
[color=DarkSlateBlue]- เจ้าหญิงของ Night Elf  ในสมัยก่อนและเป็นนักบวชหญิงชั้นสูงแห่งเทพีจันทรา Elune ในยุคที่ผ่านมา นางช่วย  2 พี่น้อง Stromrage  ในการสู้รบเพื่อปกป้อง Kalimdor จาก Burning Legion  Tyrande เป็นนักรบที่ดุเดือดและเก็บความแค้นเอาไว้ในใจเพราะการแบกรับภาระในการป้องกันแผ่นดินของนางในขณะที่พวก Druid เข้าญาณ ความรักที่ไม่มีวันตายต่อ Furion ทำให้เธอแข็งแกร่งและกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าอันตรายโดยลำพังในการปกป้อง จากการโจมตีใดๆก็ตา
Jaina Proudmoore
อาชีพ Human Socceress ,สายลับพิเศษแห่ง Dalaran
สังกัด  Alliance
อายุ 23 ขวบ
- หนึ่งในแม่มดที่มีพรสวรรค์มากที่สุดลูกศิษย์ของ Antonidas เป็นสาวน้อยที่สดใสอยากรู้อยากเห็น และมุ่งมั่นที่จะเพิ่มพลังและความรู้ในเวทมนตร์อย่างต่อเนื่อง บิดาของเธอ พลเรือเอก Proudmoore แห่ง Kul Tiras เป็นผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในสงครามครั้งที่2 ทำให้เธอรู้สึกกดดันมาตลอดที่จะใช้ชีวิตด้วยการอาศัยบารมีของบิดา ในอดีตเธอเคยมีช่วงเวลาที่หวานชื่นกับเจ้าชาย Arthas

Kelthuzad
อาชีพ Human Necromancer ผู้นำลัทธิ Cult of the Damned
สังกัด Scourge
อายุ 58  ปี
- Kelthuzad เป็นหนึ่งในพ่อมด ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่ง Dalaran เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ Antonidas แต่ด้วยความกระหายพลังที่ยิ่งใหญ่ทำให้เขาศึกษาศิลปะแห่งวิชาภูตผี จนถูกขับออกจากสมาคมพ่อมดด้วยกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ Kelthuzad เดินทางไป Northrend เพื่อพบกับ Lich King Kelthuzad มอบวิญญาณของเขาให้กับ Lich King Nerzhul แลกกับชีวิตอมตะและพลังเวทย์ดำที่มหาศาล จากนั้นจึงได้รับมอบหมายให้มาประกาศ ความเทพของ Lich King ให้มวลมนุษย์ได้รับรู้ ด้วยการก่อตั้งลัทธิ Cult of the Damned

Thall
อาชีพ Ocr Shaman ผู้นำแห่ง Orc
สังกัด Horde
อายุ  24 ปี
- Thall เป็นบุตรชายคนเดียวของ Durotan หัวหน้าเผ่า Orc ซึ่งถูกลอบสังหารในสงครามครั้งที่ 1 ทหารมนุษย์พบ Thall เมื่อยังเป็นทารก จึงได้เลี้ยงดูเป็นทาสและนักต่อสู้ เมื่อได้รับการสอนวิชาการสู้รบทำให้ Thall อยากเป็นอิสระและอยากพบกับเหล่าOrc ด้วยกันจึงทำให้Thall หลบหนีจากค่ายกักกันของมนุษย์เพื่อไปตามหาเส้นทางชีวิตของตน

Grom  Hellscream
อาชีพ Orc Warrior หัวหน้ากลุ่ม Warsong
สังกัด Horde
อายุ   46 ปี
- Grom เป็นหัวหน้ากลุ่ม Orc คนสุดท้ายที่รอดชีวิตจาก Draenor เคยนำกลุ่มWarsong เอาชนะมนุษย์นับครั้งได้ ไม่ใช่นับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นออร์คกลุ่มแรกที่เคราะห์ร้ายจากปีศาจ ทำให้มันดิ้นรนด้วยความบ้าคลั่งและกระหายเลือดภายในใจ จนได้มาพบกับ Thall ซึ่ง Grom เชื่อว่าจะเป็นผู้ที่พามันและประชาชนพ้นจากอิทธิพลของปีศาจได้
https://googledrive.com/host/0B1YKyhuVXPwrNWJyTWxPTGtheVU/
Archimonde
อาชีพ Eradar Overlord
สังกัด Burning Legion
อายุ   ไม่จำกัด (Eternal)
- Achimonde ผู้มัวหมอง เป็นปีศาจรุ่นแรกที่รวบรวมมาสนับสนุน Sargeras เมื่อ Burning Legion เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา Achimonde โหดร้าย ซาดิสส์ โรคจิต และ
ไร้หัวใจแต่เจ้าเล่ห์เพทุบายและมองการณ์ไกล มันใช้คาถา Warlock ไร้ขีดจำกัดยากที่ใครจะต่อต้านได้ ในในจริงแล้วเขาพยายามที่จะเป็นเทพและใช้พลังแข่งกับ SArgeras หลังจากรอคอยมาหนึ่งพันปี เขาก็พร้อมบุกAzeroth  แม้ว่าจะได้รับมอบหมายให้บุกในนาม Sargeras แต่เขาก็มีแรงกระตุ้นในใจ (ตูต้องเทพ)


Admiral Daelin Proudmoore
อาชีพ  Supream Comander of  Alliance Navy พลเรือเอกของพันธมิตร,กษัตริย์ของนคร Kus Tiras
สังกัด Alliance , Kus Tiras
อายุ  ไม่ยอมบอก
- หนึ่งในวีรบุรุษของ Alliance ในสงครามครั้งที่ 2  Daelin แม่ทัพเรือผู้เกรียงไกรบิดาของ Jaina Proudmoore ชายผู้ที่เกลียดพวกออร์คยิ่งกว่าไส้เดือนหรือกิ่งกือ Daelin สนิทสนมและจงรักภักดีต่อ Sir  Lothas อย่างมาก งานอดิเรกของเขาคือฆ่าเหล่าออร์ค แล้วตัดหัวเสียบประจาน! คำพูดติดปากของเขาคือ "Death to the Blackbloods!"
Lord Aduin Lothar
อาชีพ  Supream Comander of  Alliance  ผบ.ทบ. ของ Alliance
สังกัด Alliance, kingdom of Azeroth
อายุ  ไม่ปรากฏ (ประมาณ 80+)
- แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของ Alliance ขุนพลผู้มากด้วยฝีมือและประสบการณ์ รบกับพวกออร์คตั้งแต่สงครามครั้งแรกและครั้งที่ 2  Lord Aduin มีดาบประจำกายที่น่าเกรงขาม นามว่า Quel,zaram

Antonidas
อาชีพ Human Archmage ,หัวหน้า Kirin Tor แห่ง Dalaran
สังกัด Kirin Tor, Alliance
อายุ 71 ขวบ
- Antonidas Archmage หัวหน้าสภานักเวทย์ Kirin Tor ผู้น่าเลื่อมใสและเป็นหนึ่งในบรรดาพ่อมดที่มีอานุภาพมากที่สุดในโลก ด้วยวัยชราทำให้สุขภาพทดทอย แต่เขาก็มี Jaina Proudmoore ศิษย์เอกคอยเป็นหูเป็นตาแทนให้ เขาหวังที่จะเห็น Jaina เป็นนักเวทย์ที่ยิ่งใหญ่แห่ง Dalaran ในอนาคต

Mannaroth
อาชีพ Demon King ราชาแห่ง Pit Lord
สังกัด Burning Legion
อายุ Eternal
- Mannaroth ฉายาจอมทำลายล้าง คือสิ่งมีชีวิตที่มีแต่ความเกลียดชัง พยาบาท บ้าคลั่งและเมายาบ้า มันเป็นสุดยอดเครื่องจักรในการทำลายล้างสิ่งมีชีวิต มันทำทุกวิถีทางที่จะทำลายและสังหารทุกอย่างที่ขวางหน้าเพียงอย่างเดียว คาดว่ามันมีพันธะสัญญาเลือดกับเผ่า Orc ที่มันคือแหล่งที่มาของความกระหายเลือดและความชั่วร้าย หลังจากรอคอยมา 10,000 ปีเพื่อกลับคืนมาและสิ้นสุดงานที่มันค้างไว้ในช่วงสงครามแห่งโบราณกาล
Tichondrius The Darkener
อาชีพ Dreadlords of  Nathrezim
สังกัด Burning Legion
อายุ ไม่ปรากฏ
- Tichondrius เป็น Dreadlords ผู้ซื่อสัตย์ที่หลงใหลในเงามืดและความเจ็บปวด มันได้รับมอบหมายจาก Kil’Jaeden ให้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาความสงบ Lich King หรือ Nerzhul ซึ่งมันเชื่อว่าต้องทรยศ Legion อย่างแน่นอน Tichondrius เป็นทหารที่ดีมาก แม้จะขัดกับอารมณ์ส่วนตัวแต่เขาก็ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยการวางแผนอย่างถูกต้องและรัดกุม


King Terenas Menethil

Cenarius

Goddess Elune

Malorne the Waywatcher

Kil'jaeden

Magus Medivh

Maiev Shadowsong

Sargeras

Ner'zhu

Gul'dan
« Last Edit: November 21, 2014, 01:34:57 AM by -[พ่อหมา]- » Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #1 on: January 03, 2009, 04:56:00 PM »

บทนำ

            ไม่มีใครล่วงรู้แน่ชัดว่าจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร บางทฤษฎีกล่าวว่าการระเบิดอันเลวร้ายของจักรวาลส่งผลให้โลกหมุนตัวออกไปสู่ความยิ่งใหญ่ของ Great Dark โลกที่จะต้องแบกรับรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างอันน่ากลัวและน่าพิศวง อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าจักรวาลที่มีอยู่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดโดยหนึ่งเดียวที่มีแก่นแท้ของพลังทั้งมวล ถึงแม้ว่าแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของจักรวาลอันสับสนวุ่นวายเพื่อนำแบบแผนมาสู่โลกต่างๆและทำให้แน่ใจว่าอนาคตจะปลอดภัยสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ดำเนินตามรอยเท้าของพวกเขา
            ไททั่น เทพขนาดมหึมาผิวเหมือนโลหะจากจักรวาลอันไกลโพ้น ก้าวออกมาทำหน้าที่บนโลกที่พบเห็น พวกเขากำหนดรูปแบบในโลกของพวกเขาด้วยการยกภูเขาขึ้นและขุดทะเลกว้าง พวกเขาหายใจจนเกิดเป็นท้องฟ้าและพ่นอากาศมาสู่สิ่งมีชีวิต พวกเขาคิดไปไกลว่าจะทำให้โลกที่พวกเขาสร้างปราศจากความวุ่นวายของพวกเขาล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้โดยละเอียด พวกเขามอบพลังให้กับเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์เพื่อดูแลผลงานและยึดมั่นในหลักคุณธรรมในโลกของพวกเขาแต่ละแห่ง
            ในช่วงยุคแรกของการสร้างโลก ไททั่น ที่อยู่ในการปกครองของกลุ่มย่อยชั้นสูงในนามว่า Pantheon ได้นำคำสั่งมาสู่โลกหนึ่งร้อยล้านดวงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว Great Dark Beyond เนื่องจาก Pantheon ที่มีเมตตากำลังแสวงหาผู้คุ้มกันโลกที่เคยสร้างขึ้นมาและเคยต่อต้านการโจมตีจากความชั่วร้ายแก่นแท้แห่ง Twisting Nether ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาแล้ว Nether คือมิติแห่งเวทมนตร์ที่สับสนไร้ตัวตนแท้จริงซึ่งเชื่อมโลกจำนวนมากมายในจักรวาลเข้าด้วยกัน และเป็นที่อยู่สำหรับสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายเหมือนผีสิงมากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเพียงพยายามที่จะทำลายและกลืนกินพลังงานของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในจุกรวาลอย่างตะกละตะกลามเท่านั้นเอง ไททั่น ผู้มีใจบริสุทธิ์และยึดถือประโยชน์ของผู้อื่นไม่สามารถจินตนาการภาพปีศาจหรือความชั่วร้ายในรูปต่างๆได้ และดิ้นรนค้นหาวิธียุติการคุกคามที่แน่นอนของปีศาจด้วย


Sargeras และการทรยศ       
           เพื่อปกป้องโลกจากพวกปีศาจร้าย Twisting Nether พวก Pantheon จึงเลือก Sargeras นักรบที่เก่งที่สุดของพวกเขามาทำหน้าที่เป็นแนวหน้าป้องกัน Sargeras ยักษ์ชั้นสูง ได้ปกป้องโลกมาเป็นเวลานานมากแล้วถ้าเขาเจอปีศาจที่ใดเขาก็จะทำลายมันออกไปให้หมด Sargeras ได้พบกับเผ่าผีสิงที่มีอานุภาพ 2 เผ่า ทั้ง2เผ่าต้องการพลังและครอบงำจักรวาลทั้งคู่ Eredar เผ่าเจ้าเล่ห์เพทุบายของหมอผีนับถือปีศาจ ใช้มนต์ดำทำให้โลกส่วนหนึ่งที่มันรุกรานตกเป็นทาส เผ่าพื้นเมืองในโลกเหล่านั้นถูกแปลงโฉมด้วยพลังอันยุ่งเหยิงของ Eredar และกลายเป็นปีศาจด้วยตนเอง แม้ว่าพลังแทบจะไร้ขีดจำกัดของ Sargeras จะมากมายเกินพอที่จะกำจัด Eredar ผู้ชั่วร้าย แต่เขาประสบปัญหาอย่างร้ายแรงจากการล่อลวงของสัตว์ร้ายและปีศาจครอบงำทั้งหลาย ไททั่น ที่ยิ่งใหญ่ได้โดนพลังแห่งความมืดครอบงำทีละเล็กทีละน้อย Sargeras พยายามกำจัดมนต์ดำมาตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงความไม่สบายใจที่มีมากขึ้นของเขา เมื่อความสับสนและหดหู่ของเขาดำดิ่งลง Sargeras ถูกบังคับให้ต่อสู้กับอีกกลุ่มที่ตั้งใจรบกวนแบบแผนของไททั่น Nathrezim เผ่าทมิฬของปีศาจดูดเลือด(รู้จักในนามว่า Dreadlords) ออกเดินทางเพื่อพิชิตโลกแห่งหนึ่งที่อาศัยอยู่ด้วยการครอบครองพลเมืองของโลกและเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นเงา Dreadlord
        จอมวางแผนชั่วช้าได้เปลี่ยนแปลงประเทศทั้งหมดให้ต่อต้านกันเองด้วยการทำให้พวกเขาเกลียดอย่างไม่มีเหตุผลและขาดความไว้ใจแม้ Sargeras จะเอาชนะ Nathrezim ได้อย่างง่ายดายแต่การล่อลวงของมันมีผลกับเขาอยู่ลึกๆ Sargeras ผู้ประเสริฐ ไม่สามารถจัดการกับความกลัวที่รุมเร้าและความสิ้นหวังซึ่งครอบงำความรู้สึกของตนได้ Sargeras เริ่มเชื่อว่าแบบแผน ที่พวก ไททั่น สร้างขึ้นมาคือสิ่งเหลวไหล เขาเริ่มจะโดนพลังแห่งความมืดความงำมากขึ้น แม้ว่าเพื่อนพ้อง ไททั่น พยายามแนะนำข้อผิดพลาดและปลอบโยนอารมณ์พุ่งพล่านของเขา แต่ก็ไม่ทำให้เขากำจัดพลังความมืดภายในตัวเขาได้และ Sargeras ก็ถลันออกจากกองทหารไปตลอดกาล เขาออกค้นหาจุดหมายของตนเองในจักรวาล แม้ว่า Pantheon จะโศกเศร้ากับการจากไปของเขา แต่ไม่มีใครรู้ว่าพี่น้องของตนจะไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อความมืดครอบงำเขาไปจนหมดแล้ว เขาเริ่มคิดว่า ไททั่น คือผู้รับผิดชอบความล้มเหลวในสิ่งที่เขาสร้างขึ้น ในที่สุด Sargeras ก็ได้ก่อตั้งกองทัพที่ไม่สามารถหยุดมันได้ กองทัพที่จะทำให้จักรวาลลุกเป็นไฟ Sageras ได้ปลดปล่อย Eredar และ Nathrezim พวกปีศาจเจ้าเล่ห์ได้เสนอตัวเป็นทาสของเขาพร้อมกับสาบานว่าจะรับใช้เขาไปตลอดกาล Sargeras ต้องการทหารเอก 2 คนเพื่อมาเป็นผู้นำให้แก่กองทัพปีศาจ Kiljaeden ได้รับเลือกให้ค้นหาเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายที่สุกในจักรวาลและล่อลวงมาสู่ความมืด ของ Sargeras ส่วนคนที่ 2 คือ Archimonde ได้รับเลือกให้นำกองทัพมหึมาเข้าต่อสู้กับพวกที่ต่อต้าน Sargeras ก้าวแรกของ Kiljaeden คือการทำให้พวก Dreadlords ตกเป็นทาสภายใต้พลังอันร้ายกาจของมัน พวก Dreadlords ทำหน้าที่เป็นสุดยอดผู้คุ้มกันและสายลับไปทั่วจักรวาล Kiljaeden ได้เลือกหนึ่งในบรรดา Dreadlords คือ Tichondrius เป็นทหารที่สมบูรณ์แบบ ส่วน Archimonde ยังมอบอำนาจการเป็นสายลับให้กับตัวเองมันหวังที่จะรวบรวมเผ่าพันธุ์ที่มีการต่อสู้ชั้นยอด ซึ่งจะกำจัดพระเจ้าออกไปทั้งหมด ด้วยการเรียกเผ่า Pit Lords กับMannaroth ผู้นำของพวกมัน
Sageras รู้ว่ากองทัพต่างๆของเขารวมตัวกันและพร้อมที่จะทำตามบัญชาของเขา เขาจึงปล่อยกองทัพที่เร่าร้อนสู่ความกว้างใหญ่ไพศาลของ Great Dark เขาเรียกกองทัพของเขาว่า Burning Legion จนถึงวันนี้ยังไม่แน่ชัดว่าโลกกี่ดวงที่พวกมันกลืนกินและเผาผลาญไปในสงครามอันไร้ศีลธรรมทั่วจักรวาล


คำสั่งแห่ง Azeroth
           ไททั่น ยังคงเดินทางจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งเพื่อกำหนดรูปแบบโลกของเขา โดยไม่รู้เรื่องภารกิจของ Sargeras ที่จะทำลายผลงานของพวกเขาที่สร้างขึ้นมา ระหว่างการเดินทางพวกเขาได้พบโลกที่มีขนาดเล็กซึ่งมีชื่อว่า Azeroth พวก ไททั่น มอบอำนาจให้เผ่าต่างๆจำนวนหนึ่งเพื่อให้โลกเป็นรูปร่างขึ้นมา พวกเขาสร้างคนแคระขึ้นมาจากก้อนหิน พวกเขาสร้างยักษ์ขนาดใหญ่แต่มีจิตใจอ่อนโยนเพื่อขุดทะเลและยกผืนดินขึ้นจากก้นทะเล เป็นเวลาหลายยุคหลายสมัยที่พวก ไททั่น ย้ายและก่อผืนดินเป็นรูปเป็นร่าง จนในที่สุด เหลืออยู่เพียงทวีปเดียวที่สมบูรณ์แบบ ที่ศูนย์กลางของทวีปพวก ไททั่น สร้างทะเลสาปแห่งพลังงานที่เป็นประกายระยิบระยับ ทะเลสาปนี่ถูกตั้งชื่อว่า Well of Eternity จะต้องเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตสำหรับโลก พลังงานของมันจะหล่อเลี้ยงกระดูกของโลกและมอบพลังให้กับชีวิตเพื่อให้รากในผืนดินอุดมสมบูรณ์ ตลอดเวลา พืช ต้นไม้ สัตว์ประหลาด และสิ่งมีชีวิตของสสรพสิ่งเริ่มงอกงามบนทวีป พวก ไททั่น ตั้งชื่อทวีปว่า Kalimdor ดินแดนแห่งแสงดาวชั่วนิรันดร์ เมื่อแน่ใจว่าโลกใบนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นงานของพวกเขาก็สิ้นสุดลงพวก ไททั่น เตรียมลาจาก Azeroth แต่ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะจากไปก็ได้ตัดสินใจมอบพลังให้กับมนุษย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกเพื่อระวังพวกปีศาจร้ายจะมาบุก Kalimdor สมาชิกที่เหลือแต่ละคนของเผ่า Pantheon กระตุ้นพลังเพื่อสร้างมังกรยิ่งใหญ่ทั้ง 5 Alexstrasza ผู้ตรึงชีวิต Malygos ผู้ถักทอคาถา Ysera แห่งความฝัน Nozdormu แห่งกาลเวลา และ Neltharion ผู้ปกป้องปฐพี มังกรทั้ง5ได้รับพลังมหาศาลจากพวก ไททั่น และจะปกป้องโลกตลอดไป พวก ไททั่นได้ทิ้ง Azeroth เพราะมังกรต่างๆพร้อมจะทำหน้าที่แทนพวกเขาแล้ว น่าเสียดายที่โลกใบเล็กที่เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ถึงหู Sagerasซะแล้ว

[color=DarkSlateGray]Kaldorei กับ สระน้ำแห่งนิรันดร์
           ราวหมื่นปีก่อนที่เหล่า Orc และ Human เปิดฉากรบกันในสงครามครั้งแรก โลกแห่ง Azeroth เป็นมหาทวีปเพียงหนึ่งเดียวซึ่งถูกรอบล้อมด้วยทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ผืนแผ่นดินที่รู้จักกันในนาม Kalimdor ถือเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งหมดต่างแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางโลกอันโหดร้ายนี้ ณ ใจกลางมหาทวีปแห่งนี้มีทะเลสาบปริศนาแห่งพลังงานซึ่งต่อมาถูกขนานนามว่า สระน้ำแห่งนิรันดร์ ถือเป็นหัวใจของเวทมนตร์และธรรมชาติของโลก ขณะนั้น มีกลุ่มชนโบราณรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน ได้เดินทางไปยังริมสระน้ำแห่งนิรันดร์อันน่าหลงใหลนี้ กลุ่มชนผู้เร่ร่อนได้ถูกพลังลึกลับของสระน้ำดึงดูดไว้ และพวกเขาได้สร้างบ้านอย่างเรียบง่าย ขึ้นมาบริเวณริมสระอันเงียบสงบนี้ เมื่อเวลาผ่านไป พลังแห่งสระน้ำได้ส่งผลต่อเผ่าพันธ์แปลกหน้า มันทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง เฉลียวฉลาด และเป็นอมตะพวกเขาเรียกตัวเองว่า Kaldorei หมายถึง บุตรแห่งดวงดาว และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่พวกเขามาอาศัยอยู่ที่นี้ พวกเขาได้สร้างอนุสรณ์และวิหารขนาดใหญ่ขึ้นรายล้อมรอบสระแห่งนี้ Kaldorei หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า Night Elf ได้ถือเอา Elune ธิดาแห่งดวงจันทร์เป็นสิ่งสักการะสูงสุด และเชื่อว่าในเวลากลางวัน นางจะหลับไหลอยู่ใต้ผืนน้ำ นักบวชและหมอดู Night Elf ยุคแรกต่างพากันศึกษาพลังอันลึกลับของสระน้ำแห่งนี้อย่างไม่มีสิ้นสุด เมื่อสังคม Night elf ได้เติบโตขึ้นจนมีประชากรนับแสน มีสิ่งเดียวที่จะเบนความสนใจของพวกเขาได้ นั่นคือมังกรโบราณผู้ทรงพลังนั่นเอง พวกมันช่วยป้องกันดินแดนจากการคุกคามได้เป็นอย่างดี พวก Night Elf เชื่อกันว่ามังกรคือ ผู้พิทักษ์โลก และควรปล่อยให้พวกมันอยู่โดยลำพังจะดีที่สุด ในเวลาต่อมา ความอยากรู้ของ Night Elfนำพวกเขาไปพบและเป็นมิตรกับสิ่งอันทรงพลังมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Cenarius กึ่ง Night Elf กึ่ง เทวดา แห่งป่ายุคแรก Cenarius ผู้เมตตาพอใจในพวก Night Elf และได้สอนพวกเขาให้รู้จักกับโลกแห่งธรรมชาติ เหล่าNight Elf ได้พัฒนาการใช้ชีวิตในป่าแห่ง Kalimdor และสนุกสนานกับการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เมื่อยุคสมัยที่ดูจะไร้จุดจบได้ผ่านไป อารยธรรมของพวก N ight Elf ได้แผ่ขยายออกไปทั้งด้านอาณาเขตและวัฒนธรรม ประเพณีวิหาร ถนนหนทางและที่พักอาศัยของพวกเขาได้ขยายอาณาเขตออกไปทั่วบริเวณทวีปอันมือมิดแห่งนี้ ราชินี Azshara ผู้เลอโฉมแห่ง Night Elf ได้สร้างพระราชวังอันงดงามและใหญ่โตขึ้นบริเวณสระน้ำและให้บริวารผู้ใกล้ชิดอาศัยอยู่ในหอที่ประดับประดาด้วยอัญมณี บริวารของนางซึ่งเรียกว่า Highborne ปฏิบัติตามคำบัญชาของนางทุกอย่าง และเชื่อว่าพวกเขาต้องยิ่งใหญ่กว่าพี่น้องที่มีสถานะด้อยกว่า แม้ว่า Azshara รักประชาชนของนางเท่าๆกันก็ตาม แต่ Highborne ก็ถูกพวกขี้อิจฉาเกลียดชังอยู่อย่างเงียบๆ เพื่อเป็นการแบ่งเบาการศึกษาพลังของบ่อน้ำของนักบวช Azshara ได้ให้พวก Highborne ช่วยค้นหาความลับของสระแห่งนี้ และเปิดเผยความจริงให้โลกได้รู้ เหล่า Highborne ได้แต่หมกมุ้นอยู่แต่กับงานของตน และศึกษาเรื่องของสระนี้อย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย จนกระทั่งพวกเขาสมารถพัฒนาความสามารถในการถ่ายเทและควบคุมพลังงานของสระได้สำเร็จ ขณะที่พวกเขากำลังดำเนินการทดลองไปอย่างขมักเขม้น Highborne ก็พบว่าพวกเขาสมารถใช้พลังที่พบนี้ สร้างสรรค์ หรือทำลายได้อย่างสบาย Highborne ตั้งใจว่าจะมอบชีวิตให้พลังแห่งสระนี้ แม้ว่าพวกเขารู้ดีว่าหากใช้อย่างขาดความรับผิดชอบพลังนี้อาจจะมีอันตรายอย่างมาก แต่ Azshara และเหล่า Highborne ของนางก็เริ่มต้นฝึกเวทมนตร์เหล่านี้ทันที Cenarius และเหล่า Night Elf ผู้รอบรู้ได้เตือนว่าผลของการเล่นกับศาสตร์แห่งเวทมนตร์จะได้รับแต่หายนะเท่านั้น แต่ Azshara กับบริวารของนางก็ยังคงฝึกฝนพลังงานอย่างไม่ฟังคำเตือนของผู้หวังดี เมื่อพลังของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดกับ Azshara และ Highborne ได้เพิ่มความกระด้างและทารุณกับชาว Night Elf ราชินีครั้งหนึ่งที่เคยงดงาม เริ่มห่างเหินจากบุคคลอันเป็นที่รัก และไม่สุงสิงกับใคร นอกจากเหล่านักบวช Highborne ผู้ซื่อสัตย์ของเธอเท่านั้น นักศึกษาหนุ่มนาม Malfurion Stormrage ผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการศึกษาผลกระทบจากสระน้ำนี้ Malfurion ได้เริ่มสงสัยถึงพลังอันร้ายกาจที่เปลี่ยน Highborne และราชินีที่รักของเขา แม้ว่าเขาไม่ตระหนักถึงการมาของปีศาจร้าย แต่เขาก็รู้ดีว่าชีวิตของพวก Night Elf ไม่มีทางเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
[/color]

สงครามแห่งโบราณกาล
           การใช้เวทมนตร์อย่างขาดความยั้งคิดของ Highborne ได้ทำให้พลังงานไหลวนออกจากสระน้ำแห่งนิรันดร์ และเข้าสู่ความมืดเบื้องบน การหลั่งไหลของพลังงานนี้ได้ส่งกระแสคลื่นไปยังโลกใต้พิภพอันบิดเบี้ยวและสามารถรู้สึกได้โดยจิตใจอันชั่วช้า Sargeras ผู้เป็นปรปักษ์กับสิ่งมีชีวิตทั้งมวล และเป็นผู้นำหายนะมาสู่โลก ได้สัมผัสถึงการไหลของพลังงานนี้ จึงได้มายังโลกแห่ง Azeroth และรู้สึกถึงพลังอันไร้ขีดจำกัด
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #2 on: January 03, 2009, 04:56:41 PM »

โลกที่ถูกตัดขาด
            Malfurion Stormrage รู้ว่าต้องหาความช่วยเหลือเพื่อพลเมืองของเขาโดยเร็ว Illidan Stormrage น้อยชายของเขาซึ่งได้อยู่ในกลุ่ม Highborne และเพื่อเป็นการดึงให้ Illidan ละทิ้งจากอันตรายที่ครอบงำเขาอยู่ Malfurion จึงตั้งใจจะไปหา Cenarius และระหว่างทางเขาได้รวบรวมกำลังเพื่อต่อต้านกองทัพ Legion นักบวชหญิง Tyrande Whisperwind ผู้งดงามได้เข้าร่วมด้วย แม้ว่าทั้ง Malfurion และ Illidan ต่างก็หลงรักหญิงคนนี้อยู่ แต่หัวใจของนางมอบให้กับ Malfurion คนเดียว
            Illidan ผู้อาภัพเกิดมาก็ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของพี่ชายที่เป็นผู้ที่รักของคนอื่นมาตลอด อิจฉาความรักของคู่นี้ยิ่งนัก Illidan อกหักและหันไปศึกษาเวทมนตร์อย่างบ้าคลั่งทำให้เขาค่อยๆตกอยู่ใต้อำนาจเวทย์ดำทีละน้อย ต้องพยายามควบคุมตัวเองและความกระหายพลังจากสระน้ำอยู่ตลอด  Cenarius ซึ่งอาศัยอยู่ในบึงจันทราอันศักดิสิทธิ์แห่งเทือกเขา Hyjal Cenarius ยินดีช่วยเหลือ Night Elf ด้วยการค้นหามังกรโบราณและนำพวกมันมาช่วยอีกแรง เหล่ามังกรซึ่งนำโดย Alexstrasza มังกรแดงตัวมหึมายอมมาช่วยพวกเขาต่อต้านเหล่าปีศาจ Cenarius เรียกเล่าวิญญาณแห่งผืนป่า ,รวบรวมกองทัพต้นไม้ และนำพวกมันมาสู้กับ Legion ขณะที่เหล่า Night Elf คอยคุ้มกันวิหารแห่ง Azshara และสระน้ำแห่งนิรันดร์ การต่อสู้นั้นดุเดือดมาก ผู้เข้มแข็ง Furion และพรรคพวกก็พบว่าก็พบว่าไม่อาจเอาชนะ Legion ได้ด้วยความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว
            ขณะที่มหาสงครามเกิดขึ้นทั่วเมืองหลวงแห่ง Azshara แต่ราชินีผู้หลงผิดกลับเฝ้าแต่รอคอยการมาถึงของ Sargeras จ้างแห่ง Legion เตรียมการที่จะเข้าสู่โลกผ่านทางสระน้ำแห่งนิรันดร์นี้ ขณะทีเงามืดอันมหึมาของพวกมันเข้าใกล้มาทุกที Azshara ก็ได้รวบรวมบริวาร Highborne ที่ทรงพลังที่สุดของนางเข้าด้วยกันเพื่อสร้างทางผ่านที่ใหญ่พอสำหรับ Sargeras Malfurion รู้ดีว่าสระน้ำแห่งนิรันดร์เป็นทางเชื่อมให้ปีศาจเข้ามาสู่โลกได้ จึงคิดจะทำลายมันเสีย ด้าน Tyrande เล็งเห็นถึงผลดีจากความคิดของ Malfurion จึงบอกให้ Cenarius และสหายมังกรของพวกเขาทำลายวิหารของ Azshara และหาทางปิดสระน้ำนี้ให้ได้ ด้าน Illidan รู้ดีว่าการทำลายสระนี้ จะทำให้เขาไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้อีกจึงหนีออกจากกลุ่ม และไปเตือนเหล่า Highborne ถึงแผนการของ Malurion ด้วยความบ้าคลั่งพลังเวทมนตร์ และที่คนที่เขารักกลับไปชอบพี่ ทำให้ Illidan ไม่รู้สึกผิดกับการทรยศต่อ Malfurion และแปรพักตร์เข้ากับ Azshara และ Illidan สัญญาว่าจะปกป้องสระน้ำด้วยชีวิต
            เพื่อให้ Sargeras สามารถก้าวข้ามมาโลกได้ ราชินีจึงจำเป็นต้องขยายประตูมิติให้กว้างพอ ในขณะเดียวกันกองทัพแห่ง Elune และพันธมิตรก็ได้รุกคืบหน้าเข้ามาใกล้ ขณะที่ประตูมิติกำลังจะเปิดได้สำเร็จ และเงาของ Sargeras กำลังผ่านผิวน้ำขึ้นมา หนึ่งในมังกรผู้พิทักดิ์ Netharion มังกรแห่งผืนดิน จึงได้ยอมเสียสละร่างกายของตนเองเข้ารับพลังด้านมืด จนกลายร่างเป็นมังกร Deathwing ผู้มีไฟนรกอยู่ท่วมกายนำทัพมังกรผู้ติดตามที่เหลือจู่โจมเข้าสู่ใจกลางของกองทัพ Legion จนสามารถบุกเข้าไปในวิหารได้


เทือกเขา Hyjal และของขวัญจาก Illidan
            เกือบ 8 ส่วน 10 ของแผ่นดิน Kalimdor ได้ถูกแยกออกทิ้งไว้เพียงผืนทวีปขนาดเล็กที่ถูกล้อมรอบด้วย ทะเล ณใจกลางทะเลแห่งใหม่นี้ ที่ที่เคยเป็นตำแหน่งของสระน้ำแห่งนิรันดร์ ได้เกิดพายุขึ้น และพลังงานอันปั่นป่วนซึ่งไม่เคยอยู่หนึ่ง รู้จักกันในชื่อว่า Maelstrom มันเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความหายนะครั้งรุนแรงที่สุด และยุคสมัยใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น! เหล่า Night Elf ที่เหลือรอดมาจำนวนหนึ่ง ได้รวมตัวกันและสร้างแพแบบเรียบง่ายล่องไปตามทางทีอยู่ข้างหน้า และด้วยความเมตตาของเทพ Elune ทำให้ Malfurion Tyrande และ Cenarius ต่างก็ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ เหล่า Night Elf ได้นำพาพวกพ้องที่รอดตายไปสร้างเมืองแห่งใหม่ ขณะที่กำลังเดินทางอยู่ พวกเขาก็ได้สำรวจซากของวิกฤตครั้งนี้ และได้ตระหนักว่า กิเลสของพวกเขา นำมาถึงความหายนะแก่โลก แม้ว่า Sargeras และ Legion ของมันจะถูกกำจัดออกจากโลกได้
แต่ Malfurion และพวก Night Elf ก็รู้ซึ้งถึงการแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ทำให้โลกย่อยยับ ส่วนพวก Azshara และเหล่า Highborne ของนางได้ถูกฝังอยู่ก้น Maelstorm แต่ก็มีพวก Highborne บางส่วนที่ปลอดภัย แม้ว่า Malfurion จะไม่ไว้ใจพวก Highborne ก็ตาม แต่เขาก็ไม่กังวลเพราะไม่มีพลังของสระน้ำเหลืออยู่แล้ว ขณะที่เหล่า Night Elf ที่เหนื่อยล้าก็มาถึงฝั่งของแผ่นดินจนได้ พวกเขาก็พบว่า เทือกเขา Hyjal ยังปลอดภัย Malfurion และเหล่า Night Elf ได้ปีนขึ้นไปยังยอดเขา เพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ เมื่อพวกเขาลงไปยังลุ่ม ที่อยู่กลางเขา พวกเขาก็พบกับสระน้ำบ่อเล็กๆ อันเงียบสงบ แต่ที่น่าตระหนักคือ น้ำในสระแปดเปื้อนไปด้วย เวทมนตร์ !
            Illidan ซึ่งรอดตายจากหายนะเช่นกันได้ไปถึงยอดเขา Hyjal ก่อน ได้เทน้ำจากบ่อน้ำแห่งนิรันดร์ลงไปทำให้สระน้ำแห่งนี้แปดเปื้อนไปด้วยเวทมนตร์ อย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ตกใจเมื่อ Malfurion ไล่ตามมาทัน และได้อธิบายถึงความหายนะของเวทมนตร์นี้ แต่ Illidan ไม่ฟัง สองพี่น้องจึงเข้าต่อสู้กัน ด้วยพลังที่ไร้ขีดจำกัดของ Sargeras ทำให้ Malfurion ได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลง Illidan เกิดความลังเลที่จะสังหารพี่ชายของตนจึงหยุดชะงักไป  ทำให้ Cenarius ที่ตามมา ใช้สกิล Root (รากไม้ยึด) จับ Illidanเอาไว้ได้ และกำลังจะสังหารแต่ Malfurionได้ร้องขอไว้ และได้นำ Illidan ไปกักขังในห้องใต้ดินที่มืดมิดใต้เขา Hyjal ตลอดกาล โดยให้ Maive Shadowsong เป็นผู้ควบคุม
            หลังจากนั้นกลับมาที่บ่อน้ำแห่งนิรันดร์ที่ Illidan สร้างขึ้นใหม่ พวก Night Elf กลัวว่าการทำลายสระน้ำแห่งนี้จะทำให้เกิดหายนะขึ้นอีก จึงตัดสินใจปล่อยมันไว้อย่างนั้น โดยที่ Malfurion ประกาศว่าจะไมฝึกฝนเวทมนตร์อีกเลย แต่พวกเขาก็เริ่มศึกษาศาสตร์โบราณของพวก Druid แทน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขา ฟื้นผืนป่าอันเป็นที่รักบนเขา Hyjal ได้อีกครั้ง


ทสนทนาระหว่าง Malfurion กับ Illidan หลังจบการต่อสู้



Malfurion : Illidan เจ้าคิดผิดจิงๆ ที่จริงแล้วข้าไม่ต้องการที่จะทำกับเจ้าแบบนี้
Illidan : ........
Malfurion : ข้าเคยเตือนเจ้าหลายครั้งแล้ว ว่าพลังเวทมนตร์นั้นจะทำลายชีวิตเจ้า
Illidan : มันไม่ใช่อย่างนั้นท่านพี่
Illidan : พลังของข้า ไม่ได้ทำลายชีวิตข้า........ท่านต่างหากที่เป็นคนทำลายชีวิตของข้า
Malfurion : ........


World Tree และความฝันสีมรกต
             หลายปีผ่านไป เหล่า Night Elf ต่างทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อสร้างบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาสร้างบ้านใหม่ขึ้นท่ามกลางความเขียวขจีของต้นไม้ เวลานั้น พวกมังกรที่รอดมาจากหายนะครั้งใหญ่ Alexstrasza,Ysera และ Nozdormu พากันมายังที่โล่งอันเงียบสงบของพวก Druid Malfurion ซึ่งกลายเป็น Druid ชั้นสูง ได้เข้ามาพูดคุยกับมังกร และเล่าเรื่องสระน้ำแห่งใหม่ให้พวกมันฟัง เหล่ามังกรตกใจ และกล่าวว่า ตราบใดที่สระน้ำยังอยู่ พวก Legion อาจจะกลับมาทำลายโลกอีกได้ Malfurion กับมังกรทั้ง 3 ต่างคิดวิธีเพื่อไม่ให้ พวก Legion ค้นพบเส้นทางมายังโลกอีก Alexstrasza ผู้ให้ชีวิต ได้วางผลต้นโอ้กไว้ใจกลางสระน้ำ ผลต้นโอ้กนี้เมื่อถูกพลังเวทมนตร์ ก็เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ รากของมันงอกมาจากสระน้ำในสระ และร่มไม้อันเขียวชอุ่มขชองมันได้สูงเสียดหมู่เมฆบนฟ้า ต้นไม้อันมหึมานี้จะเป็นสัญลักษณ์ แห่งความสัมพันธ์ ระหว่าง Night ELf กับธรรมชาติที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เหล่า Night Elf ขนานนามต้นไม้โลกของพวกเขาว่า Nordrassil ซึ่งหมายถึง มงกุฎแห่งสวรรค์ และ Nozdormu ได้ให้พรกับ World Tree ว่าตราบใดที่ ต้นไม้ต้นนี้ยังอยู่ เหล่า Night Elf จะไม่รู้จักแก่ หรือล้มเจ็บเป็นอันขาด


เนรเทศ High Elf
           หลายศตวรษผ่านไป Night Elf ได้เติบใหญ่ขึ้น และแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งป่าที่พวกเขาเรียกว่า Ashenvale สิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธ์ต่างปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การเมตตาของ Druid เหล่า Night Elf ต่างก็มีความสุขกับยุคแห่งสันติภาพ อย่างไรก็ตาม พวก Highborne ที่รอดมาได้ ก็กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พวกมันเซ็งจิตกับการสูญเสียพลังเวทมนตร์ไป แต่พวกมันก็ยังคงหลงใหล กับพลังเวทมนตร์ และการฝึกฝนเวทมนตร์ได้เริ่มต้นอีกครั้ง Dath'Remar ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่า Highborne เขาพูดจาเยาะเย้ยถากถางพวก Druid ตามที่สาธารณะต่างๆ โดยเรียกพวกเขาว่าพวกขี้ขลาด ที่ไม่กล้าใช้เวทมนตร์ที่เป็นของพวกมัน Malfurion กับพวก Druid ไม่สนใจคำกล่าวของ Dath'Remar และเตือนเหล่า Highborne ว่าการใช้เวทมนตร์จะนำมาซึ่งแต่หายนะ ระหว่างนั้นพวกเขาไม่ได้ระวังตัว Dath'Remar และสมุน ได้ปล่อยพายุเวทมนตร์ อันร้ายกาจซัดใส่ Ashenvale เพื่อบังคับให้พวก Druid ล้มเลิกความคิดนี้เสีย พวก Druid ไม่อาจฆ่าเพื่อนร่วมเผ่าได้ จึงตัดสินใจเนรเทศ พวก Highborne ที่เป็นภัยเหล่านี้ออกไปจากดินแดนของตน Dath'Remar กับพวกต่างยินดียิ่งนักที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับพวกหัวโบราณได้ (ดูมานด่า) และสร้างเรือพิเศษ ล่องออกไปในทะเล และล่องเรือมายังทางทิศตะวันออกที่เรียกว่า Lordaeron พวกมันวางแผนที่จะสร้าง Quelthalas อาณาจักรเวทมนตร์ ของตัวเองขึ้นมา และไม่ยอมรับกฏของพวก Night Elf ที่ต้องบูชาดวงจันทร์ หรือหากินในเวลากลางคืน นับแต่นั้นมา พวกมันก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อ High Elf


Sentinels กับการเฝ้าระวังอันยาวนาน
            เมื่อเหล่าญาติ ผู้ดื้อรั้นได้จากไป พวก Night Elf ได้ให้ความสนใจกับการรักษาเมืองมากขึ้น ขณะที่ เหล่า Druid ใกล้จะถึงฤดูจำศีลของพวกมันอีกแล้ว Tyrande ซึ่งกลายเป็นนักบวชหญิงคนแรกแห่ง Elune ได้ขอให้ Malfurion คนรักของเธอ ไม่ให้ไปยัง Emerald dream ของ Ysera แต่เขาจะเป็นจริงๆที่ต้องไปยังที่นั้น และได้บอกลา Tyrande และสัญญาว่าจะกลับมาหาคนที่รัก Tyrande ถูกทิ้งไว้เพื่อป้องกัน Kalimdor จากอันตรายต่างๆ เธอได้รวบรวมพี่น้องสตรี Night Elf ของเธอขึ้นเป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง นักรบหญิงผู้กล้าหาญ ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเธอเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Sentinel แม้ว่าพวกเธอจะชอบลาดตระเวน ป่าอันเงียบสงบเพียงลำพัง แต่เมื่อใดที่มีเหตุฉุกเฉิน พวกเธอจะเรียกกำลังเสริมออกมาได้ทันที ด้านสิ่งมีชีวิตกึ่งเทพอย่าง Cenarius ก็ยังคงช่วยพวก Night Elf รักษาความเรียบร้อยในเมืองอยู่เสมอ แม้แต่ Dryad ลูกของ Cenarius ก็ปรากฏกายออกมาบ่อยขึ้นด้วย แม้ว่าภารกิจในการรักษาความสงบของ Ashenvale จะทำให้ Tyrande แทบไม่มีเวลาว่าง แต่เธอก็รู้สึกเหงาเพราะไม่มี Malfurion คนรักของเธออยู่ด้วย หลายศตวรรษ ผ่านไป เธอคิดว่า เหล่า Burning Legion กำลังวางแผนที่จะล้างแค้นเหล่า Night Elf และโลกแห่ง Azeroth อย่างแน่นอน

ำเนิด Guardian of tirisfal
Aegwyn ผู้พิชิต Sargeras
            หลังจากที่ Azeroth ได้รู้จักกับหายนะที่ เหล่า Burning Legion ได้ฝากไว้  Guardian of tirisfal จึงถือกำเนิดขึ้นโดยการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์  High Elf และ เผ่า Gnom เพื่อสร้างสุดยอดจอมคาถามาทำหน้าที่ปราบปรามเหล่าปีศาจร้ายที่เหลือรอดจากสงครามคราวก่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Magna Aegwyn เด็กหญิงเพียงคนเดียวในบรรดาลูกศิษย์ทั้ง 5 ของ Magna Scavell   เธอสามารถเรียนรู้เวทมนตร์ทั้งหมดจากบันทึกของ Metre ไฮเอลพ์ผู้สูงศักดิ์ในอดีต ซึ่งเป็นตำราที่ Magna ทุกคนต้องเรียนรู้ได้สำเร็จในเวลา 1 ปีเท่านั้น หลังจากผ่านการทดสอบมากมาย เธอก็ได้รับเลือกให้เป็น Guardian of tirisfal ในที่สุดถึงแม้ Aegwyn จะเป็นมนุษย์ แต่หลังจากได้ศึกษาเวทย์ชั้นสูงทำให้มีอายุยืนยาว หลังผ่านไป 500 ปี ณ ดินแดน Northend  อันหนาวเหน็บ Magna Aegwyn ก็ได้พบกับร่างจำแลงของราชันย์ปีศาจ Sargeras
            ด้วยความช่วยเหลือจากมังกรผู้พิทักษ์แห่ง Azeroth ทำให้เธอสามารถเอาชนะ Sargeras ได้ และได้นำร่างของผู้นำกองทัพ Burning Legion ไปเก็บไว้ใน Tomb of Sargeras วิหารแห่งเวทมนตร์ที่เหล่ามังกรนำไปโยนทิ้งไว้ ในทะเล Great Sea อีกที เพื่อไม่ให้ร่างของ Sargeras ซึมซับพลังของ Twisting Nether ได้  Aegwyn คิดว่าเธอสามารถกำจัดจอมปีศาจที่ชั่วร้ายที่สุดของจักรวาลไปได้.......แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นกองทัพ Legion รู้ดีว่าโลกใบนี้ได้รับพลังจากเทพ Titan มากเกินไป และคงยากที่จะเอาชนะมังกรผู้พิทักษ์ได้ การโจมตีจากภายในจึงเริ่มขึ้น

« Last Edit: January 03, 2009, 08:38:08 PM by "Lunifer"-[Programer]- » Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #3 on: January 03, 2009, 04:57:14 PM »

กำเนิดใหม่ Sargeras ในร่างมนุษย์
            ชัยชนะของ Aegwyn คือจุดเริ่มต้นของหายนะ 45 ปีก่อนการเชื่อมต่อ Sargeras แกล้งแพ้ต่อเธอและฝังร่างตัวเองไว้ในครรภ์ของนาง Aegwyn กลับสู่ Guardian of tirisfal ในท่าทีที่เปลี่ยนไป ด้วยพลังด้านมืดในตัวบังคับให้เธอเดินทางลงไปทางใต้  จนได้พบกับ Nielas Aran ชายผู้ศึกษาเวทย์ที่หล่อเข้าขั้นเทพและยังสติปัญญาดีอีกต่างหาก เหมาะกับการให้กำเนิดใหม่ของจอมมาร Sargeras
            Aegwyn ได้ตามจีบจน Nielas Aran หลงรักเธอจนหมดใจ 8 ปีหลังสงคราม แผนที่ Sargeras วางเอาไว้จึงเริ่มต้น Medivh บุตรชายของ Aegwyn จึงถือกำเนิดขึ้นมา Nielas Aran ผู้น่าสงสาร หลังจากคลอดบุตรแล้ว Aegwyn ก็ได้ทอดทิ้งสามีและบุตรของเธอไปในคืนนั้น โดย Aegwyn ได้ผนึกพลังของ Medivh ไว้ให้เป็นเด็กธรรมดาจนกว่าจะถึงวัยอันสมควร  ตามความต้องการของ Sargeras เพราะการกำเนิดของ Medivh เพื่อเหตุผลเดียว คือเปิดประตูให้กองทัพ Horde บุกมาทำลาย Azeroth นั้นเอง

The Horde กับการล่อลวง
            อีกหนึ่งแผนการของ Sargeras คือการล่อลวงให้พวกออร์ค แห่งโลก Draenor หรือเรียกอีกชื่อว่า Outland  อันเป็นดินแดนที่เอลฟ์มอบให้ ออร์ค ได้อยู่อย่างสงบสุขกับพวก Draenei แม้เหล่าออร์คจะชื่นชอบการต่อสู้ รบเก่ง และมีร่างกายที่แข็งแรง แต่พวกเขาก็รักสันติและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ คงมีแต่วิถีชีวิตแบบโบราณที่ค่อนข้างป่าเถื่อน
            และด้วยแผนที่ถูกวางเอาไว้ Kiljaeden สมุนมือขวาของ Sargeras จึงได้เข้าพบกับผู้นำของกลุ่ม Horde ซึ่งก็คือ Nerzhul พ่อมดชั้นสูงของเผ่าออร์คโดย Nerzhul ได้ทำสัญญาลับๆ กับ Kiljaeden (เป็นการทำสัญญาเลือดแบบเดียวกับ Ghost Rider) ในการฝึกฝนและเตรียมให้กองทัพ The Horde ทำสงครามทำลายล้าง Azeroth และด้วยความร่วมมือของ Guldan ศิษย์เอกของ Nerzhul เมื่อถูกปลุกปั่นโดย Mannaroth ราชา Pit Lord จอมทำลาย กองทัพ The Horde ผู้บ้าคลั่งก็ได้บุกโจมตี Draenei (Gondar) เพื่อนบ้านทันที


สองผู้นำของ The Horde
            เดิมที Nerzhul เป็นพ่อมดออร์คที่ได้รับความนับถือจากเผ่าเป็นอย่างมาก แต่ลึกๆเขาก็อิจฉาพวก Draenei ที่มีพลังอำนาจมากกว่า และเมื่อเขาได้พบกับ Kiljaeden ทำให้เขารู้จักมนต์ดำ แม้เป็นศาสตร์ต้องห้ามแต่ Nerzhul ก็พร้อมจะศึกษาและเผยแพร่สู่Shaman คนอื่นๆเพื่อไม่ให้น้อยหน้าพวก Draenei
            Guldan ศิษย์เอกของ Nerzhul ด้วยความสามารถที่เต็มเปี่ยมและความชั่วร้ายที่มีอยู่อย่างเหลือล้น ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจาก Kiljaeden มากกว่าตัว Nerzhul เสียอีก เมื่อได้รับข้อเสนอจาก Kiljaeden ว่าจะให้เขามีพลังมากเท่า Eredar Worlock ที่เป็นที่สุดแล้วของผู้ใช้เวทย์มนดำ Guldan จึงตกลงแบบไม่ยั้งคิด ซึ่งทำให้พวกออร์คตกเป็นทาสของ Burning Legion ในภายหลัง


ปีศาจอวตารในร่างเด็กน้อย
            กลับมาที่ Nielas Aran อีกครั้ง เมื่อ Aran รู้ว่าความรักของ Aegwyn กับเขาเป็นเพียงคำหลอกลวง  Medivh คือสิ่งปลอบโยนจิตใจเพียงอย่างเดียวที่เขามี แต่เมื่อ Aran สัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกชายก็แทบทำให้เขาหัวใจสลาย เขาร่ำร้องหาความตายและทนทุกข์ทรมานอยู่ทุกค่ำคืน

พลังจอมมารฟื้นคืน
           วันที่พลังของ Medivh ถูกปลุกฟื้นขึ้นก็มาถึง วันนึง Medivh ในวัยเด็กหนุ่มได้ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เมื่อ Nielas Aran แตะตัวลูกชายพลังงานมหาศาลก็ถาโถมออกมา ทำให้ 2 พ่อลูกสลบไปกว่า 1 วันเต็มๆ และต้องให้นักบวช กว่า 100 คนช่วยบริกรรมคาถายื้อชีวิตไว้ เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าลูกปลอดภัย ผู้เป็นพ่อทางหนึ่งก็ดีใจ แต่อีกใจก็รู้สึกเป็นทุกข์กว่าเก่า เพราะบัดนี้ พลังของ Sargeras ในร่างบตรชายได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว หลังจากที่พลังงานในร่างถูกปลุกขึ้น Medivh ต้องอยู่ในสภาพหลับลึกเป็นเวลายานถึง 6 ปี ทันทีที่ Medivh ลืมตาขึ้น ภาพความทรงจำในอดีตของ Sargeras ก็แวบเข้ามาในหัว เขาจึงคิดหาทางที่จะชักนำกองกำลัง The Horde เข้าสู่ Azeroth ทันที
           Nielas Aran ตรอมใจจนเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา แต่วิญญาณของเขายังห่วงหาลูกและภรรยาทำให้ต้องว่ายเวียนต่อไป ก่อนจะไปสิงสู่อยู่ในหอพระคัมภีร์ของ Guardian ที่ Karazhan อันเป็นหอคอยที่  Medivh สร้างขึ้นในภายหลัง
           100ปีต่อมา Aegwyn รู้สึกสำนึกผิดที่ทอดทิ้งชายที่รักเธออย่างแท้จริง แต่มันคงสายเกินไปแล้ว สำหรับ Nielas Aran


The Dark Portal
           ปี 583  Medivh ได้ลักลอบเปิดประตูมิติ Dark Portal  บานแรกขึ้น อันเป็นประตูที่เชื่อมต่อระหว่าง Azeroth กับ Draenor (Outland) เข้าด้วยกันก่อนที่ Medivh จะติดต่อกับ Guldan และได้ทำสัญญาไว้ที่หอคอย Karazhan ว่าเขาจะบอกที่ตั้งของ Tomb of Sargeras ให้แลกกับ Guldan ต้องนำทัพออร์คเข้ามาทำลายล้าง Azeroth ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในระหว่างนี้เหล่ามนุษย์ผู้ใช้เวทมนตร์แห่งนคร Dalaran ได้ส่งเด็กหนุ่มวัย 17 ปีชื่อ Khadgar มาเป็นศิษย์ของ Medivh ที่หอคอย Karazhan โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่า อาจารย์ผู้สุภาพ เงียบขรึม และอ่อนโยนของเขา แท้จริงแล้วเป็นอวตารของปีศาจ!


เปิดฉากมหาสงครามครั้งที่ 1
           ทันทีที่พร้อม Guldan ได้กรีฑาทัพ Orc เข้าบุก Azeroth ทันทีซึ่งอาณาจักรที่ใกล้ประตูมิติที่สุดก็คือ Stromwind เหล่ามนุษย์ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถที่ป้อมปราการของอาณาจักร ทัพ Orc ล้มตายเป็นอันมากและต้องถอยทัพ แต่บังเอิญ Guldan ได้พบกับ Blackhand แม่ทัพของThe horde พอดีจึงได้ร่วมมือกัน ซึ่งทัพ The horde ประกอบด้วย Goblins Ogres และ Trolls ผู้โหดร้าย

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
           ในวัยเด็ก Medivh ขณะพักอยู่ที่ Northshire Abbey เขามีเพื่อนซี้อยู่ 2 คน คือเจ้าชาย  Llane Wrynn แห่งนคร  Stromwind และ Anduin Lothar  ที่เติบโตมาด้วยกันทั้ง 2 คนไม่รู้เลยว่าเพื่อนรัก Medivh เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรุกรานของ The horde
เจ้าชาย  Llane Wrynn เติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์ที่มากความสามารถ ส่วน Anduin Lothar  ได้สมัครเข้าสู่กองทัพ Azeroth และได้ก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพอัศวินแห่ง Azeroth อย่างรวดเร็ว
           เมื่อความจริงถูกเปิดเผย Khadgar ได้ล่วงรู้ความลับของอาจารย์และได้นำมาบอกกับ Lothar เจ้าของฉายา Lion of Azeroth จึงได้นำกำลังไปสังหาร Medivh ที่หอคอย Karazhan ทันที


Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #4 on: January 03, 2009, 04:58:08 PM »

Stromwind แตก
           การตายของ Medivh ไม่อาจหยุดยั้งการบุกของกองทัพ The horde ได้ภายใต้การนำของ Blackhand แม่ทัพเหล่า Orc ได้บุกตะลุยอย่างบ้าคลั่ง จนกองทัพ Azerothแตกพ่ายไปทุกแห่ง หนำซ้ำกษัตริย์ Llane Wrynn ก็ถูกลอบสังหารโดยมือสังหารหญิงลูกครึ่งออร์ค-มนุษย์ Garona  (ประวัติจะกล่าวถึงในภายหลัง)
           Lord Anduin Lothar  ไม่มีทางเลือกอื่นใด อาณาจักร Stromwind ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ในการคงอยู่ของมวลมนุษยชาติไม่สามารถต้านทานการบุกของ กองทัพ The horde ได้อีกต่อไป เพื่อให้ไม่เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ สิงโตแห่ง Azeroth จึงจำเป็นต้องอพยพผู้คนถอยร่นสู่ Lordaeron เป็นอันจบสงครามครั้งที่ 1

Doom Hammer ยึดอำนาจ
          หลังจากกองทัพ The Horde สามารถยึดครองอาณาจักร Stromwind ได้แล้วในขณะที่ Blackhand แม่ทัพนอนหลับอยู่ในแคมป์ หนึ่งในขุนศึกของ Blackhand ชื่อ Orgrim DoomHammer ได้ทำการลอบสังหารแม่ทัพของตนเองและตั้งตนเป็นผู้นำของ The Horde แทน (ชั่วจิงๆ)
          ส่วน Guldan เองเมื่อ Medivh ตายเขาเองก็แทบไม่เหลือพลังอำนาจอีกต่อไป กองทัพ The Horde ที่เคยอยู่ในกฎและมีอาญาทัพเป็นเครื่องยึดถือ กลับกลายเป็นกลุ่มกองโจรอันชั่วร้ายที่ทำร้ายทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้นคร Stromwind ไม่เหลือเศษซากของอดีตที่เคยรุ่งเรืองอีกต่อไป


กำเนิดพันธมิตรแห่ง Lordaeron
          Lord Anduin Lothar  ได้อพยพผู้คน ลูกเด็กเล็กแดงทั้งหมดที่เหลือ สู่นคร Lordaeron และพบว่า กองทัพ The Horde ได้เริ่มรุกราน และ ปิดล้อมดินแดนต่างๆทั่ว Azeroth ไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนคร Quel’Tharas ของเหล่าไฮโซเอลฟ์ Khaz Modan  ของพวกดวอร์ฟ (คนแคระ) ด้วยหัวอกเดียวกัน พันธมิตรแห่ง Lordaeron จึงได้ถูกจัดตั้งขึ้น โดยมีสมาชิกดังนี้

1. Lordaeron นำโดย กษัตริย์ Terenas Menethil ที่ 2
2. Azeroth (Stromwind) นำโดย Lord Anduin Lothar
3. Dalaran นำโดย Antonidas ตัวแทนสภา Kirin Tor
4. Kul Ti ras นำโดย Lord Admiral Daelin Proudmoore
5. Gilneas นำโดย Genn Greymane
6. Alterac นำโดย Lord Aiden Perenolde
7. Stromgarde นำโดย Thoras Trollbane
8. Quel’Tharas นำโดย กษัตริย์ Anasterian Sunstrider (บิดาของ Kael Bloodmage)
9. Khaz Modan นำโดยกษัตริย์ Magni Bronzebeard


Aliance Strike Back
เปิดฉากสงครามครั้งที่ 2           
          กษัตริย์ Terenas Menethil ที่ 2 ได้นำทัพพันธมิตรแห่ง Lordaeron ที่มีกำลังพลมากมายมหาศาลเข้าจู่โจมกองทัพ The Horde ใน Azeroth ทันที แม้เดิมทีเหล่าพันธมิตรที่ต่างเผ่าพันธุ์จะไม่เคยร่วมมือร่วมใจกันมาก่อน ต่างคนต่างอยู่ในอาณาเขตของตนก็ตาม แต่เมื่อรวมพลังกัน มนุษย์ผู้ไร้เขี้ยวเล็บ แต่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ เหล่าคนแคระที่รูปร่างแคระแกร็น แต่แข็งแกร่งกำยำและมีเทคโนโลยีดินปืนที่ก้าวหน้ากว่าเผ่าอื่นๆ เมื่อร่วมกับเวทมนตร์ชั้นสูงและความปราดเปรียวว่องไวของนักรบไฮเอลฟ์ทำให้กองกำลังพันธมิตรแห่ง Lordaeron พร้อมแล้วที่จะโต้กลับการรุกรานของกองทัพ The Horde ที่มีดีแค่ความป่าเถื่อน ทำศึกโดยไร้แผนการรบและระเบียบวินัย

เหล่าพันธมิตรต่างคิดว่าสงครามครั้งที่ 2 นี้จะเป็นจุดจบของพวกออร์ค แต่แท้จริงแล้วนี่กลับกลายเป็นบทเริ่มต้นแห่งไฟสงครามที่สร้างความหายนะให้กับดินแดน Azeroth

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #5 on: January 03, 2009, 04:58:51 PM »


The Horde รวมพลัง
          หลังจาก Orgrim DoomHammer ได้สังหาร Blackhand แม่ทัพคนเก่า และได้ทำลายสภา Shadow Council ที่ทำหน้าที่ปกครองกองทัพ Orc ลง  Doom Hammerได้ยื่นข้อเสนอพันธมิตร(แกมบังคับ)ให้กับ Guldan ที่กำลังบาดเจ็บหนักให้ร่วมมือกันทำลาย Azeroth จากนั้น DoomHammer ได้ติดต่อกับเผ่าอื่นๆเพื่อตอบโต้การรวมตัวกันของพันธมิตรแห่ง Lordaeron
          Guldan ได้สร้าง Death Knight ขึ้นมารับใช้กองทัพ The Horde โดยปลุกศพอัศวินแห่ง Stromwind ที่ได้ตายลงในสงครามขึ้นมา และยังได้ปลุก Teron Gorefiend หนึ่งในนักรบของ Shadow Council ที่ถูก Doom Hammer สังหารขึ้นเป็นแม่ทัพของกองกำลัง Death Knight นักรบ Undead เหล่านี้แข็งแกร่งและไร้ซึ่งความกลัว เป็นกองทัพที่เก่งที่สุดของ The Horde
          DoomHammer ใช้เงินจำนวนมหาศาลจ้างนักรบ Goblin ที่ถือคติ “ถ้าคุณมีเงิน คุณก็เป็นเพื่อนเรา”  เข้าร่วมทัพ The Horde นักรบพวกนี้มีวิทยาการที่ทันสมัยและถนัดการรบโดยใช้ระเบิดพลีชีพ ขณะเดียวกัน DoomHammer ยังได้รวบรวมกองทัพมังกรอันเป็นลูกหลานของราชินีมังกรแดง Alexstrasza โดยใช้ Demon Soul ที่เกิดจากเกล็ดของ Neltharion มังกรผู้พิทักษ์ที่ยอมกลายเป็น Death Wing ในสงครามแห่งโบราณกาล เพื่อควบคุมมังกรให้ออกรบด้วย
          และสุดท้าย DoomHammer ได้ติดต่อลับๆกับเผ่า Troll ที่เคยยิ่งใหญ่ก่อนถูกมนุษย์และไฮเอลฟ์แย่งดินแดนไปจนล่มสลาย DoomHammer ได้ช่วยเหลือ Zul’Jin ผู้นำของเผ่า Troll ที่ตกเป็นเชลยของไฮเอลฟ์  และสัญญาว่าจะยกดินแดน Quel’Tharasที่เคยเป็นของเผ่า Troll คืนให้ เผ่า Troll  ที่เกลียดเอลฟ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงได้เข้าร่วมทัพ The Horde

The Horde เดินหน้าบุกตะลุย
          หลังจากยึดดินแดน Azeroth ได้แล้ว ทัพ The Horde ได้แบ่งกำลังออกเป็นกองทัพบกและกองทัพเรือ โดยกองทัพบกได้บุกตี Khaz Modan ของพวกคนแคระ โดยผ่านทางเขา Blackrock ขึ้นมา ส่วนทัพเรือยกทัพมาจากซากปรัก ของ Stromwind เพื่อไปยึดเกาะ Zuldare, Tol Barad และ Crestfall เพื่อจัดทัพเรือที่นั้น ก่อนยกพลขึ้นบกที่ชายแดนทิศใต้ของ Lordaeron
          จากการบุกทางทัพบกของ ทัพ The Horde สามารถยึด Loch Modan และ Dun Morogh ไว้ได้ แต่ไม่สามารถเข้ายึด Ironforge เมืองหลวงของ Khaz Modanได้เนื่องจาก เหล่าดวอร์ฟได้ปิดอุโมงค์ใต้ดินและอาศัยปราการธรรมชาติป้องกัน
           ดังนั้น DoomHammer จึงเบนทัพขึ้นเหนือและยึด Dun Algaz, Dun Modr และGrim Batol เป็นฐานของกองทัพบก  กองทัพพันธมิตรที่ออกจาก Stromgarde หน่วยแรกก็ได้เผชิญหน้าทัพ The Horde ที่วิหาร Thandol Span ก่อนที่จะแตกพ่ายต้องถอยร่นเข้าสู่วิหารไป
           ด้านกองทัพเรือของ The Horde ที่ยกพลขึ้นบกสามารถเคลื่อนขบวนเข้าสู่  Lordaeron ได้เนื่องจาก Lord Aiden Perenolde แห่ง Alterac  ผู้ขี้ขลาด ยอมเปิดประตูเมืองให้ The Horde รุกเข้าทางทิศตะวันออกของ Lordaeron รวมถึงเข้ายึดนคร Silvermoon ของพวกเอลฟ์ ทำให้ Guldan ได้ High Elven Runestone ที่สามารถนำมาสร้าง Ogre Magi และทัพ Death Knight ให้เพิ่มมากขึ้น

Stand and Fight
           พันธมิตรแห่ง Lordaeron สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของกองทัพ Horde ไว้ด้วยการบุกตี Zuldare ทำให้ทัพ The Horde ต้องหันมาตั้งรับบ้าง และด้วยความช่วยเหลือของเอลฟ์เจ้าของพื้นที่ กองทัพเรือของ The Horde ถูกตอบโต้อย่างหนักจนต้องถอยกลับเพื่อไปตั้งรับที่ Tol Barad และ Crestfall
           ส่วนกองทัพบก The Horde ก็ถูกไล่ตีจนต้องถอยร่นกลับมาที่ Khaz Modan อีกครั้ง การสู้รบแบบแตกหักในสมรภูมิที่ราบสูง Arathi ทำให้ทั้ง 2ฝ่ายได้รับการสูญเสียอย่ามหาศาล หน่วยทหารแนวหน้าของพันธมิตรแห่ง Lordaeron ได้ปีนค่ายเข้ายึดป้อมปราการ Tol Barad กลับคืนมาได้เป็นอันดับแรก ก่อนใช้ Dun Algaz และ Dun Modr เป็นฐานในการปลดปล่อย Khaz Modan


Death Knight และการมาของวีรบุรุษ
           ที่สมรภูมิรบ Khaz Modan นี่เองกองทัพ Death Knight หน่วยแรกของ Guldan ได้เคลื่อนพลมาถึงสมทบกับพวก The Horde ทันที ทำให้ความสูญเสียของพันธมิตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะ อัศวิน Death Knight พวกนี้แม้จะถูกตัดหัวขาด ก็ยังสามารถแกว่งดาบรบได้อยู่ ทำให้ทัพพันธมิตรตัดสินใจตั้งรับอยู่แต่ในป้อมปราการ และส่งกำลังส่วนหนึ่งไปปลดปล่อยดินแดนทางเหนือ นำโดย Uther The Lightbringer พร้อมคณะ Knight of the Silver Hand ไปช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากภัยสงครามครั้งนี้


ปลดปล่อย Khaz Modan
           Lord Anduin Lothar ได้รับรายงานว่าพวกออร์คที่แตกพ่ายได้ไปรวมตัวกันที่ Grim Batol ที่เป็นค่ายหน้าด่านของกองกำลังป้องกัน Khaz Modan เขาจึงนำทัพพันธมิตรเข้าบุกโจมตี ค่าย Grim Batol จนแตก DoomHammerไม่มีทางเลือกจึงตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายโดยการละทิ้ง Khaz Modan และยกพลขึ้นทางเหนือเพื่อเสี่ยงบุกยึดดินแดนหลักของ Azeroth
           เมื่อทราบข่าว Lord Lothar จึงได้ส่ง Uther the Lightbringer พร้อมคณะ Knight of the Silver Hand ขึ้นไปต้านทาน แม้ว่าจะถูก Lord Aiden Perenolde แห่ง Alterac ผู้รักตัวกลัวตายเป็นกำลังเสริมให้ The Horde ตีขนาบกองทัพพันธมิตร แต่ Uther ก็สามารถป้องกันและโต้กลับจนทัพ The Horde ต้องล่าถอยกลับไป
« Last Edit: January 03, 2009, 06:17:39 PM by "Lunifer"-[Programer]- » Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #6 on: January 03, 2009, 04:59:36 PM »

สมรภูมิ Blackrock Spire
           DoomHammer หมดสิ้นหนทาง เขารวบรมไพร่พล Orc ที่ดีที่สุด พร้อมตั้งรับอย่างสุดกำลังตามหน้าผาของเทือกเขา Blackrock Spire
Lord Lothar รู้ดีว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และคงหลีกเลี่ยงกับความสูญเสียไม่ได้ ขณะเดียวกันพวก The Horde ก็อันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้เพ่นพ่านในดินแดน Azeroth ในคืนวันเพ็ญของฤดูหนาว Lord Lothar จึงทุ่มกำลังทั้งหมดบุกยึดยอดเขา

การปะทะกันของ 2 ขุนพล
           การรบใต้เทือกเขา Blackrock ดำเนินไปด้วยความดุเดือดและรุนแรง ต่างฝ่ายต่างก็เสียไพร่พลไปเป็นจำนวนมาก DoomHammer รอโอกาสที่ Lord Lothar แตกกลุ่มจากกองทัพตัวเอง แล้งจึงสั่งให้ยอดทหารฝีมือดีของ Orc เข้ารุมทำร้าย
           แม้จะสูงวัยแต่ Lord Anduin Lothar ก็ยังแข็งแกร่ง เขากวัดแกว่งดาบ Quel’Zaram สังหารยอดทหาร Orc ที่ดาหน้าเข้ามาไม่หยุด ล้มตายไปเป็นอันมาก DoomHammer เห็นว่า Lord Anduin Lothar ตายยาก ตายเย็นเป็น Die Hard 4.0 มันจึงรอโอกาสที่ Lord Lothar ไม่ทันระวังและหันหลัง ทำการ Backstab ทันที
(ตุ๋ยนั่นเอง) ทำให้  Lord Anduin Lothar พลีชีพกลางสมรภูมิรบอย่างกล้าหาญ และเป็นที่มาของฉายา Orgrim DoomHammer The Backstab อีกด้วย


จุดจบของ สงครามครั้งที่ 2
           DoomHammer คิดว่าเมื่อสิงโตแห่ง Azeroth เสียท่ากองทัพพันธมิตรน่าจะระส่ำระสาย แต่ทว่า Turalyon นายทหารคนสนิทของ Lord Lothar ได้คว้าดาบ Quel’Zaram และสวมเกราะเปื้อนเลือดของ Lord Lothar รวบรวมพี่น้องที่บาดเจ็บและเสียใจเพื่อตอบโต้การโจมตีที่ชั่วร้าย กองทหารของ Turalyon ภายใต้ธงที่ขาดวิ่นของ ทั้งLordaeron และ Azeroth ได้สังหารกองกำลังที่เหลืออยู่ของ DoomHammer ตายไปเป็นจำนวนมากด้วยความเคียดแค้น ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วสำหรับ Orc ผู้รอดชีวิตที่ต้องถอดเสื้อเกราะทิ้ง และวิ่งหนีเอาชีวิตรอดตรงไปยัง ปราการด่านสุดท้ายของพวกมัน นั่นคือ ประตูมิติ Dark Portal

Guldan สิ้นชีพ
           ข้ามมาที่ฝั่ง Guldan ผู้กระหายอำนาจ ในระหว่างที่ กองกำลัง The Horde ปะทะกับกองทัพพันธมิตร เขาได้ใช้ช่วงเวลานี้ออกเดินทางตามหาที่ตั้งของ Tomb of Sargeras  ที่มันเชื่อว่าเก็บงำความลับของพลังขั้นสูงเอาไว้ โดยไม่นึกถึงหน้าที่ที่ต้องกระทำต่อ DoomHammer เป็นการชี้ชะตากรรมพรรคพวก Orc ของตนให้กลายเป็นทาสของ Burning Legion เรียบร้อยแล้ว Guldan ยก Tomb of Sargeras ตั้งขึ้นจากใต้ทะเลได้สำเร็จ แต่เมื่อมันเปิดวาล์วโบราณที่เต็มไปด้วยน้ำ ก็พบเพียงปีศาจเมายาบ้าที่รอมันอยู่  เพราะความไม่ยั้งคิดของ Guldan ทำให้มันถูกฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆโดยปีศาจที่ถูกยั่วยุซึ่งมันเป็นคนปล่อยออกมาเอง เมื่อผู้นำตายไปทำให้กลุ่มสภา Shadow Council  ของมันล่มสลายไปด้วย


DoomHammer จนมุม
           กลับมาที่กองกำลังพันธมิตรในชั่วโมงการรบที่ 11 Turalyon  และนักรบของเขาติดตามพวกออร์คที่หลบหนีผ่านบึงอันเน่าเปื่อย Swamp of Sorrows จนเข้าไปใน Blasted Lands อันเป็นที่ตั้งประตูมิติ ณ.ที่แห่งนั้น ตรงฐานของประตูขนาดมหึมา พวก Horde ที่อ่อนล้า และAlliance ที่ห้าวหาญได้ปะทะกัน Turalyon ทำลายประตูมิติได้สำเร็จ ทำให้ทางที่เชื่อมต่อพวกออร์คไปยัง Draenor ที่เป็นที่อยู่ของพวกมันถูกตัดขาดเมื่อถูกตัดกำลังเสริมและปิดทางกลับบ้าน ในที่สุด Horde ก็ยอมแพ้เบื้องหน้า Allianceผู้โกรธกริ้ว ส่วน DoomHammer ก็ถูกจับและถูกส่งตัวไปพิพากษาที่ Lordaeron เป็นอันสิ้นสุดสงครามครั้งที่ 2

Shaman Ner’Zhul ผู้ไม่ยอมแพ้
                ถึงแม้ Guldan จะตาย และ DoomHammer จะถูกจับ แต่กลุ่ม Orc ที่เหลืออยู่ภายใต้การนำของ Ner’Zhul Shamanเฒ่ายังไม่ยอมแพ้ และได้รวบรวม Clan ของออร์คที่เหลือขึ้นมาใหม่ และ Ner’Zhul ต้องการที่จะสร้างประตูมิติ Dark Portal ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อบุกโจมตี Azeroth ด้วยความร่วมมือของ Teron Gorefiend แม่ทัพกองกำลัง Death Knight รวมถึง Clan ของพวกออร์ค  ทั้ง  Bleeding Hollow, Shattered Hand ,Warsong และ Shadowmoon ของ Ner’Zhul เองเพื่อเตรียมรบกับ Azeroth

กุญแจแห่ง Dark Portal
                Ner’Zhul ได้ทำการหาสิ่งสำคัญ 4 อย่างที่จำเป็นต่อการเปิดประตู Dark Portal อีกครั้ง อันประกอบด้วย กะโหลกของ Guldan ศิษย์นรกของเขาที่มีพลังใช้เปิด Dark Portal อย่างที่ 2 คือ The Book of  Medivh หนังสือเวทย์ของ Medivh ที่บอกวิธีการสร้างประตูมิติ โดย Ner’Zhul ได้แอบเนียนไปหยิบมาจากห้องสมุดใน Stromwind อย่างที่ 3 คือ  The Jeweled Scepter of Sargeras  คฑาประดับเพชรที่  Aegwyn ฝังที่เกาะ Shattered  lsles ตอนฝังร่าง Sargeras และอย่างสุดท้าย The Eye of Dalaran ที่ Ner’Zhul วาน Teron Gorefiend ไปจิ๊กจากนคร Dalaran มาให้เพื่อใช้รักษาโลกแห่ง Dalaran ไม่ให้เสียหายจากการเชื่อมต่อ เมื่อได้ของทั้ง 4 แล้ว Ner’Zhul จึงได้ดำเนินการเปิดประตูมิติ Dark Portal


การคาดการณ์ของ King Terenas
                กษัตริย์ Terenas แห่ง  Lordaeron คาดว่าพ่อมดเฒ่า Ner’Zhul ต้องวางแผนที่จะรุกราน Alliance อีกแน่ๆ พระองค์จึงได้ส่งกองทัพเข้าสู่ Draenor เพื่อยุติการคุกคามจากพวกออร์คให้สิ้นซาก กองกำลัง Alliance นำโดย Khadgar ศิษย์ของ Medivh และนายพล Turalyon ได้กรีฑาทัพเข้าไปยัง Draenor โดยทันที


Dark Portal  ถูกเปิด
                เมื่อกองกำลังของ Khadgar และขุนพล Turalyon ได้เดินทางมาถึง Draenor ทันทีที่ทราบข่าว Ner’Zhul จึงได้ส่ง Grom Hellscream ผู้นำกลุ่ม Warsong และ Kilrogg Deadeye จากกลุ่ม Bleeding Hollow มาสกัดกองกำลัง Alliance จอมเวทย์ Khadgar และนายพล Turalyon  ได้ปะทะกับทัพของ Grom Hellscream และ Kilrogg Deadeye ในสมรภูมิที่ร้อนจัด  ในขณะเดียวกัน Ner’Zhul ได้ดำเนินการเปิดประตูมิติ แม้กองทัพพันธมิตรจะได้รับการสนับสนุนจาก Ranger Alleria ชาวเอลฟ์ Kurdran นักรบแห่ง Khaz Modan และ Danath ทหารผ่านศึกผู้เก่งกาจ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง Ner’Zhul ในการเปิดประตูมิติ Dark Portal ไปสู่โลกอื่นได้


ก้าวข้ามประตูทมิฬ
                ขณะที่เฒ่า Shaman เชื่อมต่อประตูเวทมนตร์อันปั่นป่วนได้สำเร็จ ทันทีที่ก้าวข้ามประตูมิติ Dark Portal  ในเสี้ยววินาทีนั้น Ner’Zhul เกิดความหวาดหวั่นเนื่องจากมันพบความจริงที่ว่า Dark Portal  ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อดินแดน Draenor เข้ากับ Azeroth เท่านั้น แต่มันยังเป็นประตูมิติในการขนถ่ายพลังอำนาจจากดวงดาวอันไกลโพ้นเข้ามาอีกด้วย!
หนีสุดชีวิต!
                พายุอาถรรพ์ทีน่ากลัวอันเกิดจากพลังงานของประตูบรรจบกันเริ่มฉีกโลกแห่ง Draenor ออกเป็นชิ้นๆ ขณะที่กองกำลังของ Khadgar และนายพล Turalyon  ได้ผลักดันพวกออร์คกลับไปยังโลกอันโหดร้าย ดินแดน Draenor ก็เริ่มบิดงอ เมื่อรู้ว่ากลุ่มสู้รบจะไปถึงประตูไม่ทันเวลา Ner’Zhul  จึงได้ทอดทิ้งพวกเขาไปอย่างเห็นแก่ตัวและหลบหนีไปพร้อมกับผู้ติดตามชั้นสูงของตน พวกมันผ่านพ้นประตูที่สร้างขึ้นใหม่นี้ได้ อย่างปลอดภัย
                ด้านGrom Hellscream และ Kilrogg Deadeye รู้แล้วว่าแผนชั่วของ Ner’Zhul จะทำให้เผ่าของตนทั้งหมดพบกับหายนะ จึงรวบรวมไพร่พลออร์คที่เหลือหนีผ่านประตูมิติกลับไปหาญาติใน Azeroth ขณะที่วิ่งอยู่ Grom Hellscream ก็ทำการตัดเส้นทางหนีของกองทัพ Alliance ไปด้วย (แสบจิงๆ) ทันทีที่ Grom Hellscream วิ่งข้ามประตูมิติไป ประตูทมิฬนั้นก็ได้ระเบิดขึ้นเบื้องหลังมันทันที ทำให้พวกมันและออร์คที่เหลืออยู่ที่ Azeroth ไม่สามารถกลับไปที่ Draenor ได้อีกแล้ว

การเสียสละของผู้กล้า
                ทางด้าน Khadgar และนายพล Turalyon  ต่อสู้อย่างเต็มกำลังกับกลุ่ม Hordeที่เหลือ ณ. Dark Portal  อันสุดท้ายเพื่อที่จะนำสมาชิกกลับสู่ Azeroth ให้ได้ แต่ภูเขาไฟขนาดยักษ์เริ่มประทุและฉีกทวีปต่างๆของ Draenor ออกจากกัน ทะเลเดือดผุดขึ้นและแผ่นดินแยกออก ทำให้เกิดระเบิดอย่างรุนแรงมหาศาล
                ทั้งที่รู้ว่าพวกตนจะติดอยู่บนโลกที่แห้งแล้งและเลวร้ายนี้แต่ Khadgar ตัดสินใจอย่างไม่คำนึงถึงตัวเอง จัดการปิด Dark Portal  ด้วยกะโหลกของ Guldan เพื่อไม่ให้ Azeroth ได้รับอันตรายจากการระเบิดอันรุนแรงของ Draenor ซึ่ง Khadgar ก็ทำสำเร็จในการปิดประตูมิติและช่วย Azeroth เอาไว้ได้ มีผู้ได้ยินแต่เพียงเสียงตะโกนครั้งสุดท้ายว่า  “For Azeroth” แต่ทว่านับจากนั้นก็ไม่มีใครทราบชะตากรรมของ Khadgar และนายพล Turalyon  อีกเลย

The Pact of Kiljaeden
                Ner’Zhul และผู้ติดตามได้หนีเข้าสู่ Twisting Nether ซึ่งพ่อมดเฒ่ารู้สึกว่าตนเองโชคดียิ่งนักที่รอดชีวิตมาจาก Draenor (หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้ถูกเรียกชื่อใหม่ว่า Outland) ขณะที่ Ner’Zhul กำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่หนีรอด Kiljaeden ก็ปรากฏร่างขึ้นเบื้องหน้าของ Ner’Zhul
                Kiljaeden ซึ่งเคยสาบานว่าจะล้างแค้น Ner’Zhul เนื่องจาก พ่อมดเฒ่าเคยท้าทายอำนาจของเขา พร้อมกับด่าบุพการี ซึ่ง Kiljaeden ยอมไม่ได้ เขาพร้อมลูกสมุนที่บ้าคลั่งได้โจมตีคณะของ Ner’Zhul จนแตกสิ้น  เหลือแค่เฒ่า Shaman เพียงคนเดียว
                Ner’Zhul เมื่ออยู่ต่อหน้า Kiljaeden ก็เปรียบเสมือนมดกับไดโนเสาร์ Kiljaeden จัดการฉีกร่าง Ner’Zhul เป็นชิ้นๆอย่างช้าๆเพื่อให้เฒ่า Shaman ได้รับความทุกข์ทรมาณอย่างไร้ความปราณี และได้กักวิญญาณของ Ner’Zhul ให้มีชิวิตต่อไปและไม่บุบสลาย ปล่อยให้ Ner’Zhul รับรู้ถึงความเจ็บปวดในการถูกฉีกออกอย่างแรงของร่างกายเขา (ซาดิสท์มาก) ถึงแม้เฒ่า Shaman จะวิงวอนต่อจอมปีศาจให้ปลดปล่อยวิญญาณของตนไปและยอมรับความตาย แต่ Kiljaeden ตอบอย่างเกรี้ยวกราดว่า “แกด่าพ่อข้า” และบอกอีกว่าสัญญาเลือดที่ Ner’Zhul ได้ทำกับเขายังคงมีความผูกพันอยู่

   
สนธิสัญญาครั้งใหม่
                ความล้มเหลวของพวกออร์คในการพิชิต Azeroth ตามที่ Burning Legion ต้องการ กดดันให้ Kiljaeden ต้องสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่เพื่อกระจายความวุ่นวายออกไปทั่วทุกแห่งของอาณาจักร คราวนี้ Kiljaeden จะยอมแพ้อีกไม่ได้
                ความทุกข์ทรมานของวิญญาณที่ปราศจากความช่วยเหลือของ Ner’Zhul Kiljaeden ได้ให้โอกาสเขาครั้งสุดท้ายเพื่อรับใช้  Burning Legion มิฉะนั้น จะต้องทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้จบ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ Ner’Zhul ยอมรับข้อตกลงของปีศาจโดยขาดความยั้งคิด

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #7 on: January 03, 2009, 05:00:24 PM »

กำเนิด Lich King
                วิญญาณของ Ner’Zhul ถูกบรรจุไว้ภายในก้อนน้ำแข็งที่แกร่งจนกลายเป็นเพชรที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะที่นำมาจากแดนอันไกลโพ้นใน Twisting Nether
Ner’Zhul รู้สึกว่าจิตสำนึกของตนแผ่ขยายออกไป 10,000 ทบคดโค้ง (ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันกว้างแค่ไหน) ตามพลังอันยุ่งเหยิงของปีศาจ Ner’Zhul กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมือนผี ที่มีพลังซึ่งไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ ทำให้ Orc ที่รู้จักกันว่าคือ Ner’Zhul ได้สลายไปตลอดกาลและ Lich King จึงถือกำเนิดขึ้น


รับมอบภารกิจ
                อัศวินที่ภักดี Ner’Zhul ผู้เสียชีวิต และบริวาร warlock ยังถูกแปลงร่างโดยพลังอันยุ่งเหยิงของปีศาจ ร่างผู้ถูกคาถาชั่วร้ายจะปริออกเป็นชิ้นๆและสร้างขึ้นมาใหม่กลายเป็นโครงกระดูก ทัพ Undead จึงได้เกิดขึ้น
                เมื่อถึงเวลา Kiljaeden ได้อธิบายภารกิจให้ Lich King ฟัง โดย Lich King ต้องแพร่กระจายโรคระบาดแห่งความตาย ไปทั่ว Azeroth เพื่อสลายอารยธรรมของมนุษย์ไปตลอดกาล ทุกคนที่เสียชีวิตจากโรคระบาดจะลุกขึ้นกลายเป็น Undead และวิญญาณของพวกเขาจะผูกพันกับอำนาจจิตอันแข็งแกร่งของ Lich King ตราบชั่วนิรันดร์ Kiljaeden สัญญาว่า ถ้า Ner’Zhul บรรลุภารกิจในการขจัดมนุษย์ชาติให้หมดไปจากโลก เขาก็จะเป็นอิสระจากคำสาปและได้รับร่างใหม่ที่สมบูรณ์

Tichondrius The Darkener ผู้คุมความประพฤติ Lich King
                ถึงแม้ Ner’Zhul จะยอมตกลงทำสัญญา แต่ Kiljaeden ก็ยังคงข้องใจในความภักดีของ Lich King ดังนั้นเพื่อทำให้มั่นใจในความประพฤติของ Lich King Kiljaeden จึงได้เรียก Tichondrius The Darkener แวมไพร์ Dreadlord ผู้คุ้มกันที่มีพลังกล้าแข็งและเหลี่ยมจัดที่สุด รักความท้าทาย หลงใหลในความรุนแรง มาควบคุม Ner’Zhul เพื่อให้แน่ใจว่า Ner’Zhul จะปฏิบัติภารกิจทมิฬที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลสำเร็จ
   

Icecrown และ Frozen Throne
                Kiljaeden ขว้างเกร็ดน้ำแข็งของ Ner’Zhul กลับไปยังโลกแห่ง Azeroth ผลึกแก้วพุ่งผ่านท้องฟ้ายามราตรีและพุ่งเข้าชนทวีปขั้วโลกอันรกร้างแห่ง Northrend  ฝังตัวอยู่ใน Icecrown ที่มืดมนซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำแข็ง  ผลึกแก้วเย็นจัดคดและเป็นรอยปริเพราะการพุ่งลงมาอย่างแรง คล้ายกับกลายเป็นราชบัลลังก์ พร้อมกับวิญญาณพยาบาทของ Ner’Zhul สถิตอยู่ภายใน จากการกักตัวอยู่ใน Frozen Throne ทำให้ Ner’Zhul เริ่มครอบคลุมจิตสำนึกมากมายมหาศาลและเข้าถึงจิตใจของผู้ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติของ Northrend เขาทำให้จิตของสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองมากมายตกเป็นทาส คนแคระน้ำแข็ง เวนดิโก้ที่ดุร้าย ถูกดึงเข้าสู่เงามืดที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
                Lich King  พบว่าพลังทางกายภาพของตนไม่มีขอบเขตจำกัดและได้ใช้ในการสร้างกองทัพขนาดย่อมประจำคุ้มกันเขาวงกตอันคดเคี้ยวของ Icecrown ต่อมาNer’Zhul ได้ค้นพบถิ่นฐานของมนุษย์ที่อยู่ห่างออกไปบนชายแดนของ Dragon flight เขาจึงได้ตัดสินใจทดสอบพลังและโรคร้ายของตนกับมนุษย์เหล่านี้

แพร่กระจายโรคระบาด
                Lich King  ใช้พลังจิตส่งโรคระบาดที่ไม่มีวันทำลายได้ออกมาสู่ดินแดน Dragon flight ภายในเวลา 3 วัน มนุษย์ทุกคนในที่อาศัยก็สิ้นใจ และภายในระยะเวลาอันสั้น ชาวบ้านที่เสียชีวิตเริ่มลุกขึ้นมาเป็นซากศพเดินได้ (Zombie)
                Ner’Zhul สามารถหยั่งรู้ถึงวิญญาณแต่ละดวงราวกับเป็นวิญญาณของตนเอง เสียงที่แหบแห้งของความแค้นภายในใจทำให้ Lich King ยิ่งเพิ่มอิทธิพลให้กับตนเองมากยิ่งขึ้น เขาพบว่าการควบคุมการเคลื่อนไหวและทิศทางของซากศพเดินได้ให้เป็นตามความต้องการมันช่างเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
หลายเดือนผ่านไป Lich King ยังคงแพร่กระจายโรคร้ายของตนต่อไป ทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ใน Northrend ทุกคนกลายเป็นกองทัพ Undead ที่เติบโตขึ้นทุกวัน
Ner’Zhul  รู้ทันทีว่าเวลาแห่งการทดสอบที่แท้จริงใกล้เข้ามาแล้ว

The War of Spider
               เป็นเวลา 10 ปีที่ยาวนานที่ Lich King ได้สร้างฐานกำลังของตนใน Northrend ป้อมปราการขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาเหนือ Icecrown และประจำการโดยกองทหาร Undead ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะที่ Lich King ขยายอิทธิพลออกไปบนแผ่นดินอยู่นั้น ได้ประสบกับปัญหาบางประการ
               อาณาจักรใต้ดินโบราณ Azjor-Nerub ที่เป็นที่อยู่ของเหล่าชนเผ่าแมลง เมื่อเห็นผลึกน้ำแข็งยักษ์ ที่ Icecrown ก็รู้โดยทันทีว่าสิ่งนี้ต้องนำภัยพิบัติมาสู่พวกมันอย่างแน่นอน


Nerubian จู่โจม
               Quraji แมงมุมเจ้าเหนือหัวชาว Nerubian ไม่รอช้า เขาได้ส่ง Anubarak จอมทัพของนักรบ Nerubian  นำกำลังเข้าโจมตี Icecrown อย่างหนัก เพื่อหยุดยั้งความพยายามในการครอบงำจิตของ Lich King
               นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อ Ner’Zhul เมื่อเขาพบว่าเผ่า Nerubian ที่ดุร้ายมีภูมิคุ้มกันโรคระบาดของเขา อีกทั้งยังป้องกันอิทธิพลจากการสะกดจิตของเขาได้อีกด้วย แม้นักรบ Nerubian จะมีลักษณะคล้ายแมงมุม แต่นักรบชั้นสูงอย่าง Anubarak Cypt Lord จะมีลักษณะคล้ายแมลงเต่าทองขนาดใหญ่


Lich King VS Anubarak
               สงครามอันยาวนานระหว่าง Lich King กับเหล่า Nerubian ได้เริ่มต้นขึ้น Anubarak ได้ใช้ยุทธวิธีการรบแบบ จรยุทธ  (Hit and Run) คอยหลบอยู่ในโพรงดินและบุกขึ้นมาโจมตีฐานลาดตระเวนต่างๆของ Undead จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในขณะที่ Lich King ได้สร้าง Necrolyte ขึ้นมาต่อกร
               ถึงแม้เหล่า Nerubian จะเข้มแข็งแต่ก็จำเป็นต้องล่าถอย เนื่องจาก ด้วยกำลังที่น้อยกว่า ทำให้ Anubarak จึงต้องถอยทัพกลับ Azjor-Nerub


Tichondrius ร่วมรบ
               เมื่อเห็นว่า Lich King ได้รับความยากลำบากในการต่อกรกับเหล่า Nerubian Tichondrius จึงได้นำกำลังของตนเข้าช่วยเหลือ Ner’Zhul ในการกวาดล้างเหล่า Nerubian จอมมาร Lich King ได้ปลุกซากศพของนักรบแมงมุมที่ตายในสงครามขึ้นมาเป็นกองกำลังของตน เมื่อพร้อมแล้วกองทัพ Undead ร่วมกับ กองกำลังของ Tichondrius จึงได้บุก Azjor-Nerub


Arak’Aman ทรยศ
              เหล่ากองกำลัง Nerubian ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถภายใต้ป้อมปราการของอาณาจักร Azjor-Nerub ซึ่ง Lich King ประสบความยากลำบากอย่างมากในการที่จะถอนรากถอนโคนเหล่า Nerubian
              Lich King  ซึ่งกำลังถอดใจต่อการต้านทานของกองกำลัง Nerubian แต่แล้ว Arak’Aman หนึ่งใน Cypt Lord แม่ทัพที่หวังจะมีชีวิตอมตะ นำเลือดของ Nerubian นับพันเข้าสวามิภักดิ์ต่อ Lich King  และได้ทำการเปิดป้อมปราการให้ กองทัพ Undead เข้ามาใน Azjor-Nerub

Quraji เสียชีวิต
              ด้วยความช่วยเหลือของ Arak’Aman ทำให้ Lich King บุกเข้า Azjor-Nerub ได้สำเร็จ Tichondrius ผู้บ้าระห่ำและนักรบ Undead ได้ทำลายวิหารใต้ดินถล่มลงมาทับศีรษะของ Quraji แมงมุมเจ้าเหนือหัวชาว Nerubian เสียชีวิต (อย่างน่าอนาท)
              ด้าน Anubarak แม่ทัพ Cypt Lord ได้นำกำลัง Nerubian ที่มีอยู่ต้านทานทัพ กองทัพ Undead อย่างสุดความสามารถ แต่เมื่อนักรบ Nerubian ตายลง 1 ตัว กองทัพ Undead ก็เพิ่มขึ้น 1 ตน ที่สุดแล้วก็เหลือเพียง Anubarak เพียงตัวเดียว


Anubarak ตาย
              Anubarak สู้กับทัพ Undead จำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่ Anubarak ก็ไม่สามารถสู้กับกำลัง 1 ต่อ 100,000 ของ Undead ได้ Anubarak เสียชีวิตลง และถูก  Lich King   ชุบชีวิตขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ Undead เพื่อเตรียมการรุกราน Azeroth ต่อไป


War of Spider ยุติ
             ในที่สุดสงครามของ Lich King ในการต่อสู้กับชาว Nerubian ก็ยุติลง ด้วยการเอาชนะโดยการลดปริมาณของชาว Nerubian ลง  Lich King ได้นำเอารูปแบบสถาปัตยกรรมของ Azjor-Nerub ที่มีลักษณะเด่นมาใช้กับป้อมปราการและสิ่งปลูกสร้างของตน
             ตอนนี้ Lich King พร้อมแล้วและเริ่มเตรียมการสำหรับภารกิจที่แท้จริงในโลก การเข้ามาถึงดินแดนมนุษย์ด้วยจิตสำนึกอันยิ่งใหญ่ของตน  Ner’Zhul ได้เรียกวิญญาณทมิฬต่างๆที่จะต้องเชื่อฟังเขาออกมา

Archmage Kelthuzad
             มีบุคคลที่เปี่ยมด้วยพลังเพียงน้อยนิดที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งได้ยินการเรียกทางจิตของ Lich King หนึ่งในนั้นคือ Archmage Kelthuzad  หนึ่งในสมาชิกรุ่นเยาว์ของ Kirin Tor ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการปกครองของ Dalaran
             จากเรื่องเล่าของการสู้รบระหว่างมนุษย์ และออร์ค ในสงครามทั้ง 2ครั้ง ทำให้ Kelthuzad ได้รู้ถึงเรื่องราวการใช้เวทมนตร์แห่งการทำลายล้าง เขาได้ใช้เวลาหลายปีตั้งแต่หนุ่ม ค้นหามรดกวิชาเวทย์จากสงครามที่ผ่านมา รวมทั้งพยายามมองหาพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่โดยไม่เกี่ยงว่าเวทย์นั้นจะเป็นด้านของแสงสว่างหรือความมืดก็ตาม จากการศึกษาศาสตร์แห่งด้านมืดนี้เองทำให้  Kelthuzad ถูกขับออกจากสภา Kirin Tor เขาจึงหันหลังให้กับ Dalaran นับจากนั้น


The Call of Lich King
             ในคืนวันหนึ่ง Kelthuzad ได้ยินเสียงเรียกที่เปี่ยมด้วยอำนาจจาก Northrend ขณะนอนหลับทำให้ Kelthuzad  พยายามที่จะสื่อสารกับเสียงลึกลับที่เรียกหาเขาเมื่อทราบที่มาของเสียง Lich King  เขาดีใจมากและเชื่อว่า Ner’Zhul นี่แหละที่จะสามารถเพิ่มพลังอำนาจของเขาให้เพิ่มมากขึ้นได้ ดังนั้น Kelthuzad จึงได้ออกจาก Dalaranเขาขายที่ดินผืนใหญ่  เครื่องใช้ต่างๆ  รวมทั้งที่นาและกระบือ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป Northrend


การเดินทางของ Kelthuzad
             Kelthuzad ได้ออกเดินทางโดยลำพังผ่านระยะทางอันแสนไกลทั้งบนบกและในทะเล และต้องพบกับอุปสรรคต่างๆมากมาย แต่ด้วยความสามารถของเขา ในที่สุด Kelthuzad ก็ได้มาถึงชายฝั่งที่หนาวเหน็บแห่ง Northrend จนได้ ระหว่างที่ได้สำรวจเกาะ เขาก็ได้พบกับอาณาจักร Azjor-Nerub ซึ่งได้รับความเสียหายจากการทำสงครามกับ Lich King  ทำให้ Kelthuzad เห็นพลังและความโหดร้ายของ Ner’Zhul เขาจึงเชื่อว่าการเป็นมิตรกับ Lich King ไม่เพียงเป็นคนฉลาดเท่านั้นแต่ยังได้รับพลังที่มหาศาลอีกด้วย


เข้าพบ Lich King
             หลังจากเร่ร่อนเตะฝุ่นในดินแดนรกร้างอยู่พักใหญ่ Kelthuzad ก็ได้พบกับหอคอยมงกุฎน้ำแข็ง Frozen Throne ที่บรรจุร่างของ Lich King เอาไว้
เขาตกตะลึงเมื่อกองทัพ Undead จำนวนมหาศาลที่คุ้มกัน Frozen Throne ได้ยอมเปิดทางให้ Kelthuzad ผ่านเข้าไปได้โดยง่าย Kelthuzad เดินทางลึกเข้าไป และพบทางขึ้นสู่ยอดของปราสาทน้ำแข็ง จนได้พบกับ Lich King
             เขาได้หมอบราบอยู่เบื้องหน้า Frozen Throne และถวายวิญญาณให้กับจ้าวแห่งความตาย

ภารกิจของ Kelthuzad
             Lich King ยินดียิ่งนักที่ได้ Archmage Kelthuzad นักเวทย์จาก Dalaran มาเป็นกำลังให้ โดยเขาได้มอบพลังอมตะ ไม่แก่ ไม่ร่วงโรยเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับ Kelthuzad ในความจงรักภักดี Kelthuzad ผู้กระหายในความรู้และพลังอวิชชาได้ยอมรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของตนเป็นครั้งแรก โดยการก่อตั้งลัทธิ Cult of the Damned ที่นับถือ Lich King เป็นพระเจ้า
             Lich King ได้คงความเป็นมนุษย์ของ Kelthuzad ให้อยู่ต่อไปเพื่อช่วยให้ Archmage บรรลุภารกิจของตน

ลัทธิ Cult of the Damned
             Kelthuzad กลับสู่ Lorderon ในเครื่องแต่งกายที่ปลอมแปลง เขาใช้ทรัพย์สมบัติในการซื้อเสียง และใช้ความหล่อเพื่อรวบรวมชายหญิงที่มีความต้องการคงความหนุ่ม สาวและมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ โดยใช้ชื่อลัทธิว่า Cult of the Damned
             Kelthuzad  ให้สัญญาว่าสมาชิกในนิกายของเขา จะได้นั่งกิน นอนกินอย่างสุขสบายและมีชีวิตที่เป็นอมตะไม่ร่วงโรย หากนับถือ Lich King เป็นเทพเจ้า เป้าหมายในการบิดเบือนศรัทธาแห่ง Holy Light ของประชาชนไปสู่ความเชื่อเงามืดของ Lich King เป็นไปอย่างง่ายดายโดยไม่คาดคิด เมื่อเวลาผ่านไปกลุ่มของผู้เข้าลัทธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 3 ปีต่อมา Lich King จึงได้บัญชาให้ Kelthuzad ทำตามแผนขั้นต่อไป

Born to be The Scourge
             จากความสำเร็จของ Kelthuzad ใน Lorderon ดังนั้น Lich King จึงได้เตรียมพร้อมขั้นสุดท้ายสำหรับการรุกรานมนุษยชาติ การบรรจุพลังงานโรคระบาดของเขาเข้าสู่อุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าหม้อต้มโรคระบาด โดย Lich King ได้สั่งให้ Kelthuzad ลำเลียงหม้อต้มไปยัง Lorderon ซึ่งพวกเขาจะต้องหลบซ่อนอยู่ภายในหมู่บ้านต่างๆที่ถูกลัทธิครอบงำ หม้อต้มต่างๆได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องผลิตโรคระบาด และส่งโรคร้ายแพร่ออกไปทั่วพื้นที่เพาะปลูกตามเมืองต่างทางทิศเหนือของ Lorderon
             แผนของ Kelthuzad สำเร็จด้วยดี หมู่บ้านมากมายทางทิศเหนือของ Lorderon ได้รับเชื้อโดยทันที เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ Northrend  ประชาชนที่ติดโรคร้ายได้ล้มตายลง และลุกขึ้นเป็นทาสโดยเต็มใจของ Lich King ผู้นับถือลัทธิ Cult of the Damned ต่างกระหายที่จะตายลงและลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อรับใช้เจ้าแห่งความตาย
             ผู้นับถือลัทธิต่างร่าเริงกับชีวิตอมตะหลังฟื้นจากความตาย เมื่อโรคระบาดแพร่ออกไป ผีดิบ Zombie ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Kelthuzad มองดูกองทัพที่กำลังเติบโตขึ้นของ Lich King และขนานนามให้มันว่า Scourge ในไม่ช้าทัพ Zombie เหล่านี้จะเดินทัพไปยังประตูเมือง Lorderon และกำจัดมนุษยชาติให้สิ้นไปจากโลกนี้


ร่างที่เหมาะสม
             ถึงแม้ Tichondrius จะพอใจที่ภารกิจของ Lich King ได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ Ner’Zhul เองได้ครุ่นคิดอยู่ภายใน Frozen Throne ที่มืดสลัว เขาปรารถนาที่จะเป็นอิสระจากคุกน้ำแข็งแห่งนี้ Lich King รู้ว่า Kiljaeden ไม่ปล่อยเขาให้พ้นจากคำสาปแน่นอน เนื่องจากยังโกรธที่ Ner’Zhul เคยด่าบุพการีของ Kiljaeden ไว้ อีกทั้งด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของ Lich King ทำให้ปีศาจจอมมารต้องทำลายเขาลงทันที่ที่ภารกิจสิ้นสุดลง
             เขายังมีทางรอดอีกทางหนึ่ง ทางรอดเดียวที่จะหลบหนีไปจากคำสาปของ Kiljaeden นั้นก็คือ เขาสามารถหาร่างที่เหมาะสม ใครบางคนที่ฉลาดน้อย เคราะห์ร้าย หลอกง่ายและอยู่ระหว่างความมืดและแสงสว่าง เขาจะครอบครองร่างนั้นและหนีออกไปจาก Frozen Throne ไปตลอดกาลดังนั้น Ner’Zhul จึงได้ส่งกระแสจิตของตนออกไปเพื่อหาร่างที่สมบูณร์แบบ (ทายซิใครเอ่ย)
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #8 on: January 03, 2009, 05:01:06 PM »

Orc ผู้หลงทาง
             การก้าวข้ามประตุ Dark Portal ไม่เพียงทำให้ NerZhul ผู้นำของเหล่าออร์คสิ้นชีพ แต่ยังทำให้กองทัพที่ติดตามมาถูก Kiljaeden ทำลายจนเสียหายอย่างหนัก ส่วน Kilrogg Deadeye ผู้นำกลุ่ม Bleeding Hollow และพรรคพวกหนีไม่พ้น ถูกกลุ่มพันธมิตรต้อนเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันที่ Lorderon มีเพียง Grom Hellscream ผู้นำกลุ่มWarsong ที่รอดจากหายนะครั้งนี้ และได้นำกำลังของตนหลบหนีร่อนเร่อยู่ใน Azeroth ส่วนที่เหลือก็ต้องกลายเป็นเชลยถูกคุมขังตามค่ายกักกันต่างๆ ทั่ว Azeroth
             ในขณะที่กองทัพ The Horde ที่เคยเกรียงไกร เผ่าพันธุ์ต่างๆที่เคยร่วมรบ ไม่จะเป็นพวก Troll ,Gobblin และ Ogre ก็แยกออกจากกัน ทำให้เผ่าออร์คกลายเป็นชนเผ่าธุ์ชั้นต่ำที่พบได้ทั่วไปใน Azeroth


สงครามแห่ง Grim Batol
             ยังมีกลุ่มออร์คกลุ่มหนึ่งคือกลุ่ม Dragonmaw ที่นำโดย Nekros ออร์ค Warlock คนสุดท้าย ที่เป็นกลุ่มออร์คกลุ่มเดียวที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานและรุกราน Lorderon ได้ Nekros ได้ซุ่มใช้ Warlock อย่างลับๆและได้ยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งในทางเหนือของ Khaz Modan ด้วยการใช้มังกรและพลเดินเท้าหน่วยเล็กๆ
             Nekros ได้ใช้ อุปกรณ์ Demon Soul ยึดครองราชินีมังกรแดง Alexstraza และเหล่ามังกรแดงของนาง  เขาได้รวบรวมกลุ่มออร์คที่พ่ายแพ้กลับมารวมกันใหม่ โดยสร้างฐานทัพที่ Grim Batol  Nekros ตั้งใจใช้เหล่ามังกรทำลาย Lorderon ให้ราบคาบ

จอมเวทย์ Rhonin
             มีนักเวทย์คนหนึ่งชื่อ  Rhonin ซึ่งเป็นเพื่อนซี้ของจอมเวทย์ Khadgar เมื่อได้ทราบการเคลื่อนไหวของ กลุ่ม Dragonmaw จอมเวทย์ Rhonin และพรรคพวกได้เข้าขัดขวาง โดยมีคนแคระนักรบให้ความช่วยเหลือ
             Rhonin ได้ทำลาย Demon Soul ปลดปล่อยราชินีมังกรแดง Alexstraza และมังกรต่างๆออกมาได้สำเร็จ ด้วยความเดือดดาลเหล่ามังกรพากันรุมฉีก Grim Batol และเผาผลาญทหารกลุ่ม Dragonmaw จนราบคาบ ด้าน Nekros เองได้ถูก Alexstraza พ่นไฟใส่กางเกงจนไฟลุกท่วม ต้องวิ่งหนีลงน้ำและจมน้ำเสียชีวิต (ลองนึกภาพตามดูนะครับ ว่าอนาทขนาดไหน)
             การตายของ Nekros ผู้เป็นออร์ค Warlock คนสุดท้าย ทำให้บรรดาออร์คที่เหลือเกิดอาการเซื่องซึมและเสียประสาทสัมผัสในการเป็นนักรบไป ส่งพ้นให้กลุ่ม The Horde ถึงกาลสิ้นสุดลง


Thall ออร์คน้อย จากทาสกำพร้าสู่องค์ราชันย์
             Durotan ผู้นำกลุ่ม Frostwolf ซึ่งเป็นเพื่อนรักของ Orgrim DoomHammer และได้แต่งงานกับ Draga ออร์คสาวผู้กล้าหาญ จนให้กำเนิดThall ขึ้นมา และในคราวที่กองทัพ The Horde ล่มสลาย ทั้ง Durotan และ Draga ได้ถูกลอบสังหารโดยบอดี้การ์ดที่ทรยศ  ทำให้ทารกน้อย Thall  กลายเป็นเด็กกำพร้า
             Aedelas Blackmoore แม่ทัพผู้ดูแลป้อมค่าย Durnholde ได้พบทารกออร์คถูกทอดทิ้งอยู่กลางป่า เขาจึงได้เก็บมาเลี้ยงและตั้งชื่อให้ว่า Thall
ด้วยความที่บิดาของ Blackmoore เคยทรยศฝ่ายพันธมิตรแห่ง Lorderon  เขาจึงถูกด่าทอว่าเป็นลูกคนทรยศ  ทำให้  Blackmoore ตัดสินใจเข้าประจำการเป็นทหารเพื่อกู้ชื่อเสียงสกุลของตน โดยเขามักดื่มอย่างหนักและเข้าทำการรบอย่าบ้าคลั่งในแนวหน้า ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็น แม่ทัพผู้ดูแลป้อมค่าย Durnholde
             ด้วยความรู้สึกที่เคยถูกรังเกียจจากคนรอบข้าง ทำให้ Blackmoore ยอมไว้ชีวิตของ Thall แต่ด้วยพิษสุรา 40 ดีกรี ทำให้บางครั้งเขาก็ทุบตีทำร้ายออร์คน้อยด้วยความป่าเถื่อน


Teretha Foxton พี่สาวของ Thall
             ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางมนุษย์ในฐานะเชลย แต่ Thall ก็โชคดีที่ได้รับการดูแลจาก Clannia Foxton คนรับใช้ของ Blackmoore และบุตรสาวของเธอ Teretha Foxton วัย 5 ขวบก็รักและดูแล Thall เหมือนกับน้องชายแท้ๆ เธอเป็นผู้สอนให้ Thall รู้จักกิน รู้จักคิดเหมือนมนุษย์ และเมื่อ Thall โตขึ้น เขาได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และยุทธวิธีการรบเยี่ยงมนุษย์จาก Blackmoore ด้วยความเข้มแข็งตามสายเลือดออร์ค Thall จึงเติบโตขึ้นเป็นนักสู้ในสังเวียน Gladiator ที่ใครๆต่างก็ยอมรับฝีมือ


Thall คิดหนี
             10 ปีต่อมา Blackmoore ได้นำ Teretha มาเป็นภรรยาลับๆของเขา ทำให้เธอเข้านอกออกในป้อมค่าย Durnholde ได้มากขึ้น และ ไม่นานนัก Thall ก็เริ่มอยากรุ้เรื่องราวที่มาของตนเอง เขาไม่อยากเป็นนักสู้ในสังเวียนที่ต้องสู้กับทาสเชลยอยู่เรื่อยไป
             ในวันหนึ่ง Thall พ่ายแพ้การต่อสู้ในสังเวียน Gladiator และบาดเจ็บสาหัส ทำให้ Teretha ที่รัก Thall  เหมือนน้องแท้ๆทนเห็นน้องตัวเขียวเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวเธอจึงลักลอบปล่อย Thall ให้หนีไป โดยการจุดไฟเผาเล้าสัตว์ให้แตกตื่น ก่อนให้ Thall สวมเสื้อคลุมของบิดาเธอและเดินออกประตูค่ายไปในจังหวะที่ทหารยามวุ่นวายกันอยู่
             เมื่อ Thall รู้ว่า Teretha ต้องตกเป็นภรรยาลับของ Blackmoore เขาจึงได้ชวนเธอหนีไปด้วยกัน แต่ Teretha เป็นห่วงสวัสดิภาพของพ่อแม่ว่าอาจเป็นอันตรายหากเธอหนีไป Teretha จึงได้ให้ Thall หลบหนีไปคนเดียว

การเดินทางของ Thall
             หลังจากหลบหนีออกจากค่าย Durnholde ได้สำเร็จ Thall ผู้ไม่เคยผจญโลกกว้าง ก็ถูกจับตัวอีกครั้งโดนผู้พัน Lorin Remka เขาขัง Thall ไว้ในค่ายกักกันออร์คที่ที่ทำให้เขาพบกับ Kelgar ออร์คชราผู้เคยร่วมรบในสงครามทั้ง 2 ครั้ง Kelgar ได้เล่าเรื่องการทรยศของ Guldan ที่ใฝ่หาอำนาจของ Sargeras  จนทำให้เหล่าออร์คต้องพบชะตากรรมเช่นนี้ และได้เล่าเรื่อง Grom Hellscream ผู้นำกลุ่ม Warsong ที่ยังคงซ่อมสุมกองทัพออร์คและหลบหนีการตามล่าของกองทัพพันธมิตรแห่ง Lorderon อยู่ และเมื่อได้ยินข่าวว่า Blackmoore ได้ส่งกำลังออกตามล่า Thall จึงได้ลักลอบออกจากค่ายและตัดสินใจเดินทางไปพบกับ Grom Hellscream


ตามหา Hellscream
             Thall ตัดสินใจตามหา Grom Hellscream ขุนพลออร์คคนสุดท้ายที่เหลือรอดและตั้งตนเป็นอิสระอยู่ และเมื่อได้พบกับกลุ่ม Warsong เขาก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี  Thall ผู้ถูกโน้มน้าวจิตใจได้ง่าย ถูกกระตุ้นการยึดอุดมการณ์โดย Grom จนเข้าใจความเป็นออร์คและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างของ The Horde ก่อนที่ Grom จะสังเกตว่าลักษณะการแต่งกายของ Thall คล้ายกับนักรบออร์คในกลุ่ม Frostwolf Clan ที่ตอนนี้หลบซ่อนอยู่แถบเทือกเขา Alterac เมื่อได้ทราบดังนั้น Thall จึงได้ตัดสินใจเดินทางอีกครั้ง เพื่อตามหาจุดกำเนิดของตน

มุ่งหน้าสู่เทือกเขา Alterac
             หลังจากเดินทางมาเป็นระยะทางไกล Thall ก็ได้มาถึง เทือกเขา Alterac เขาจึงได้ปีนป่ายขึ้นไป แต่ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เขาเป็นลมหมดสติอยู่ระหว่างทาง เคราะห์ดีที่ Drek’Thar แม่ทัพออร์คเต่าผู้ตาบอดตั้งแต่เกิดของ กลุ่ม Frostwolf Clan ได้มาพบ Thall และช่วยเหลือเขาไว้ได้
             ก่อนสงครามครั้งที่ 1 เดิมที่ Durotan  ผู้นำกลุ่ม Frostwolf Clan ในขณะนั้น คิดที่จะเข้าร่วมกับ Nerzhul ในการรุกราน Azeroth แต่ Drek’Thar ออร์ค Shaman ผู้อาวุโสที่ปรึกษาของ Durotan ไม่เห็นด้วย และไม่พอใจกับท่าทีของ Nerzhul แต่ในที่สุด Nerzhul ก็บีบบังคับให้ กลุ่ม Frostwolf Clan เข้าร่วมทัพ The Horde ในการโจมตี Azeroth จนได้
             หลังจากที่ The Horde พ่ายแก่กองทัพพันธมิตรแห่ง Lorderon ก่อนทัพ Frostwolf Clan จึงต้องหนีมาอยู่ที่เทือกเขา Alterac ขณะที่ผู้นำอย่าง Durotan พร้อมครอบครัวได้หายสาบสูญไป  Drek’Thar รู้สึกเสียใจอย่างมากที่ตนเป็นสาเหตุให้ Clan ต้องมีภัย เขาเฝ้ารอความหวังที่จะได้เจอผู้สืบทอดอำนาจให้กลุ่ม Frostwolf Clan กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง


พบบุตรชาย Durotan
             เมื่อ Drek’Thar ได้พบกับ Thall ออร์คเต่าผู้ตาบอดก็ทราบโดยสัญชาตญาณทันที ว่า Thall นี่แหละคือผู้สืบสายเลือดของ Durotan อดีตผู้นำกลุ่ม Frostwolf Clan เมื่อ Thall ฟื้น Drek’Thar จึงได้ทำการทดสอบจิตวิญญาณแห่งธาตุไฟอันเป็นธาตุหลักของออร์ค และพบว่า Thall มีคุณสมบัติที่จะเป็น Orc Shaman ที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต
             Drek’Thar จึงได้สอนศาสตร์ต่างๆของ Shaman ให้ทั้งหมดเท่าที่เขารู้ เพื่อเตรียมให้ Thall กลายเป็นยอดขุนศึกผู้ปลดปล่อยเผ่าพันธุ์ออร์ค


พิสูจน์ตนเองสู่การเป็นผู้นำ
             เมื่อ Thall ได้สาบานตนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม Frostwolf Clan แล้ว เขาก็ได้รับการยอมรับจาก Snowsong หมาป่าตัวเมียสีขาวอันเป็นผู้นำของหมาป่าแห่ง Clan ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของ Frostwolf Clan นั้นสมาชิกใน Clan จะได้รับการดูแลจากหมาป่าที่เป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยงหรือพาหนะของตนเองเท่านั้น แต่หมาป่าจะเป็นทั้งเพื่อนกินเพื่อนตายที่มีความสัมพันธ์กันแนบแน่นกัน ซึ่ง Thall เองได้รับการยอมรับจากSnowsong ที่เป็นจ่าฝูงได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน
             จากความมุมานะและฝึกฝนอย่างหนัก ในที่สุด Thall ก็สามารถควบคุมธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และสายฟ้าได้ ซึ่ง  Orc Shaman คนสุดท้ายที่ทำได้ก็คือ Guldan เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เมื่อกลายเป็น Orc Shaman ผู้แกร่งกล้าในเวทย์มนตร์ Thall จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำกลุ่ม Frostwolf Clan ในที่สุด

แผนกอบกู้อิสรภาพเผ่าพันธุ์ออร์ค
             อยู่ต่อมาวันหนึ่ง Thall ได้พบกับออร์คเฒ่าแปลกหน้าผู้มาเยือน เขาถือฆ้อนหินขนาดใหญ่และสวมเกราะสีดำสนิท  Thall ได้พูดคุยกับออร์คเฒ่าผู้นั้น ผู้มาเยือนถามถึงแผนการของ Thall ว่าจะทำอะไรต่อไป เขาจึงได้บอกแก่ออร์คเฒ่าว่า เขาจะร่วมมือกับ Grom Hellscream ผู้นำกลุ่ม Warsong  ในการปลดปล่อยเผ่าพันธุ์ออร์ค
             เมื่อได้ยินดังนั้น ออร์คเฒ่ากลับขำก๊ากไม่หยุด และบอกแก่ Thall ว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน Thall รู้สึกไม่พอใจออร์คเฒ่าผู้นี้ ทำให้ทั้งสองจึงได้ต่อสู้กัน


The Backstab
             เมื่อได้สู้กับออร์คเฒ่า Thall รู้สึกแปลกใจกับเทคนิคการต่อสู้ของเขา ที่ถนัดในการลอบโจมตีจากทางด้านหลังเข้าขั้นเซียน ในที่สุดออร์คเฒ่าผู้นั้นจึงได้เปิดเผยตัวตนว่าเขาคือ Orgrim DoomHammer The Backstab ผู้โด่งดัง
             ถึงแม้เหล่าออร์คจะกระจัดกระจายและถูกคุมขังโดยมนุษย์ แต่ DoomHammer ก็ยังมีศักดิ์ในการบัญชาเหล่าออร์คทั้งหลายอยู่ โดย DoomHammer ได้หลบหนีจากการคุมขังของมนุษย์ และใช้ชิวิตเยี่ยงฤๅษีเป็นเวลาหลายปี เมื่อได้พบกับ Thall บุตรชายของ Durotan เพื่อนสนิท เขาก็ยินดีมาก อีกทั้งจากการประมือกันเมื่อสักครู่ DoomHammer ก็ยอมรับในฝีมือการรบและทักษะความสามารถของ Thall เขาจึงได้แต่งตั้งให้ Thall เป็นรองผู้นำ The Horde ต่อจากเขา และรับหน้าที่ในการปลดปล่อยเผ่าพันธุ์ออร์ค
             Thall  เริ่มแผนการปลดปล่อยเหล่าออร์คที่ถูกขุมขัง โดยเขาแกล้งเนียนเป็นออร์คชั้นต่ำพลัดหลงไปให้มนุษย์จับตัว เมื่อเขาถูกนำไปกักขังรวมกับนักโทษออร์คอื่นๆ Thall ก็ได้แสดงพลังแห่ง Orc Shaman เพื่อแหกค่ายกักกันและพานักโทษหลบหนี ซึ่งเขาได้ทำการในลักษณะนี้ถึง 4 ครั้ง ทำให้ทหารฝ่ายพันธมิตรแห่ง Lorderon เพิ่มความเข้มงวดยิ่งขึ้นในการรักษาค่าย
DoomHammer The Backstab ลาโลก
แต่งตั้งผู้นำคนใหม่ The Horde
             เมื่อกองทัพนักโทษออร์คที่ได้รับการช่วยเหลือมีมากขึ้น DoomHammer และ Thall จึงได้บุกโจมตีค่ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม  นั่นก็คือค่ายกักกันบนเทือกเขา Arathi โดยศึกคราวนี้เหล่ามนุษย์ได้เตรียมการตั้งรับอย่างดี ทำให้เกิดการสู้รบอย่างชุลมุน ระหว่างนี้เองขณะ DoomHammer ผู้ชรากำลังสู้อยู่ ก็ถูกทหารพันธมิตรคนหนึ่งแทงด้วยหอกยาวจากทางด้านหลัง Orgrim DoomHammer The Backstab ผู้เคยลอบโจมตีคนอื่นจากทางด้านหลังมานับไม่ถ้วนจึงได้เสียชีวิตลง
             ก่อนตาย DoomHammer ได้มอบค้อนศึกของเขา และชุดเกราะสีดำให้กับ Thallและแต่งตั้งให้ Thall เป็นผู้นำกองทัพ The Horde แทน ในภายหลังค่ายนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Hammerfall เพื่อเป็นเกียรติแก่ Orgrim DoomHammer


บุกค่าย Durnholde พบ Aedelas Blackmoore
             เมื่อ Thall ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำกองทัพ The Horde คนใหม่ภารกิจแรกของเขา คือการบุกโจมตีค่าย Durnholde อันเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ที่คุมขังนักโทษออร์คไว้เป็นจำนวนมาก Thall ได้ลักลอบเข้าพบกับ Teretha Foxton เพื่อพาครอบครัวหนี แต่ทว่าครอบครัว Foxton ไม่สามารถเชื่อใจเหล่าออร์คได้มากไปกว่ามนุษย์ Teretha จึงต้องจำใจอยู่ดูแลพ่อแม่ของเธอ
             Thall ได้เปิดการเจรจากับ Blackmoore ผู้เก็บเขามาเลี้ยงเยี่ยงสัตว์ป่า ให้ทำการปลดปล่อยนักโทษออร์คทั้งหมด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ Thall ดันคุยไม่ถูกช่วงเวลา ขณะนั้น Blackmoore กำลังเมามาย 40 ดีกรีได้ที่ เขาหายกลับเข้าไปในค่าย และกลับมาพร้อมกับคำตอบคือ ศีรษะของ Teretha Foxton ภรรยาลับของตนเองผู้เปรียบเสมือนพี่สาวแท้ๆของราชันย์แห่งออร์ค!!!!!

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #9 on: January 03, 2009, 05:01:37 PM »

หยาดน้ำตาของราชันย์
             เมื่อคำตอบของ Blackmoore คือ ศีรษะของ Teretha Foxton  ราชันย์แห่งออร์คก็ถึงกับน้ำตาร่วง และร้องไห้ฟูม[ แย่จัง !! ]อย่างหนัก  ด้วยความโกรธแค้น Thall นำทัพออร์คบุกค่าย Durnholde ทันที จากความคุ้มคลั่งของ Thall ทำให้เวทมนตร์แห่งธาตุในตัวเขาปั่นป่วน  ราชันย์แห่งออร์คสั่งให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงด้วยพลังแห่งธาตุดิน จนป้อมปราการ Durnholde พังทลายลง Thall รุกคืบหน้าต่อไปจนได้พบกับ Blackmoore ทั้ง 2 จึงได้ต่อสู้กัน Thall  ตัดขาข้างหนึ่งของ Blackmoore ขาด ทำให้เขาต้องมุดหนีเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน แต่ Thall ก็ตามหาจนพบ ในวาระสุดท้ายแทนที่ Blackmoore จะเสียใจแต่กลับกลายเป็นว่า เขารู้สึกยินดีอย่างมากที่สามารถปั้นทาสออร์คอย่าง  Thall ให้กลายเป็นราชันย์แห่งออร์คได้
             หลังจากปลดปล่อยเชลยออร์คที่ถูกคุมขังทั้งหมดแล้ว Thall ได้ให้ Lord Karramyn Langston รองผู้บัญชาการค่าย Durnholde ถือสาส์นไปถึงค่ายกักกันออร์คทั้งหมดว่า บัดนี้เผ่าพันธุ์ออร์คได้ประกาศตัวเป็นอิสระ และจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับกองทัพพันธมิตรอีกให้ทุกค่ายกักกันปลดปล่อยเชลยออร์คให้เป็นอิสระ หากกองทัพพันธมิตรไม่ยอม สงครามครั้งใหม่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
             ฝ่ายพันธมิตรเมื่อได้ทราบถึงความสามารถของ Thall ราชันย์แห่งออร์คคนใหม่ก็รู้สึกครั่นคร้าม และเห็นว่าฝ่ายออร์คต้องการสันติภาพใน Azeroth เหล่าพันธมิตรจึงได้ตัดสินใจปล่อยออร์คทั้งหมดเป็นอิสระ และทำสัญญาพักรบกันชั่วคราว

พันธมิตรแตกแยก
             หลายปีต่อมาหลังสิ้นสุดสงครามครั้งที่ 2 กลุ่มพันธมิตรทั้งหลายเริ่มทะเลาะและโต้เถียงกันเรื่องอาณาเขตในการครอบครอง รวมถึงเรื่องอิทธิพลทางการเมืองที่ลดลง กษัตริย์ Terenas แห่ง Lordaeron ผู้ค้ำจุนฝ่ายพันธมิตรเริ่มสงสัยว่าสัญญาอันเปราะบางที่พวกเขาได้หล่อหลอมในช่วงที่มืดมนที่สุดของสงครามจะไม่คงอยู่ต่อไป Terenas ทำให้ผู้นำฝ่ายพันธมิตรเชื่อว่าจะให้ยืมเงินและแรงงานในการปฏิสังขรณ์เมือง Stromwind ที่ถูกพวกออร์คทำลายระหว่างสงคราม แต่ต้องจ่ายภาษีและค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในการเลี้ยงดูและการทำค่ายกักกันที่มีพวกออร์คเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้นำหลายคนไม่พอใจ โดยเฉพาะ Gem Greymane แห่ง Gilneas ที่เห็นว่าอาณาจักรของพวกเขาควรถอนตัวออกจาก Alliance
             ที่แย่ไปกว่านั้นคือเหล่าเอล์ฟไฮโซแห่ง Silvermoon ได้ยกเลิกความสัมพันธ์ต่อฝ่ายพันธมิตร โดยแถลงว่าความเป็นผู้นำที่กระจอกของมนุษย์ ปล่อยให้ป่าของพวกมันถูกเผาในช่วงสงครามครั้งที่ 2  เหล่าเอล์ฟจึงขอถอนตัวและแบ่งแยกดินแดนเช่นกัน
             แม้ว่า Alliance จะแตกแยกออกจากกัน แต่ กษัตริย์ Terenas ยังคงมีเพื่อนที่เชื่อถือได้ทั้ง Lord Admiral Daelin Proudmoore แห่ง Kul Tiras และกษัตริย์หนุ่ม Varian Wrynn แห่ง Azeroth  รวมถึงเหล่าพ่อมดแห่ง Kirin Tor นำโดย Archmage Antonidas ที่ให้การสนับสนุน Alliance ต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง และสุดท้าย กษัตริย์ Magni Bronzebeard แห่ง Khaz Modan ที่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ Terenas ตลอดกาลไม่เปลี่ยน เนื่องจากติดค้างหนี้บุญคุณ Alliance ในการปลดปล่อย Khaz Modan ให้หลุดพ้นจากการควบคุมของ The Horde

ความสงบสุขบังเกิด
            หลายปีผ่านไป สถานการณ์ความตึงเครียดก็บรรเทาลงและในที่สุดความสงบสุขก็เกิดขึ้นที่ Lordaeron  กษัตริย์ Terenas ก็ทำการปฏิสังขรณ์อาณาจักรอย่างไม่หยุดหย่อนและช่วยเหลือไปยังอาณาจักรที่เป็นพันธมิตรที่เหลือ จนอาณาจักรต่างๆปรากฏความรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง
            Uther The Lightbringer ผู้บัญชาการสูงสุดของ Paladin ทำหน้าที่ตัดสินข้อโต้แย้งของพลเรือนและปราบเหล่าร้ายทั่วแผ่นดิน Lordaeron พลเรือเอก Daelin Proudmoore ซึ่งควบคุมกองทัพเรือที่แข็งแกร่งได้ลาดตระเวนไปตามเส้นทางการค้าเพื่อล่าโจรสลัดและพวกปล้นสะดมเพื่อรักษาความสงบทางทะเล ทำให้เหล่าผู้กล้าของพันธมิตรเป็นยิ่งกว่าวีรบุรุษที่ตรึงอยู่ในมโนภาพของประชาชน

Arthas Menethil บุตร King Terenas
            Arthas Menethil โอรสคนเดียวของ King Terenas ย่างเข้าสู่วัย 19 ปี ได้ถูกส่งเข้าไปฝึกเป็น Knight of the Silverhand ที่มี Uther The Lightbringer เป็นผู้บัญชาการสูงสุด เดิมที Uther เป็นนักบวชผู้เคร่งศาสนาใน Northshire ในช่วงสงครามครั้งที่ 1 นั้น Uther ในวัย 20 ขวบ ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ Alonsus Faol หัวหน้าคณะ Holy Order เพื่อศึกษาเวทย์ขาวแห่งการปกป้องและรักษา
            เมื่อถึงคราวสงครามครั้งที่ 2  นักรบหนุ่ม Uther เห็นว่าลำพังด้วยดาบและโล่ธรรมดาไม่สามารถสู้กับเหล่าปีศาจกระหายเลือดได้ เขาจึงจัดตั้งกองกำลัง Knight of the Silverhand ขึ้นโดยเลือกเอานักรบที่มีคุณธรรมมาฝึกฝนการใช้เวทย์ขาวร่วมกับความแข็งแกร่งของร่างกายในการต่อสู้ อันเป็นวิถีทางแห่ง Paladin นักรบแห่งพระเจ้า พวกเขาใช้ค้อนศึกที่เปี่ยมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ในการสู้รบกับปีศาจร้าย
Uther ผู้เมตตาซึ่งเป็นเสมือนพี่น้องของ King Terenas มานานแล้ว เขารักเจ้าชาย Arthas เหมือนหลานแท้ๆของเขา Uther ได้ฝึกสอนเจ้าชายให้เป็น Paladin ที่เก่งกล้าด้วยพลังศรัทธาแห่ง Holy Light

Muradin สอนเพลงดาบ
            นอกจากจะมีอาจารย์ผู้เก่งกาจแล้ว เจ้าชาย Arthas  ยังได้รับการฝึกฝนโดย Muradin Bronzebeard น้องชายของ กษัตริย์ Magni แห่ง Khaz Modan ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นนักสู้ที่เก่งที่สุดใน Lordaeron Muradin ได้สอนศาสตร์การใช้อาวุธทุกชนิดให้เจ้าชาย ซึ่งแม้วัยจะต่างกัน (221 ขวบ กับ 19 ปี)  แต่ Muradin และเจ้าชาย Arthas ก็ซี้กันเหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวที่เฮฮากันได้ทุกสถานการณ์

Troll รุกราน
            ต่อมาวันหนึ่งเผ่า Troll ได้ยกกำลังมาปล้นบ้านเรือนในหมู่บ้านของดินแดน Quel’Thalas ราชา Terenas  จึงได้ส่ง Uther และ เจ้าชาย Arthas  นำกำลังไปช่วยเหลือ ซึ่งศึกครั้งนี้เป็นการร่วมรบครั้งแรกของเจ้าชายด้วย เผ่า Troll เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง ถนัดการขว้างหอก อีกทั้งยังสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของร่างกายได้ด้วยความเร็ว ทำให้มันเป็นศัตรูที่น่าเกรงขามมาก แต่คณะของ Uther และ เจ้าชาย Arthas  ก็ได้ต่อสู้อย่างเข็มแข็งจนพวก Troll ล่าถอยไป
           ในศึกครั้งนี้นอกจากคณะ Knight of the Silverhand แล้วทาง Dalaran ได้ส่งนักเวทย์มาช่วยเหลือด้วย และหนึ่งในนั้นคือนักเวทย์สาว Jaina Proudmoore บุตรคนสุดท้องของ แม่ทัพเรือ Admiral Daelin Proudmoore แห่ง Kul Tiras  วีรบุรุษของฝ่ายพันธมิตรแห่ง Lordaeron ในสงครามครั้งที่ 2 
Daelin Proudmoore เป็นผู้มีฝีมือในยุทธนาวีเป็นอย่างยิ่ง กองเรือปืนใหญ่ของเขาเป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะของพันธมิตรในการสกัดกั้นการรุกคืบของกองทัพ The Horde นอกจาก Jaina แล้ว Daelin Proudmoore ยังมีลูกชายอีก 2 คน ที่ค่อนข้างไร้ความสามารถ คือ Derek และ Tandred ซึ่งทั้งคู่ก็เสียชีวิตในยุทธนาวี Third Fleet พร้อมกับลูกเรือ 6 คนจากการถูกมังกรลอบโจมตี

เจ้าชาย Arthas พบรัก
           Daelin Proudmoore ได้ส่ง Jaina ไปศึกษาศาสตราแห่งเวทย์ที่นคร Dalaran โดย Antonidas หัวหน้าสภา Kirin Tor รับเธอเป็นลูกศิษย์โดยตรง เมื่อทราบข่าวการรุกรานของเผ่า Troll จอมเวทย์ Antonidas จึงได้ส่ง Jaina ไปช่วยเหลือเหล่าพันธมิตรทันที
           จากศึกครั้งนี้เอง ที่ทำให้เจ้าชาย Arthas และนักเวทย์สาว Jaina ได้พบกันในระหว่างรบ เมื่อตาต่อตามาประสาน ทั้งคู่ก็เกิดรักแรกพบทันที เจ้าชาย Arthas หวังทำคะแนนเต็มที่ ในการบุกครั้งต่อมาของเผ่า Troll เจ้าชาย Arthas จึงได้โชว์แมน ถือค้อนศึกได้ทุบไล่ตีพวก Troll จนต้องเผ่นหนีแทบไม่ทัน สร้างความประทับใจให้ Jaina อย่างยิ่ง
           ด้วยความที่ Jaina เป็นคนขี้อาย และ เจ้าชาย Arthas ก็วางฟอร์มไม่ยอมเข้าไปทำความรู้จัก ร้อนถึง Muradin เพื่อนซี้ที่รู้ใจของเจ้าชาย Arthas เขาจึงได้เข้าไปติดต่อและขอเบอร์ของ Jaina มาให้ ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #10 on: January 03, 2009, 05:02:11 PM »

ความรักของ Jaina และ เจ้าชาย Arthas
           เวลาเกือบ 1 ปีที่ฝ่ายพันธมิตรทำสงครามขับไล่เผ่า Troll จนสำเร็จ นักเวทย์สาว Jaina และเจ้าชาย Arthas จึงได้ใกล้ชิดกัน ทำให้ความรักของทั้งคู่เบ่งบานอย่างรวดเร็ว ซึ่งประชาชนใน Lordaeron ทั้งหลายต่างก็ยินดีที่จะได้เห็นเจ้าชายอันเป็นที่รักแต่งงานและสืบเชื้อสายราชวงศ์ให้กับสังขารและวัยที่เสื่อมลงของราชา Terenas
           อย่างไรก็ตามความรักของทั้งคู่ก็ไม่สมหวัง เมื่อ Daelin Proudmoore บิดาของ Jaina ทราบเรื่อง แม่ทัพเรือ Daelin เห็นว่าเจ้าชาย Arthas เป็นคนเอาแต่ใจ มุทะลุหัวแข็ง เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป ถ้าเกิดให้แต่งงานกันไป Jaina อาจถูกข่มได้ อีกทั้ง Daelin ยังเคยเห็นเจ้าชาย Arthas กับ Muradin ไปหลีนักเวทย์สาวชาวเอล์ฟใน Dalaran อยู่บ่อยๆ ทำให้เขาหมั่นไส้ จึงส่ง Jaina ไปศึกษาเวทมนตร์กับ Antonidas ในดินแดนอันแสนไกล ทำให้ Jaina และ เจ้าชาย Arthas ต้องห่างจากกัน สร้างความผิดหวังให้ ประชาชนใน Lordaeron อย่างยิ่ง
           ด้าน Jaina รู้สึกเสียใจอย่างมากที่ต้องเลิกคบกับเจ้าชาย Arthas แต่เมื่อเธอได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งเวทย์ สิ่งที่เธอหลงใหลมาตลอดชีวิต เธอก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่ร่ำร้องเรียกเธอ คือแสวงหาความรู้ ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับราชบัลลังก์ ทำให้เธอเร่งฝึกฝนตนเองให้แตกฉานเรื่องพลังเวทย์ จนหลงลืมความรักของหนุ่มสาวไป ทางเจ้าชาย Arthas หลังกินแห้วไปหลายลังใหญ่ เจ้าชายก็ทำใจได้ โดย Muradin สัญญาว่าเขาจะติดต่อสาวๆคนใหม่ให้ เจ้าชาย Arthas จึงสบายใจ และกลับมาเอาใจใส่ในหน้าที่การปกป้องแผ่นดิน Lordaeron  ของตนต่อไป

พบนักบวชลึกลับ
           กลับมาที่ Thall อีกครั้ง หลังจากปลดปล่อยเชลยออร์คทั้งหมดแล้ว Thall และ Grom Hellscream ช่วยกันรวบรวมเผ่าออร์คที่หลงเหลือใน Lordaeron ให้ได้ทั้งหมด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีออร์คตัวใดทุกข์ทรมานจากการเป็นทาสอีก
           คืนหนึ่งหลังจากการเดินทางที่แสนไกลของเหล่าออร์ค Thall ก็ได้มาพักแรมบนที่ราบสูง Arathi ระหว่างที่นอนหลับ เขาก็ได้ฝันเห็นกองทัพขนาดมหึมาที่ยาตราทัพบุกจนแผ่นดินสั่นสะเทือน ฝนตกลงมาเป็นลูกไฟได้เผาผลาญทุกสิ่ง รวมถึงเสียงประหลาดที่เตือนให้เขารับรู้ถึงหายนะที่กำลังจะเกิดในอนาคต
           เมื่อตื่นขึ้นมา Thall ก็รู้โดยทันทีว่านี่ไม่ใช่ฝันธรรมดาแน่ แต่มันคือนิมิตบอกเหตุถึงภัยที่จะมาเยือน Burning Legion ได้กลับมาแล้ว และในวันนั้นเขาก็ได้พบกับนักบวชลึกลับผู้หนึ่งที่มีมนตรากล้าแข็ง อีกทั้งยังสามารถกลายร่างเป็นอีกาเพื่อพรางตัวได้อีกด้วย

Medivh Return
           นักบวชลึกลับนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็คือ Magna Medivh บุตรของ Aegwynn ผู้ปกป้องทุกสรรพสิ่งตามคำสั่งของสภา Tirisfal นั้นเอง หลังจากที่เขาถูกสังหารในหอคอย Karazhan พลังมารของ Sargeras ในตัว Medivh ก็หายไป ด้าน Aegwynn เองเมื่อคลอด Medivh แล้วได้ถูกดูดกลืนพลังไปสู่บุตรของตน ทำให้เสียกำลังไปมาก เธอได้หลบออกไปใช้ชีวิตแบบเงียบสงบในดินแดนห่างไกลชื่อ Mulgore ในแผ่นดินของ Kalimdor
           เมื่อทราบว่าบุตรชายได้ถูกสังหารเสียชีวิต Aegwynn ได้กลับมาที่หอคอย Karazhan อีกครั้ง การตายของ Medivh ทำให้ Aegwynn ได้พลังบางส่วนกลับมาเธอได้พยายามอย่างเต็มที่ใช้พลังที่เหลืออยู่ชุบชีวิตของ Medivh ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งและเธอก็ทำได้สำเร็จ หลังจากฟื้นคืนชีพแล้ว Medivh ได้ขึ้นเป็น Guardian of tirisfal แทนที่มารดาของเขา และได้ทำหน้าที่ปกป้องโลกจากหายนะอย่างลับๆ เมื่อ Medivh ได้รับรู้หายนะครั้งใหม่จากการทำนาย เขาจึงปลอมเป็นนักบวชลึกลับและอีกาคาบข่าว เพื่อแจ้งเตือนทุกเผ่าพันธุ์ใน Azeroth เป้าหมายแรกของเขาก็คือ Thall ผู้นำเหล่าออร์ค
           เมื่อ Thall ได้ฟังคำเตือนของ Medivh เขาจึงเชื่อฟังและได้เตรียมการนำกองทัพ The Horde อพยพสู่ Kalimdor ดินแดนอันเงียบสงบที่ถูกกั้นระหว่างทะเล Great Seaกับดินแดน Azeroth เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะครั้งนี้

The Warning to Lordaeron
           หลังจากเตือนพวกออร์คแล้ว เป้าหมายต่อไปของ Medivh ก็คือ Lordaeron เขาได้กลายร่างเป็นอีกาบินมาเรื่อยๆ จนถึง ห้องท้องพระโรงของอาณาจักร Lordaeron ซึ่งในขณะนั้น พวกขุนนางกำลังรายงานต่อกษัตริย์ Terenas ผู้ชรา เรื่องพวก Orc ที่ถูกกักกันอยู่ในค่าย Blacrock ทางตอนใต้ ได้ลุกฮือขึ้นก่อความไม่สงบ และได้เข้าโจมตีหมู่บ้านบริเวณชานเมือง Strahnbrad
           พระราชา Terenas จึงได้สั่งให้ส่งกองกำลัง Knight of the Silverhand ซึ่งนำโดย Uther The Lightbringer และเจ้าชาย Arthas ไปจัดการกับพวก Orc ที่แข็งข้อเหล่านั้นโดยทันที  ในระหว่างที่คุยกันนั้นเอง พระราชาก็ตกใจเมื่ออีกาที่บินมา เปลี่ยนร่างเป็นนักบวชในเสื้อคลุมสีน้ำตาล ยืนอยู่เบื้องหน้าพระองค์

มนุษย์ไม่สนใจคำเตือน
           หลังคืนร่างแล้ว Medivh จึงได้บอกกับราชา Terenas ว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้าสู่ Lordaeron แล้ว และวิธีเดียวที่จะหยุดยั้งหายนะนั้นได้ก็คือการนำพาผู้คนเดินทางข้ามทะเลไปยังทิศตะวันตก สู่ดินแดน Kalimdor เพื่อปกป้อง World Tree เสาหลักของโลกใบนี้ ที่อยู่บนเทือกเขา Hyjal
           แต่พระราชา Terenas ผู้ชราบวกดื้อด้าน หาได้เชื่อ Medivh ไม่ พระองค์คิดว่า Medivh เป็นเพียงนักบวชเสียสติ และท้าให้ Medivh นำหลักฐานมาพิสูจน์คำพูด ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหาของแบบนั้นมาจากไหน
           พระราชายังบอกอีกว่า ปัญหาสำคัญที่พระองค์ต้องแก้ตอนนี้ คือปัญหาเรื่องพวก Orc ไม่มีเวลามานั่งฟังเรื่องเหลวไหล ราชา Terenas สั่งให้ทหารลากตัว Medivh ออกไป ซึ่งเขาก็ยอมจากไปแต่โดยดี ก่อนจะจากไป Medivh ได้ฝากคำพูดสั้นๆว่า "เฮ้ย ตูเตือนแล้วนะเฟ้ย..."

ปกป้อง Strahnbrad
          จากการก่อกบฏของพวก Orc ทางตอนใต้ของ Lordaeron  ส่งผลให้ฝ่าย Alliance ต้องแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน พระราชา Terenas จึงได้ส่งคณะ Knight of the Silverhand ไปเพื่อรับมือกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบนี้ กองกำลัง Knight of the Silverhand ที่ประกอบด้วย Paladin ระดับพระกาฬของอาณาจักร 2 คนคือ  เจ้าชายArthas และ Uther the Lightbringer ผู้นำแห่งอัศวิน Silver Hand
          เมื่อคณะอัศวินได้เดินทางมาถึง Strahnbrad ก็ได้พบว่าพวก Orc กำลังจะเข้าโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีแต่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ซึ่งปราศจากอาวุธใดๆ Uther จึงได้มอบหมายให้ Arthas คอยคุ้มกันหมู่บ้าน ส่วนตัวเขาเองจะล่วงหน้าไปที่ค่าย Strahnbrad เพื่อเตรียมจู่โจมที่มั่นของพวก Orc  ให้สิ้นซาก
          ด้านกลุ่มกบฏออร์คเมื่อได้พบกับอัศวินผู้มาเยือน ก็ได้ทำการต้อนรับทันที พวกมันส่งกำลังมาบุกโจมตีหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้  เจ้าชาย Arthas ที่ได้รับมอบหมายให้คุ้มกันหมู่บ้าน ก็ได้ปะทะกับกองกำลังออร์คอย่างดุเดือด แต่กองกำลังออร์คมีกำลังน้อยเกินกว่าที่จะเอาชนะเจ้าชาย Arthas ได้ จึงถูกไล่ทุบแตกพ่ายไปอย่างสบายมือ เจ้าชาย Arthas ได้ช่วยชีวิตพวกชาวบ้านไว้ได้ และจัดการสังหาร Slavemaster ของ Orc ได้สำเร็จ จากนั้นเขาจึงได้ตามไปสมทบกับ Uther ที่ค่ายของ Alliance...

เปิดฉากเจรจา
          เวลาต่อมาเจ้าชาย Arthas ได้ตามมาสบทบกับ Uther ที่ค่ายใน Strahnbrad เขาได้เข้าปรึกษากับอาจารย์ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทาง Uther ที่ไม่ต้องการทำร้ายใครโดยไม่จำเป็น จึงได้ส่งทูตทหารม้า 2 คนไปเจรจากับพวกกลุ่มกบฏออร์ค เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเกิดการเสียเลือดเสียเนื้อ เวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง ม้าของอัศวินที่ Uther ได้ส่งไปเจรจากับกลุ่มกบฏออร์ค เผ่า Blackrock ก็ได้กลับมา...แต่ทว่าปราศจากทูตทหารนายของมัน
          เมื่อเห็นม้า 2 ตัวนั้น Uther ก็รู้สึกเสียใจที่เหล่าออร์คไม่เคยรู้จักที่จะยอมจำนนเลย  เจ้าชายArthas รู้ดีถึงชะตากรรมของอัศวินที่ถูกส่งไป เขารู้สึกโกรธจัดและลั่นวาจาว่าจะแก้แค้นพวก Orc  ให้เละเป็นโจ๊ก แต่ Uther ก็ได้เตือนสติลูกศิษย์หนุ่มเอาไว้ โดยบอกว่าพวกเขาคือ Paladin นักรบแห่งพระเจ้า และการแก้แค้นหาใช่วิถีทางที่ถูกต้องของนักรบศักดิ์สิทธิ์ไม่ แม้โกรธเหล่าออร์คเพียงใดแต่ เจ้าชาย Arthas ก็ยอมรับคำพูดอาจารย์
          Uther เองก็พอจะรู้ใจของลูกศิษย์ เขาจึงให้โอกาส Arthas เป็นผู้นำการโจมตีค่ายของพวก Orc โดยตัว Uther เองจะคอยคุ้มกันที่มั่นจากการลอบโจมตีของเหล่ากบฏออร์ค  จากนั้นไม่กี่อึดใจ การโจมตีระลอกแรกของเผ่า Blackrock ก็มาถึง และ Blademaster นาม Jubei’Thos ผู้นำแห่งเผ่า Blackrock  ผู้ซึ่งไม่ยอมตาม Thall ไป Kalimdor ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น และด่า Uther ว่า เจ้า Paladin โง่ อีกไม่นานเหล่าอสูรร้ายจะปรากฏกายขึ้นจากฟากฟ้า และจะเผาผลาญโลกนี้เป็นจุล ซึ่ง Uther หาได้สนใจคำพูดของ Jubei’Thos ไม่ เขาฟาดค้อนศักดิ์สิทธิ์ใส่ Jubei’Thos อย่างแรงแต่วืด เพราะ ร่างของจอมดาบกลับสลายไปเป็นควัน...เพราะมันเป็นเพียง Mirror Image เท่านั้น ส่วน Jubei’Thos ตัวจริงใช้ท่าก้าวสายลม (Wind Walk) เปิดแน่บไปตั้งแต่ด่าว่า เจ้า Paladin โง่แล้ว

สังหารเชลยศึก
          หลังจาก Wind Walk กลับมาถึงที่ฐานแล้ว Jubei’Thos ซึ่งเป็นออร์คที่รับพลังด้านมืดของ Burning Legion อยู่ได้กระทำเรื่องโหดร้าย โดยการสังหารเชลยอัศวินพร้อมทั้งชาวบ้านหญิงชายเพื่อสังเวยให้แก่จอมราชันย์ปีศาจ Sargeras  และได้สร้างประตู Demon Gate ขึ้น
          ด้านเจ้าชาย Arthas ที่ได้รับภารกิจโจมตีพวก Blackrock  ได้เริ่มออกเดินทาง และระหว่างทางเขาได้พบกับ Feranor Steeltoe คนเคราะชรา ได้ขอร้องให้ เจ้าชายไปสังหารมังกรดำ Searinox แล้วนำหัวใจมาให้เขาวิจัย โดยถ้าทำสำเร็จเขาจะให้ Orb Of Fire เป็นการตอบแทน
          เมื่อเห็นว่ามีค่าจ้าง เจ้าชาย Arthas จอมงกจึงได้นำกำลังไปสังหารมังกรดำ Searinox ทันที และนำหัวใจของมังกรดำมาให้ Feranor Steeltoe เพื่อเอาลูกแก้วแห่งไฟไปใช้

ปะทะ Jubei’Thos
          เมื่อเดินทางมาถึง ค่ายเผ่า Blackrock แล้ว เจ้าชาย Arthas ได้นำกำลังเข้าโจมตีเหล่าออร์คทันที กองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายได้ปะทะกันอย่างดุเดือด และ เจ้าชาย Arthas ได้ดวลตัวต่อตัวกับ Jubei’Thos ด้วยพลังแห่ง Orb Of Fire ที่ร้อนแรง ทำให้ Jubei’Thos พ่ายแพ้ให้แก่เจ้าชาย และลื่นหกล้มลง เจ้าชาย Arthas ยิ้มเยาะและกะเอาค้อนฟาดใส่ศีรษะของ Jubei’Thos เต็มที่แต่ก็วืด เพราะ Jubei’Thos ไวเทพใช้ ท่าก้าวสายลม เผ่นหนีไปได้อีกครั้ง
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #11 on: January 03, 2009, 05:02:44 PM »

หายนะเริ่มต้น
          หลังจากทำลายค่าย Blackrock แล้ว เจ้าชายได้กลับไปหา Uther และได้รายงานเรื่องราวทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง รวมถึงการบูชายัญชาวบ้านแก่พวกปีศาจเพื่อนำพวกมันกลับมายังโลกอีกครั้ง Uther ได้บอกให้ เจ้าชาย Arthas คลายกังวล โดยกล่าวว่าพวกปีศาจได้ถูกพิชิตลงโดยสิ้นเชิงเมื่อนานมาแล้ว สิ่งที่ Jubei’Thos เชื่อมันเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น หลังจากนั้น Uther และ เจ้าชาย Arthas จึงได้นำคณะ Knight of the Silverhand กลับบ้านที่ Lordaeron  ด้วยความสบายใจ
          แต่ Uther หารู้ไม่ว่า....สิ่งที่เขาเชื่อว่ามันเป็นตำนาน กำลังจะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้านี้

Medivh ท้อใจ
          หลังจากประสบกับความล้มเหลว ในการเตือน King Terenas เรื่องภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง Medivh ผู้ทำนาย ได้มุ่งหน้าสู่ Dalaran เพื่อเตือนหายนะครั้งนี้แก่สภาเวทย์มนตร์ Kirin Tor ณ.Violet Garden แห่งเมือง Dalaran ผู้ทำนาย Medivh ในร่างอีกาดำได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า Archmage Antonidas ผู้นำของสภาเวทย์มนตร์ Kirin Tor และได้กล่าวเตือนถึงภัยพิบัติที่จะเกิดกับ Lordaeron เช่นเดียวกับที่เขาเคยบอกกับ King Terenas
          แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกัน คือ Antonidas ไม่เชื่อคำพูดของ Medivh เลยและได้ไล่เขาให้กลับไป Medivh รู้สึกท้อใจและรู้สึกว่าเขามาเสียเวลาเปล่าที่นี่แท้ๆ ก่อนจะแปลงกลายเป็นอีกา บินหายไปจากที่นั่น

โรคระบาดทางตอนเหนือ
          หลังการจากไปของ Medivh ผู้ทำนาย Antonidas จอมเวทย์ชราก็ได้บอกกับลูกศิษย์สาวที่ได้ล่องหนอยู่ในสวนนั้นให้ปรากฏตัวออกมาได้ Jaina Proundmoore นักเวทย์ผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุดใน Kirin Tor  จึงได้ปรากฏตัวออกมา
          Jaina ได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคลึกลับที่กำลังระบาดอยู่ทางตอนเหนือ และเธอสงสัยว่าโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ Antonidas เองก็ยังคลางแคลงใจในคำตอบ เขาจึงสั่งให้ลูกศิษย์สาวเดินทางไปค้นหาคำตอบนี้ด้วยตนเอง

กิ๊กเก่ามาเยือน
          เวลาต่อมา ที่เทือกเขาAlterac ทางตอนเหนือของ Strahnbrad เล็กน้อย เจ้าชาย Arthas กับผู้กองใต้บังคับบัญชาของเขาได้รอคอยการมาของสหายเก่าอยู่ที่ถนน King Road  เมื่อเห็นว่าเลยเวลานัดหมายมาเกือบชั่วโมงแล้วแต่ คนผู้นั้นก็ยังไม่ปรากฏตัว ผู้กองรู้สึกร้อนใจกลัวว่า นัดครั้งนี้จะเสียเที่ยว  เจ้าชาย Arthas  จึงบอกให้ผู้กองใจเย็นๆและบอกว่าสหายผู้นี้มักมาสายเป็นประจำอยู่แล้ว
          พอเจ้าชายพูดจบ จอมเวทย์สาวก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับมี Ogre 2 ตัววิ่งไล่ตามเธอมาด้วย เมื่อผู้กองเห็นดังนั้นจึงชักดาบออกจากฝัก และกำลังจะวิ่งไปเพื่อช่วยเหลือ แต่ เจ้าชายArthas ก็ปรามเขาไว้ และบอกว่าเธอเอาตัวรอดได้ แล้วก็เป็นอย่างที่เจ้าชายว่า Jaina ได้เสก Water Elemental ขึ้นมาช่วยต่อสู้ และสังหาร Ogre ตัวหนึ่งตายลง  เมื่อเห็นเพื่อนเสียท่า Ogre อีกตัวจึงวิ่งหนีไป

คู่รักได้พบหน้า
          หลังจากแนะนำ Jaina แก่ทหารของเขาแล้ว เจ้าชาย Arthas จึงได้บอกแก่ Jaina ว่ายินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง ซึ่งความจริงแล้ว เจ้าชายหนุ่มกับจอมเวทย์สาวได้เคยคบกันมาก่อน ในฐานะคู่รักที่เหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่งทั้งในด้านฐานะและความสามารถ  แต่ก็ทั้งคู่ก็อกหักกันไปเนื่องจากความห่างเหินกัน ไม่มีการพูดถึงความสัมพันธ์แต่หนหลัง เจ้าชาย Arthas และ Jaina ปรึกษากันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำเพื่อประชาชน และตัดสินใจว่าจะเดินเท้าขึ้นเหนือไปตามถนนเพื่อตรวจหาสาเหตุที่มาของโรคระบาดที่เป็นปริศนานี้
          ระหว่างการเดินทาง คณะของเจ้าชาย Arthas ได้ถูกซุ่มโจมตีโดยนักรบโครงกระดูกที่มีอาวุธเป็นดาบและธนู เจ้าชาย Arthas และ Jaina ได้ต่อสู้กับนักรบ Undead และได้ช่วยเหลือทหารลาดตระเวนที่ได้รับบาดเจ็บ ทหารเหล่านี้จึงรายงานว่า พวกเขาพยายามเต็มที่เพื่อคุ้มกันหมู่บ้านจากพวกนักรบ Undead ที่บุกมาอย่างไม่ขาดสาย เมื่อได้ทราบดังนั้น เจ้าชาย Arthas และคณะจึงได้รีบรุดเข้าสู่หมู่บ้านทันที
          เมื่อคณะคณะของเจ้าชาย Arthas เดินทางมาถึงหมู่บ้าน ก็ได้พบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ถูกทำลายจนย่อยยับไปแล้วและเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความตาย พวกเขาจึงได้ทำการสำรวจและค้นหาผู้รอดชีวิต ผู้กองใต้บังคับบัญชาของเจ้าชาย Arthas ได้พบกับโรงนาที่ถูกทิ้งร้างไว้ จึงได้เข้าไปสำรวจภายในและพบว่ามีเมล็ดข้าวอยู่จำนวนมาก จึงได้กลับมาแจ้งต่อเจ้าชาย

พาหะโรคระบาด
          เมื่อได้ฟังเรื่องจากผู้กองแล้ว เจ้าชาย Arthas เต็มไปด้วยความวิตก เขาถาม Jaina ว่าเป็นไปได้ไหมที่เมล็ดข้าวที่ถูกเก็บไว้ในโรงนาจะเป็นพาหะนำโรคระบาดปริศนานี้ ซึ่ง Jaina ก็หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเมล็ดข้าวเป็นพาหะนำโรคจริง ก็เป็นไปได้ว่าเมล็ดข้าวที่ถูกนำไปยังเมือง Andorhal ทางเหนือขึ้นไปอีก จะทำให้ชาวเมืองติดเชื้อกันเป็นจำนวนมาก
          คณะเดินทางจึงได้เดินทางต่อไป Andorhal อย่างเร่งด่วน และระหว่างทางพวกเขาได้พบกับนักบวชที่มาจาก Quel' Thalas ซึ่งเป็นดินแดนของพวกเอลฟ์ที่เป็นพันธมิตรกับมนุษย์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Lordaeron โดยนักบวชเอลฟ์เหล่านี้ได้มายัง Alterac เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าโรคระบาดให้กับพวกชาวบ้าน เมื่อได้คุยกัน นักบวชจึงได้บอกกับ Arthas และ Jaina ว่าสาเหตุของโรคระบาดอาจจะมาจากโกดังซึ่งตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้ เมื่อทราบ เจ้าชาย Arthas และ Jaina จึงเร่งรุดพาเหล่าทหารไปที่นั่นทันที

พบหมอผี Kel'Thuzad
          เมื่อไปถึงโกดัง เจ้าชาย Arthas ได้พบกับ Necromancer นามว่า Kel'Thuzad และพรรคพวก Acolyte กำลังดำเนินการลับๆอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อพบว่าพวกตนถูกค้นพบ Kel'Thuzad จึงได้จัดการเสกนักรบโครงกระดูกขึ้นมา รวมถึงเรียก Abomination ร่างยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากซากศพนับสิบ (Butcher นั่นเอง) เพื่อขัดขวางคณะของเจ้าชาย Arthas ก่อนที่พวกมันจะพากันหลบหนีไป
          หลังจากจัดการพวก Undead และเผาโกดังจนไม่เหลือซากแล้ว เจ้าชาย Arthas และ Jaina ได้ตัดสินใจที่จะสืบสวนเรื่องราวของหมอผีเหล่านี้ โดยเฉพาะ Kel'Thuzad ที่เป็นผู้ต้องสงสัยในการแพร่กระจายโรคระบาดลึกลับ  ดังนั้น พวกเขาจึงเดินทางติดตามร่องรอยของ Kel'Thuzad ขึ้นเหนือต่อไปยังเมือง Andorhal

แผนการณ์ของ Mal'Ganis
          เจ้าชาย Arthas พร้อมคณะได้เดินทางมาถึงชานเมือง Andorhal  ในอีก 1 วันถัดมา ที่นั่น พวกเขาได้เห็น Acolyte กำลังใช้เวทย์มนตร์สร้างอะไรบางสิ่งอยู่ เจ้าชาย Arthas และ Jaina ได้เข้าไปขัดขวางทันที และวิ่งไล่ทุบ Acolyte เหล่านั้นจนแตกกระเจิงไป ก่อนที่เจ้าชายจะสั่งให้คนงานสร้างที่พักชั่วคราวขึ้นที่นั่น
          ต่อมาเจ้าชาย Arthas และ Jaina ได้พาทหารออกสำรวจ Andorhal  และได้พบกับKel'Thuzad Necromancer ลึกลับที่พวกเขาเคยเจอก่อนหน้านี้โดยบังเอิญ Kel'Thuzad ได้เตือนเจ้าชายให้ถอนตัวออกจากเรื่องนี้เสีย ก่อนที่ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาจะนำความตายไปสู่
เจ้าชาย Arthas ถาม Kel'Thuzad ว่าเป็นฝีมือเขาใช่ไหมที่เป็นคนแพร่กระจายโรคระบาด ซึ่ง Kel'Thuzad ก็พยักหน้า และบอกอีกว่า เขาเป็นผู้นำลัทธิ Cult of the Damned และเป็นผู้จัดการนำเมล็ดข้าวไปตามเมืองต่างๆ
          Kel'Thuzad ยังได้เปิดเผยว่า แท้ที่จริงแล้วเขารับใช้ Mal'Ganis Dreadlord ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกองกำลัง Scourge ใน Lordaeron โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะกวาดล้างมนุษยชาติทั้งหมด และสร้างสวรรค์แห่งความมืดขึ้นมาแทน ซึ่งแผนการนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว และบอกกับ เจ้าชาย Arthas ว่าถ้าอยากพบ Mal'Ganis ก็ให้ไป Stratholme  เมื่อพูดจบแล้ว Kel'Thuzad  ก็ได้หลบหนีไป

Dead is not The End.
          คราวนี้ เจ้าชาย Arthas และ Jaina ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ปล่อยให้ Kel'Thuzad ผู้นำลัทธิรอดไปได้เป็นหนที่สอง พวกเขาจึงได้ติดตาม Kel'Thuzad ไปอย่างกระชั้นชิด การล่าสังหารได้สิ้นสุดลงที่ฐานของพวก Undead ซึ่ง Kel'Thuzad เป็นผู้ควบคุม คณะของเจ้าชาย Arthas ได้เข้าทำลายป้อมปราการของพวก Undead จนพินาศสิ้น
          Kel'Thuzad ได้ถูกเจ้าชาย Arthas ต้อนจนจนมุม ก่อนที่เจ้าชายจะเงื้อ ค้อนศักดิ์สิทธิ์สังหารผู้นำลัทธิ เจ้าชาย Arthas  ถามเขาว่ามีอะไรจะสั่งเสียไหม Kel'Thuzad จึงได้ทิ้งคำพูดสุดท้ายก่อนตายเอาไว้ว่า "เจ้าฉลาดน้อย  ความตายของข้าไม่ได้หมายถึงจุดจบ จงจำไว้ หายนะของอาณาจักแห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเจ้าจะเสียใจกับสิ่งที่ทำกับข้าในวันนี้"  พอ Kel'Thuzad พูดจบ เจ้าชาย Arthas  ก็เหวี่ยงค้อนศักดิ์สิทธิ์ทุบ Kel'Thuzad กระดูกซี่โครงหักแทงปอดเสียชีวิต

The Scourge  เดินทัพ
          ในรุ่งเช้าวันต่อมา เจ้าชาย Arthas และ Jaina ก็เดินทางต่อขึ้นไปทางเหนือ จนถึงหมู่บ้าน Hearthglen ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ คณะเดินทางจึงได้พักผ่อนกันที่นั้น ขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ เจ้าชาย Arthas เหลียวไปมองที่ลานกว้างในหมู่บ้าน และได้เห็นเหล่าทหารกำลังฝึกซ้อมกันอย่างเคร่งเครียด เขาจึงเดินไปสอบถาม และได้ทราบความจริงอันน่าหวั่นวิตกว่ากองทัพ The Scourge จำนวนมหาศาล ได้เข้าโจมตีหมู่บ้านหลายส่วนเมื่อคืนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มสูงว่าบริเวณที่แห่งนี้จะเป็นเป้าหมายถัดไปของพวก Undead
          เมื่อได้ทราบดังนั้น เจ้าชายArthas ตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยวว่าเขาจะอยู่ปกป้องส่วนที่ยังปลอดภัยของหมู่บ้านนี้ และให้ Jaina ไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้ Uther ทราบโดยเร็วที่สุด แม้จะเป็นห่วงเจ้าชาย แต่จอมเวทย์สาวก็ตัดสินใจทำตามคำพูดของเขา และได้ Teleport ไปในทันที

สถานการณ์วิกฤต
          หลังจาก Jaina ไปแล้ว เจ้าชายArthas จึงเดินตรวจตราในหมู่บ้าน และได้สังเกตเห็นลังขนาดใหญ่หลายใบวางอยู่ใกล้กับค่ายพักชั่วคราวของพวกทหาร เจ้าชายรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขาได้ถามทหารบริเวณนั้นว่ามันเป็นลังอะไร ซึ่งทหารคนนั้นก็ได้ตอบเจ้าชายด้วยท่าทางสบายใจว่า มันคือเมล็ดข้าวจาก Andorhal ซึ่งพวกเขาได้นำไปแจกจ่ายชาวบ้านทุกครัวเรือนแล้ว เขายังถามเจ้าชายอีกว่าจะกินสักจานไหมเดี๋ยวเขาจะไปหุงมาให้ พอเจ้าชายArthasได้ยินดังนั้นก็ถึงกับทรุด  เขารีบวิ่งไปกลางหมู่บ้านแล้วประกาศว่าเมล็ดข้าวพวกนี้เป็นสิ่งแพร่กระจายโรคระบาดแก่ชาวเมือง พวกชาวบ้านที่ติดโรคนี้จะไม่ตาย แต่โรคนี้จะเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นซากศพเดินได้
          แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว พอสิ้นเสียงเจ้าชาย Arthas ตะโกนเพียงครู่เดียว ชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับค่ายทหารได้เริ่มกลายเป็นผีดิบและเข้าจู่โจมพวกทหารอย่างบ้าคลั่ง เจ้าชาย Arthas และเหล่าทหารจึงได้ร่วมมือกันกำจัดเหล่า Zombie ชาวบ้านเหล่านั้นจนหมด แต่ทว่าสถานการณ์วิกฤตยังคงดำเนินต่อไป เมื่อกองทัพของ Undead  Scourge นับแสนได้เดินทางมาถึงหน้าค่ายทหารแห่งนี้แล้ว
          เจ้าชาย Arthas ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากนำเหล่าทหารหาญซึ่งมีจำนวนเพียงหยิบมือเข้าต่อสู้เพื่อป้องกันตนเอง กองทัพ Undead ได้บุกเข้าโจมตีอย่างไร้ความปราณีด้วยไพร่พลที่มหาศาล แม้ทหารทุกนายจะต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เหล่าทหารหาญแห่ง Lordaeron ค่อยๆล้มตายลงทีละคน และฟื้นขึ้นเป็นโครงกระดูกเพิ่มจำนวนให้นักรบ Undead ขึ้นไปอีก จนในท้ายที่สุด ก็เหลือแต่เพียง เจ้าชาย Arthas กับ ผู้กองเท่านั้น ซึ่งเจ้าชาย Arthas รู้ดีว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายปราชัย

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #12 on: January 03, 2009, 05:03:23 PM »

By Power of The Light
          กองทัพของ Undead  Scourge ได้เข้าล้อมเขาทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา ในนาทีวิกฤตนั้นเอง เจ้าชาย Arthas ได้สวดขอพรกับตนเองเงียบๆ "แสงสว่างได้โปรดมอบพลังให้แก่ข้าด้วย" Paladin หนุ่มกล่าว ก่อนจะกระโจนเข้าฟาดฟันเหล่า Undead อย่างไม่เกรงกลัว
          ทางด้านผู้กอง เขาทิ้งโล่ที่ถืออยู่ เพื่อหยิบดาบบนพื้นอีกอันมาใช้ เขาเลือกที่จะฆ่านักรบ Undead เพิ่มขึ้นอีกซักตัวดีกว่าการปกป้องตัวเขาเอง โดยทั้ง 2 คนได้สู้กับกองทัพ Undead  ที่มีจำนวนมากมายหลายแสนและดาหน้าเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน เวลาผ่านไปราวๆชั่วโมง เจ้าชาย Arthas ก็อ่อนกำลังลง และผู้กองก็ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะถือดาบ พวกเขาเริ่มทำใจและเตรียมรับชะตากรรม
          แต่แล้วปาฏิหารย์ก็บังเกิด เมื่อกองทัพอัศวินบนหลังม้า ภายใต้การนำของ Uther the Light bringer รวมถึงเหล่าจอมเวทย์ชาวเอลฟ์ พวกพ้องของ Jaina ได้ปรากฏตัวขึ้นทันเวลา “สู้เพื่อองค์ราชา และมาตุภูมิ” หลังกล่าวจบ Uther ก็นำกองทัพอัศวินเข้าปะทะกับพวก Undead ทันที การรบเต็มไปด้วยด้วยความดุเดือด แต่จากความเข้มแข็งของทัพอัศวิน ทำให้กองทัพของ Uther เป็นฝ่ายเอาชนะได้ในที่สุด

ตามล่า Mal'Ganis
          หลังการรบได้จบลง Uther ได้ว่ากล่าวกับลูกศิษย์อย่างโกรธๆด้วยความเป็นห่วงว่า หากเขามาไม่ทันเวลาจะเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าชาย Arthas ก็โม้ว่าถึง Uther  ไม่มาเขาก็จัดการได้ ขออัศวินให้เขาซักกองก็พอ Uther จึงได้ตัดบทขึ้นทันทีและบอกต่อไปว่า สิ่งที่พวกเขาเพิ่งเผชิญไปยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น และทุกๆครั้งที่ทหารของพวกเขาล้มลง พวก Undead ก็จะทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
          เจ้าชาย Arthas จึงเสนอความคิดขึ้นมาว่าให้เล่นงานที่หัวหน้าของกองทัพ Undead ใน Lordaeron ซึ่งก็คือ Mal'Ganis ที่อยู่ที่ Stratholme โดยเขาจะเป็นคนไปฆ่า Mal'Ganis เอง Uther พยายามทัดทานเจ้าชาย Arthas ให้ใจเย็นๆ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า Mal'Ganis มีพลังแค่ไหน และทำอะไรได้บ้าง แต่เจ้าชายตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะไป Stratholme เพื่อฆ่า Mal'Ganis แม้ Uther จะไม่ไปด้วยก็ตาม

เจ้าชาย  Arthas  และ Medivh ผู้ทำนาย
          วันต่อมา บนถนนเส้นทางสู่ Stratholme เจ้าชาย Arthas กำลังเร่งรีบเดินทางไปยังเมืองแห่งนี้โดยลำพัง ระหว่างทางเขาได้พบกับอีกาตัวหนึ่งขวางทางเขาอยู่ ซึ่งเมื่อเจ้าชายมาถึง Medivh จึงได้คืนร่างเป็นผู้ทำนายทันที และบอกแก่เจ้าชายว่าต้องฟังเรื่องสำคัญที่เขาจะพูดต่อจากนี้ แต่เจ้าชายArthas ไม่สนใจและบอกแก่ Medivh ว่าเขาไม่มีเวลาว่างพอมาฟังเรื่องไร้สาระ
          Medivh จึงได้ขวางเจ้าชายเอาไว้และบอกว่าดินแดนแห่งนี้กำลังจะถึงจุดจบแล้ว เงามืดได้ครอบคลุมลงมาทุกที่ และไม่มีสิ่งใดที่เจ้าชายจะสามารถกระทำลงไปเพื่อยับยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ นอกจากวิธีเดียว นั่นคือการพาคนของเขาข้ามทะเลไปยังทิศตะวันตกสู่ Kalimdor
          แต่เจ้าชายArthas กลับบอก Medivh ว่าเขาไม่มีทางทิ้งบ้านเกิดของเขาไปไหน และเขาจะปกป้องคนของเขาให้ปลอดภัยด้วยตัวเขาเอง เมื่อได้ยินดังนั้น Medivh ขี้เกียจที่จะรั้งเจ้าชายไว้ต่อไป เขาจึงได้บอกเจ้าชาย Arthas ว่าเจ้าชายได้เลือกทางของท่านแล้ว และเตือนเจ้าชายอีกว่ายิ่งท่านพยายามต่อสู้ฆ่าฟันศัตรูของท่านมากเท่าไร ประชาชนของท่านกลับจะยิ่งตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของพวกมันเร็วขึ้นเท่านั้น เมื่อพูดจบแล้ว Medivh ก็ได้จากไป
          หลังจาก Medivh ไปแล้ว Jaina ที่พรางตัวอยู่ ได้ปรากฏกายขึ้นข้างๆ เจ้าชาย Arthas และบอกเขาว่าเธอสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลในตัวของชายคนนั้น โดยเธอคิดว่า Medivh อาจจะรู้จริงๆก็ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับดินแดน Lordaeron แต่เจ้าชายก็ไม่สนใจและบอกว่า ถึงแม้ว่า Medivh อาจจะหยั่งรู้อนาคตได้ก็ตามแต่ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาละทิ้งบ้านเกิดของเขาไปได้

การตัดสินใจครั้งใหญ่
          เวลาต่อมา Arthas เดินทางมาถึงบริเวณชานเมือง Stratholme พร้อมกับ Jaina เขาก็ได้พบว่า Uther อาจารย์ของเขาได้มารออยู่ที่นั่นแล้วพร้อมกับกองทัพอัศวิน เจ้าชาย Arthas ได้เล่าเรื่องโรคระบาดลึกลับให้ Uther ฟังโดยอธิบายว่าคนที่ติดเชื้ออาจจะไม่แสดงอาการใดๆออกมา แต่ในเวลาไม่นาน โรคจะเปลี่ยนให้คนที่ติดเชื้อกลายเป็นZombie   
          เจ้าชาย Arthas มองไปที่หมู่บ้านเขาก็พบว่าชาวบ้านในบริเวณนั้นล้วนแต่มีอาการของคนที่ติดเชื้อ ในไม่ช้าพวกเขาจะสิ้นใจและตกเป็นทาสไร้วิญญาณของเหล่าUndead เจ้าชายหลับตาลง และตัดสินใจที่จะฆ่าชาวบ้านเหล่านั้น ก่อนที่จะตกเป็นทาสของพวก Undead Uther แทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง เมื่อได้ยินเจ้าชายพูดอย่างนั้น เขาคิดว่ามันต้องมีทางเลือกที่ดีกว่านี้

ชะตาชีวิตที่พลิกผัน
          เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่ยอมทำตามความคิดเขา เจ้าชาย Arthas จึงสั่ง Uther ในนามของกษัตริย์องค์ต่อไป ให้อาจารย์ปฏิบัติตามคำพูดของเขา เมื่อได้ยินดังนั้นUther เลือดขึ้นหน้าทันที เขาบอกลูกศิษย์ว่า เจ้าชายอาจจะได้เป็นกษัตริย์จริง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ และต่อให้เขาเป็น Uther ก็ไม่อาจรับคำสั่งเช่นนี้ได้
          เจ้าชาย Arthas นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะประกาศกับทหารทั้งมวลที่อยู่ที่นั้นว่า Uther ก่อกบฏ และในฐานะรัชทายาทแห่งองค์กษัตริย์ เขาขอปลด Uther ออกจากการบังคับบัญชากองทหารทั้งหมด รวมถึงเหล่า Knight of the Silverhand ด้วย  Jaina ตกใจมากเมื่อได้ยินเจ้าชายประกาศเช่นนั้น เจ้าชาย Arthas กล่าวต่อเหล่าทหารอีกว่า ถ้าใครพร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องดินแดนแห่งนี้ ให้ตามเขามา ที่เหลือจากนั้น รีบไปให้พ้นสายตาของเขา 
          "เจ้าได้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามเสียแล้ว Arthas" Uther พูดเบาๆ ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเขาคิดอะไรอยู่ ทันทีที่พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกไปจากที่นั้นทันที Jaina ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามหลัง Uther ไป เธอตัดสินใจหันหลังให้กับเจ้าชาย Arthas และหันหลังให้กับบางสิ่งบางอย่างในตัวเขา Paladin หนุ่มร้องเรียก Jaina เขาไม่อยากเชื่อว่าจอมเวทย์สาวจะตัดสินใจแบบนั้น และแล้ว Jaina ก็จากไป...โดยที่จอมเวทย์สาวไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากนี้ เจ้าชายArthas ที่เธอเคยรู้จัก และเป็นคนเดียวกับชายหนุ่มผู้กล้าหาญที่เธอเคยหลงรัก จะจากเธอไปตลอดกาล...

Prince Arthas VS Dreadlord Mal'Ganis
           หลังจาก Jaina ไปแล้ว เจ้าชายArthas ได้รวบรวมกำลังพลที่เหลืออยู่ และเดินทัพต่อเข้าไปใน Stratholme  แต่ยังไม่ทันเข้าไปในตัวเมืองดี ก็มีเสียงอันเยือกเย็นลอยมาตามสายลม “หวัดดีๆ มาช้าจังเลยนะเจ้าชาย ข้ามีนามว่า Mal'Ganis”  Mal'Ganis กล่าว"เจ้าเห็นแล้วสินะว่า ประชาชนของเจ้าได้ตกเป็นของข้าแล้ว" Dreadlord บอก "ทีละบ้าน ทีละบ้าน พวกชาวบ้านฉลาดน้อยพวกนี้ จะไม่มีวันได้ตื่นขึ้นมาเห็นแสงตะวันอีก ก๊าก กั๊กๆๆ (หัวเราะแบบโรคจิต)”
          "อย่าหวังไปเลย เจ้าบ้า Mal'Ganis!" เจ้าชายตะโกน ในใจเขามีแต่ความโกรธแค้นผู้ซึ่งทำลายดินแดนที่เขารักและเปลี่ยนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ให้กลายเป็นผีดิบ ซึ่งเจ้าชาย Arthas ยอมฆ่าชาวบ้านด้วยมือของเขาเองดีกว่า ที่จะให้พวกชาวบ้านตกเป็นทาสของ Mal'Ganis และแล้วการต่อสู้ของทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้น Mal'Ganis พร้อมด้วยลูกสมุน Undead ได้ไล่ทำลายบ้านของชาวเมืองทีละหลัง และนำคนที่กลายเป็นผีดิบเหล่านั้นมาเข้าร่วมกับมันในขณะเดียวกัน Arthas พร้อมด้วยกองทหารก็จัดการสังหารชาวเมืองที่ติดเชื้อไปตามบ้านแต่ละหลัง ด้วยความหวังที่ว่า พวกเขาจะทำได้เร็วกว่า Mal'Ganis เพราะยิ่ง Mal'Ganis ไปพบชาวเมืองมากเท่าไร ก็เท่ากับว่าศัตรูของพวกเขาทวีจำนวนขึ้นมากเท่านั้น
   
การต่อสู้ที่ยังไม่จบ
          ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ชาวเมืองติดเชื้อที่น่าสงสารทุกคนก็ถูกสังหารไปจนหมดสิ้น และเจ้าชาย Arthas ก็ได้เผชิญหน้ากับ Mal'Ganis ในที่สุด ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เจ้าชายท้า Dreadlord ให้มา 1- 1 กับเขา แต่ Mal'Ganis บอกแก่เจ้าชาย Arthas ว่า ทุกอย่างมันยังไม่จบลงที่นี่ และการเดินทางของ Arthas เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
          "จงรวบรวมกำลังพลทั้งหมดของเจ้าและมาพบข้าที่ Northend  ที่นั่น เราจะได้สะสางทุกสิ่งทุกอย่างกัน และ โชคชะตาที่แท้จริงของเจ้าจะถูกเปิดเผยออกมา มาให้ได้นะถ้าเจ้าแน่จริง ก๊าก กั๊กๆๆๆ"  Mal'Ganis กล่าว ก่อนจะหายตัวไป ทิ้งให้เจ้าชาย Arthas ยืนถ่าย MV ท่ามกลางสายฝนและลมกรรโชกแรงเพียงลำพัง “ข้าจะตามล่าเจ้าไปจนสุดขอบโลก” เจ้าชาย Arthas ชูค้อนขึ้นฟ้า ก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียง "ได้ยินไหม Mal'Ganis ข้าจะตามล่าเจ้าไปจนสุดขอบโลกกกกกกกก!!!"

ร่องรอยแห่งความหายนะ
          เมือง Stratholme ที่แทบไม่เหลือเค้าโครงของเมืองที่เคยสวยงาม แทบทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ท่ามกลางบ้านเรือนที่พังพินาศ เปลวไฟที่ยังคงลุกไหม้ และซากศพมากมายนับไม่ถ้วน จอมเวทย์สาว Jaina ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เธอไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นฝีมือของ เจ้าชาย Arthas ขณะที่เธอกำลังมองซากเมืองด้วยความสลด Jaina ก็เหลียวไปเห็น Uther ที่ก้าวเข้ามาหาเธอ Uther บอกว่าเขาคิดว่าน่าจะพบหญิงสาวได้ที่นี่ และเขาก็คิดไม่ผิด
          Uther ถาม Jaina ว่าพอจะทราบไหมว่า เจ้าชาย Arthas จะเดินทางไปไหนต่อ  เธอจึงได้บอก Uther ไปว่าเจ้าชายไป Northend เพื่อตามล่า Mal'Ganis ซึ่งเธอเกรงว่ามันอาจจะเป็นกับดัก เมื่อได้ทราบดังนั้น Uther ถึงกับกุมขมับและบอกกับจอมเวทย์สาวว่า เขาต้องรีบนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้ราชา Terenas ทราบโดยเร็วที่สุด

สานต่อภารกิจ
         เมื่อ Uther จากไป Medivh ก็ได้ปรากฏกายขึ้นต่อหน้า Jaina เขากล่าวแก่นักเวทย์สาวว่า ความตายและหายนะในดินแดน Lordaeron เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น และเจ้าชาย Arthas ช่างฉลาดน้อยนัก ความต้องการจะเป็นที่ยกย่องนั่นเองที่จะนำเขาไปสู่ความพินาศ มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะรอเขาอยู่ที่Northend 
         Jaina รู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของผู้ทำนายยิ่งนัก  Medivh จึงได้บอกแก่เธอว่า จอมเวทย์สาวต้องทำในสิ่งที่เจ้าชาย Arthas ไม่ได้ทำ นั้นคือ นำประชาชนของเธอ ข้ามทะเลไปสู่ดินแดนอันเก่าแก่ที่เรียกว่า Kalimdor...มีเพียงที่นั่นเท่านั้นที่มนุษยชาติ จะสามารถต่อสู้กับความมืด และป้องกันโลกมิให้ตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งนรกได้สำเร็จ
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #13 on: January 03, 2009, 05:06:21 PM »

เส้นทางสู่ Northend
         เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน บนชายฝั่งน้ำแข็งที่อ่าว Daggercap บรรดาคนงานและทหารของเจ้าชาย Arthas ต่างพากันลำเลียงสัมภาระต่างๆลงจากเรือ ระหว่างนั้นเอง ผู้กองใต้บังคับบัญชาของเจ้าชายได้บอกแก่เจ้าชายว่า  Northend เป็นดินแดนที่ไร้แสงสว่าง และแทบจะไม่มีแสงอาทิตย์ให้เห็นเลย แถมลมหนาวก็เสียดแทงไปถึงกระดูกเลยทีเดียว แต่ เจ้าชาย Arthas ไม่ย่อท้อที่จะไปต่อ เขาเตรียมความพร้อมของเรือที่จะเดินทาง
         หลังจากทุกอย่างพร้อม เจ้าชาย Arthas ได้นำพลลาดตระเวนออกเดินทางเพื่อสำรวจบริเวณและค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับสร้างที่พัก ในไม่ช้าพวกเขาก็พบ ลานกว้างที่มีเหมืองทองอยู่ใกล้ๆ ทว่าทันทีที่พวกเขาย่างเท้าเข้าไปในบริเวณนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้น พวกเขาถูกซุ่มโจมตี ยังไม่ทันที่เหล่าทหารจะได้ทันหาที่กำบัง เหล่าคนแคระพลปืนทั้งหลายก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมทั้งคนแคระลักษณะท่าทางเป็นหัวหน้าคนหนึ่งในชุดเกราะสีเงิน

Muradin Bronzebeard สหายรัก
         หัวหน้าคนแคระในชุดเกราะสีเงิน เมื่อเห็นคณะเดินทางของ เจ้าชาย Arthas เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พวก Undead  เขาจึงได้กล่าวขอโทษ และถามว่าเจ็บไหม "Muradin...Muradin Bronzeberad นั่นท่านใช่ไหม?"เจ้าชาย Arthas กล่าวขึ้นอย่างไม่แน่ใจ "โอ้ Arthas  เจ้าหนุ่มสหายรักของข้า” Muradin กล่าวด้วยความยินดี
         เมื่อหลายปีมาแล้ว ระหว่างที่ Muradin ยังคงอยู่ใน Lordaeron คนแคระผู้กล้าหาญได้สอนวิชาการต่อสู้หลายสิ่งหลายอย่างให้แก่เจ้าชายหนุ่มที่ยังเยาว์วัย อีกทั้ง Muradin ยังเคยชวน เจ้าชาย Arthas ไปจีบสาวใน Dalaran  ด้วยกันอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุนี้ Arthas จึงนับถือ Muradin ว่าเป็นอาจารย์คนหนึ่งและเพื่อนซี้ของเขา
         Muradin ยินดียิ่งนักที่ได้เจอเจ้าชาย Arthas อีกครั้ง เขาดีใจยิ่งที่เจ้าชายมาช่วยเขาจากการโจมตีของพวก Undead แต่เจ้าชาย Arthas บอกว่าเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า Muradin อยู่ที่นี่ แต่เขาเต็มใจที่จะช่วยสหายรักของเขาอยู่แล้ว Muradin บอกเจ้าชายว่า เขาพลัดหลงกับพรรคพวก หลังจากการโจมตีของกองทัพ Undead และขอให้เจ้าชายช่วยเขาตามหาพรรคพวก ซึ่งเจ้าชาย Arthas ก็ตกลง
         เมื่อตั้งค่ายพักเสร็จเรียบร้อย และรวบรวมกำลังทหารพร้อมสรรพแล้ว เจ้าชาย Arthas พร้อมทั้ง Muradin และพลปืนของเขาได้รีบเร่งรุดไปช่วยเหลือพวกคนแคระที่ถูกล้อมจากพวก Undead หลังจากการต่อสู้อันดุเดือด พวก Undead ก็ได้ล่าถอยไป ทำให้ Muradin ได้พบกับพรรคพวกอีกครั้ง

สนทนาประสามิตร
        หลังการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เจ้าชาย Arthas กับ Muradin จึงได้มีเวลามาสนทนาไถ่ถามกันถึงความเป็นไปของแต่ละฝ่าย และได้เล่าเรื่องของตนให้อีกฝ่ายฟัง  เจ้าชายถาม Muradin ว่ามาทำอะไรอยู่ที่นี่ สาวๆก็ไม่มีซะหน่อย
        หัวหน้าคนแคระจึงบอกว่า ไม่ไกลจากที่นี่นัก มี Gateway ที่จะนำไปสู่ดาบโบราณนามว่า Frostmorne ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาในฐานะผู้อุทิศตนให้แก่โบราณคดีตั้งใจจะมาค้นหา แต่ทว่ามีสิ่งที่น่าประหลาดใจ เมื่อพวกเขายิ่งเข้าใกล้ Gateway นั่นเท่าไร พวก Undead ก็จะปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่คุยกัน ผู้กองก็ได้วิ่งมาหาเจ้าชาย Arthas ก่อนจะรายงานว่า เขาไม่พบร่องรอยของ Mal'Ganis เลย เจ้าชายจึงบอกผู้กองว่าไม่เป็นไรยังไงมันก็หนีเขาไม่พ้น
 
ทูตจาก Lordaeron
        ในเช้าวันต่อมา บริเวณค่ายพักชั่วคราวของเจ้าชาย Arthas เรือเหาะของพวก Goblin ลำหนึ่งได้ลงจอดที่นั่น ผู้ที่ก้าวลงจากเรือเหาะลำนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นทูตของราชา Terenas พร้อมด้วยทหารอารักขา ทันทีที่มาถึงค่ายพัก ทูตจึงถามหาเจ้าชาย Arthas ผู้กองจึงบอกว่า เจ้าชายได้ออกไปลาดตะเวนและยังไม่กลับมา และถามท่านทูตว่ามาทำอะไรที่นี่
        ทูตจาก Lordaeron จึงได้ประกาศว่า ด้วยประกาศิตแห่งองค์กษัตริย์ ทหารทุกคนในที่นี้ต้องกลับสู่ Lordaeron โดยเร็วที่สุด โดย ลอร์ด Uther เป็นผู้เสนอองค์กษัตริย์เกี่ยวกับคำสั่งนี้ และได้บอกผู้กองว่าถนนจากที่นี่ไปสู่ชายฝั่งเต็มไปด้วยพวก Undead ให้พวกผู้กองหาหนทางอื่นเพื่อกลับไปยังเรือของพวกเขา เมื่อทูตไปแล้ว ผู้กองจึงได้เกณฑ์กำลังโค่นต้นไม้ในป่าเพื่อที่จะไปยังเรือ
        เมื่อ Arthas กลับมาจากการสำรวจพร้อมกับ Muradin เขาจึงถามผู้กองด้วยความประหลาดใจว่าทำไมทหารยามจึงไม่ประจำอยู่บนป้อม  ผู้กองจึงบอกว่า ราชา Terenas ได้มีคำสั่งตามคำขอของลอร์ด Uther ให้ทหารทุกคนในที่นี้กลับสู่ Lordaeron ทันที และเขาได้กระจายข่าวสู่ค่ายอื่นๆแล้ว เมื่อทราบดังนั้น เจ้าชายArthas รู้สึกโกรธเคือง เมื่อรู้ว่าอาจารย์ของเขาเป็นผู้จัดการให้มีคำสั่งนี้ และถ้าปราศจากกองทัพทหาร เขาจะไม่มีทางจัดการ Mal'Ganis ได้สำเร็จ เจ้าชายตัดสินใจเผาเรื่อทั้งหมดก่อนที่ทหารของเขาจากค่ายหลักจะไปถึง! Muradin ได้ทัดทานความคิดของ Paladin หนุ่ม แต่เจ้าชาย Arthas ยืนยันคำเดิมว่าจะไม่มีใครได้กลับบ้านทั้งนั้นจนกว่าภารกิจของเขาในดินแดนแห่งนี้จะเสร็จสิ้น!

สูญสิ้นศรัทธา
        โดยไม่รอช้าเจ้าชาย Arthas พร้อมทั้ง Muradin ได้เกณฑ์ทหารทั้งหมดซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในค่ายพักชั่วคราว ออกเดินทางเพื่อจัดการกับเรือซึ่งมีทั้งหมด 5 ลำทีจอดกระจายกันออกไปตามชายฝั่ง แต่พวกเขาก็พบอุปสรรคอันใหญ่หลวงตามคำเตือนที่ทูตบอกไว้ พวก Undead ได้กระจายกันอยู่ตามถนนเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่พวกเขาจะฝ่าไปได้ มีแต่การเดินทางไปตามถนนเท่านั้นที่พวกเขาจะไปถึงเรือได้ก่อนทหารของอีกค่าย
        ระหว่างทาง Muradin สังเกตเห็นค่ายเล็กๆของทหารรับจ้างชาว Ice Troll และ Ogre ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเงามืด เขาจึงบอกเจ้าชายว่า ทหารรับจ้างที่เป็นสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองเหล่านี้พร้อมจะช่วยต่อสู้ขอเพียงแค่มีเงินจ่ายค่าขนมให้พวกเขา โดยไม่รอช้า เจ้าชาย Arthas ถอดเกราะของทหารของเขา ให้พวก Troll และ Ogre โดยโกหกว่าทำจากเงินแท้  พวก Troll และ Ogre จึงได้เข้าร่วมรบกับเจ้าชาย Arthas และจากความช่วยเหลือของทหารรับจ้างพวกนี้เอง ทำให้เจ้าชาย Arthas สามารถตีฝ่าพวก Undead ตามรายทางไปจนถึงเรือได้สำเร็จ เรือถูกเผาทำลายไปทีละลำ...ทีละลำ ตามคำสั่งของเจ้าชายผู้มุ่งมั่นในการแก้แค้น ท้ายที่สุด เรือทั้ง 5 ลำก็ถูกเผาพินาศสิ้น

แพะรับบาป
        ทันทีที่เรือลำสุดท้ายจมลง ทหารจากค่ายหลักของ เจ้าชายArthas ก็มาถึง พวกเขาทุกคนรู้สึกตกใจที่เรือของพวกเขาถูกเผาจนไม่เหลือแล้วแม้แต่ลำเดียว เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บรรดาทหารพากันสงสัย อย่างแนบเนียน เจ้าชาย Arthas ชี้มือไปทางทหารรับจ้างที่เหลือรอดมาไม่กี่คน ซึ่งนั่งพักเหนื่อยอยู่ห่างออกไป  "เร็วเข้า ทหาร เจ้าปีศาจพวกนั้นเองที่เผาเรือของเรา และทำให้พวกเราไม่ได้กลับบ้าน รีบจัดการมันโดยเร็วที่สุด ในนามแห่ง Lordaeron!” เจ้าชายกล่าว เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าทหารจึงได้กรูกันเข้าตื้บกลุ่มทหารรับจ้างทันที ทหารรับจ้างชาว Ice Troll และ Ogre ผู้น่าสงสารซึ่งไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น พวกเขาจำต้องต่อสู้อย่างสุนัขจนตรอกกับทหารจำนวนมากที่โกรธแค้น ในที่สุด ทหารรับจ้างที่ทำให้ภารกิจของเจ้าชายสำเร็จ ก็ถูกรุมประชาทัณฑ์ตายไปจนหมดสิ้น
        เหล่าทหารต่างพากันสิ้นหวังที่ไร้พาหนะที่จะกลับบ้านแล้ว พวกเขาถามเจ้าชาย Arthas ว่าจะทำอย่างไรต่อไป"ทุกคนจงฟังข้า" เจ้าชาย Arthas พูดกับเหล่าทหารด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ตอนนี้ไม่มีทางกลับบ้านได้อีกแล้ว ดังนั้น เราต้องสู้ในดินแดนแห่งนี้ เราจะอยู่และตายร่วมกัน เพื่อจัดการกับ Mal'Ganis นำชัยชนะไปสู่ Lordaeron!!"

Mal'Ganis ทักทาย
        ในเช้าวันต่อมา ณ ค่ายพักหลักของเจ้าชาย  Muradin ได้พูดคุยกับเจ้าชาย Arthas ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา Muradin ไม่เข้าใจกับการกระทำของเจ้าชาย ที่โกหกทหารของเขาและหักหลังทหารรับจ้างที่สู้เพื่อเขาด้วยชีวิต เขาถามเจ้าชายว่า การแก้แค้นมันสำคัญสำหรับ Paladin หนุ่มถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เจ้าชาย Arthas จึงแก้ตัวว่า Muradin ไม่ได้เห็นสิ่งที่ Mal'Ganis ทำกับบ้านเกิดของเขาย่อมไม่เข้าใจ
        แต่ทว่ายังไม่ทันสนทนากันต่อไป เสียงอันเยือกเย็นของ Mal'Ganis ก็ดังขึ้นมา "ท่าน Dark Lord บอกข้าว่าเจ้าต้องมา Northend แห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่การเดินทางของเจ้าสิ้นสุดลง มีแต่ความตายเท่านั้นที่จะร้องเพลงขับขานถึงหายนะของเจ้า ก๊าก กั๊กๆๆๆๆ" และแล้วกองกำลังของ Undead ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนก็เข้าโจมตีค่ายโดยฉับพลัน ทหารทุกนายต่างเข้าต่อสู้กับศัตรูอย่างดุเดือดโดยมีชีวิตตนเองเป็นเดิมพัน

ความหวังสุดท้าย
        Muradin บอกว่าเจ้าชายว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแล้วพวกเขากำลังถูกล้อมจากทุกทิศทาง เจ้าชาย Arthas  นิ่งไปสักครู่ แล้วเขาก็นึกถึงดาบโบราณ Frostmourne ขึ้นมาได้ Paladin หนุ่มบอกให้ Muradin พาเขาไปที่ Gateway เพื่อไปเอาดาบ Frostmourne ความหวังสุดท้ายที่จะชนะกองทัพ Undead ได้ Muradin รู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง แต่เขาก็ทำตามคำขอของเจ้าชาย Arthas
        หลังจากมอบหมายหน้าที่ในการคุ้มกันค่ายให้ผู้กองและรวบรวมทหารที่ดีที่สุดเพียงไม่กี่คน เจ้าชาย Arthas และ Muradin ก็ได้เดินทางผ่าน Gateway ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากค่ายนัก หลังจากข้ามผ่าน Gateway เข้ามาแล้ว คณะของเจ้าชาย Arthas พบว่าพวกเขาถูกโอบล้อมด้วยหุบผาสูงชัน มีเพียงทางเดินแคบๆไร้แสงสว่างที่เต็มไปด้วยหิมะทอดยาวไปข้างหน้า ดูเหมือนว่าไม่มีทางออกนอกจาก Gateway ที่พวกเขาผ่านเข้ามา การค้นหาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

คำเตือนของผู้พิทักษ์
        ระหว่างทาง เจ้าชาย Arthas และ Muradin ได้นำเหล่าทหารหาญต่อสู้กับปีศาจทั้งหลาย ที่รอคอยการมาของเหยื่อ แม้ทหารจะล้มตายลงทีละคนๆ แต่พวกเขาก็รู้ว่าไม่มีทางอื่นนอกจากต้องเดินหน้าเพียงอย่างเดียว ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงสุสานอันเก่าแก่ สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ที่นั่นก็คือผู้พิทักษ์ร่างสูงตระหง่าน ซึ่งเบื้องหลังเขาคือประตูโบราณที่จะนำไปสู่ Frostmourne สิ่งที่พวกเขาค้นหา
        ผู้พิทักษ์บอกให้ เจ้าชาย Arthas กลับไปเสีย เพราะมีเพียงเงามืดและความตายเท่านั้นที่รอพวกเขาอยู่ ณ ที่นี้ แต่ Paladin หนุ่มหาได้สนใจคำพูดของผู้พิทักษ์ไม่ ซึ่งผู้พิทักษ์พยายามเตือนเจ้าชายหลายครั้งให้เชื่อเขาเถิด แต่ก็ไม่ได้ผล เจ้าชาย Arthas ไม่คำนึงถึงอะไรอีกแล้ว เขาหวังที่จะได้พลังมหาศาลมาปกป้องประชาชนของเขาเท่านั้น
        แล้วการต่อสู้ก็เกิดขึ้น มันกินเวลาไม่นานนัก แต่ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมาย นั่นก็คือชีวิตของทหารทั้งหมดที่ร่วมเดินทางมาด้วย ในที่สุด ผู้พิทักษ์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ Arthas และ Muradin ต่างจ้องดูการค่อยๆสลายไปของมัน สิ่งสุดท้ายที่ผู้พิทักษ์ทิ้งไว้ก็คือคำพูดสั้นๆ

"จงไปซะ...ก่อนที่...มันจะสายเกินไป"
"ทำไมยังพยายามจะปกป้องดาบอยู่ได้" Arthas ว่า
"ผิดแล้ว...ข้าพยายามปกป้องเจ้า...จากมัน...แค่เท่านั้น"

พอพูดจบ ร่างผู้พิทักษ์ก็สลายไป และแล้ว Arthas และ Muradin ก็ก้าวผ่านประตูโบราณเข้าไปยัง Frostmourne

Frostmourne Hunger
        เบื้องหน้าพวกเขาบนศิลาเก่าแก่ คือดาบโบราณที่ถูกผนึกอยู่ในก้อนน้ำแข็งและกำลังส่องประกายดูแล้วทรงพลังยิ่งนัก เจ้าชาย Arthas บอกกับ Muradin ว่านั่นเองความหวังสุดท้ายFrostmourne ดาบที่จะช่วยให้พวกเขาทุกคนพ้นจากอันตราย แต่ทว่าก่อนที่ Paladin หนุ่มจะเอื้อมมือไปแตะมัน Muradin ก็ได้ห้ามเขาเอาไว้
        Muradin สังเกตเห็น คำจารึกอยู่บนศิลา  เขาจึงอ่านถ้อยคำที่จารึกไว้เป็นคำพูด "ผู้ใดก็ตามที่ชักดาบนั่นออกมาจะได้รับพลังอันไร้ที่สิ้นสุด แต่ทุกครั้งที่ผู้ใช้ฟาดฟันมันผ่านเลือดเนื้อของศัตรู ดาบก็จะสร้างรอยแผลไว้ที่วิญญาณของผู้ใช้เช่นเดียวกัน” เมื่ออ่านจบ Muradin ก็ทราบโดยทันทีว่า
ดาบเล่มนี้ต้องคำสาป! เขาบอกให้ เจ้าชาย Arthas เลิกยุ่งกับมันเสีย และหาหนทางกลับบ้านดีกว่า
        แต่เจ้าชาย Arthas กลับบอก Muradin ว่า เขายินดีรับคำสาปใดๆก็ตาม ขอเพียงเขาสามารถช่วยบ้านเกิดของเขาได้เท่านั้น เจ้าชายค่อยๆก้าวไปยัง Frostmourne สังหรณ์ร้ายเข้าเกาะกุมจิตใจของ Muradin เขารีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว "อย่าแตะต้องมัน จงปล่อยมันไว้แล้วพาคนของเจ้ากลับบ้านเสียเถิด"  Arthas ระเบิดอารมณ์ออกมาทันทีและบอกว่าไม่มีใครสามารถห้ามเขาจากการแก้แค้นนี้ได้ แม้แต่ Muradin ก็ตาม  เจ้าชายกล่าวต่อไป "ณ บัดนี้ ข้าขอเอ่ยกับดวงวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ที่นี่ ข้า Arthas ยอมแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามี ขอเพียงเพื่อให้ข้าช่วยเหลือประชาชนของข้าได้เท่านั้น!" ทันทีที่มือของ Arthas สัมผัสกับดาบ น้ำแข็งที่ห่อหุ้มมันอยู่ก็แตกกระจายออก มือของ Arthas กุมกระชับดาบ Frostmorne ราวกับว่าวิญญาณของเขากับดาบได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...พร้อมๆกับที่ Muradin Bronzebeard ได้ล้มลงกับพื้นและสิ้นชีวิต สิ่งแรกที่ Frostmourne เรียกให้ Arthas จ่ายเพื่อแลกกับพลังอันมหาศาลของมัน ก็คือวิญญาณของคนแคระผู้กล้าหาญ เจ้าชาย Arthasไม่มีทางรู้เลยว่า สิ่งต่อไปที่ Frostmourne จะเรียกร้อง ก็คือวิญญาณของเขาเอง

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #14 on: January 03, 2009, 05:06:52 PM »

The Revenge
        ที่ Gateway ทันทีที่ Arthas ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับดาบ Frostmourne ผู้กองก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานสถานการณ์อย่างเร่งรีบว่าพวกเขาจะยันไว้ไม่อยู่แล้ว และเมื่อเหลียวมองรอบๆไม่เห็นMuradin  ผู้กองจึงถามหาเขา "เขาตายแล้ว" Arthas ตอบสั้นๆ "แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอก ศัตรูไม่มีทางต้านทานพลังอำนาจของ Frostmourne ได้เป็นอันขาด" เป็นจริงดังคำพูดของ Paladin หนุ่ม ด้วยพลังอันมหาศาลของดาบ Frostmourne พวก Undead ภายใต้บังคับบัญชาของ Mal'Ganis ก็ถูกตีแตกกระเจิงและพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ทหารทั้งหมดที่เหลือของเจ้าชายArthas ได้รวบรวมกำลังกันและได้บุกทำลายค่ายของพวก Undead จนราบคาบ
        ในที่สุด หลังจากแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เจ้าชายArthas ก็ได้เผชิญหน้ากับ Mal'Ganis เป็นครั้งสุดท้าย "ในที่สุด เจ้าก็ได้ครอบครอง Frostmourne โดยแลกกับชีวิตของสหายเจ้า ก๊าก กั๊กๆๆๆๆ " Dreadlord กล่าว "เป็นอย่างที่ท่านDark lord กล่าวเอาไว้จริงๆ ข้ายอมรับว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิด"  เจ้าชายซึ่งตอนนี้เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว นอกเสียงจากเสียงของ Frostmourne เท่านั้น“เวลาแห่งการแก้แค้นมาถึงแล้ว” เจ้าชายกล่าวก่อนเหวี่ยง Frostmourne ฟาดฟันลงไปบนร่างของ Mal'Ganis ส่งเขาไปสู่ความมืดชั่วนิรันดร์ "ในที่สุด...มันก็สิ้นสุดลง 555 "
        หลังการแก้แค้นต่อ Mal'Ganis เจ้าชายArthas ก็ได้เร่ร่อนไปโดยลำพังอย่างไร้จุดหมาย ท่ามกลางดินแดนกว้างใหญ่อันหนาวเหน็บของ Northend  เขาทนทุกข์ทรมานจนแทบจะบ้าคลั่งกับเสียงของ Frostmourne จนในที่สุด เจ้าชาย Arthas ก็สูญสิ้นสติสัมปชัญญะสุดท้ายของความเป็นมนุษย์ไป อยู่ๆเขาก็คิดถึง Lordaeron ขึ้นมาจับใจ คิดถึงเสด็จพ่อผู้เป็นที่รัก ป๊ะป๊า หนูจะกลับไปหาแล้วนะ

Arthas Betrayal
        ณ เมืองหลวงแห่ง Lordaeron ซึ่งยังคงปลอดภัยจาก Undead ได้มีการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ หลังการกลับมาของวีรบุรุษผู้พิชิตศึกครั้งสำคัญและสังหาร Mal'Ganis หัวหน้าเหล่า Undead ณ สมรภูมิที่ Northend  บนพรมสีแดงที่ทอดยาวไปสู่พระราชวังของกษัตริย์ Terenas ชายร่างสูงคนหนึ่งในชุดเกราะและผ้าคลุมศีรษะได้เดินไปตามพรมนั่น...ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่ชาวเมืองโปรยลงมาจนทำให้พื้นเต็มไปด้วยสีแดงสด กลีบดอกไม้กลีบหนึ่งปลิวผ่านหน้าของชายหนุ่ม เขาคว้ามันไว้แล้วพิจารณามันครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้มันร่วงลงสู่พื้นดิน เมื่อถึงประตูท้องพระโรง ชายผู้นั้นได้ผลักประตูเปิดออกอย่างแรง ก่อนจะชักดาบปักที่พื้นและคุกเข่าลงเพื่อแสดงการคารวะต่อกษัตริย์ Terenas ผู้ชราที่ประทับอยู่บนบัลลังก์
        "อา ยินดีเหลือเกินที่เจ้ากลับมาอีกครั้ง Arthas" ราชาตรัส พร้อมกับมองบุตรชายที่ยังคงก้มหน้านิ่ง  "ตอนนี้ชัยชนะเป็นของเราแล้ว...เจ้าไม่จำต้องเสียสละตนเองอีกต่อไป" ราชาตรัสต่อไปช้าๆอย่างอ่อนโยน "ข้าจะดูแลทุกสิ่งทุกอย่างเอง"  ทันที่ที่พระองค์ตรัสขาดคำ Arthas ได้ถอดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นสีหน้าอันโรคจิต เจ้าชายลุกขึ้นยืนก่อนจะสาวเท้าก้าวไปยังบัลลังก์ "ทำไรอะ....ลูกชาย” กษัตริย์ Terenas ตรัสถามด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่เจ้าชายเงื้อ Frostmourne ขึ้น "สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ไง....ป๊ะป๋า" Arthas กล่าวอย่างเยีอกเย็น ก่อนจะเสียบ Frostmourne ลงไป

นานแล้วที่ป๊ะป๋าต้องเสียสละตนเพื่อประชาชน
นานแล้วที่ป๊ะป๋าต้องทนรับน้ำหนักของมงกุฎ
หนู .....จะดูแลทุกสิ่งให้เอง

The Tragedy will come.
          หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Terenas ภายใต้การบัญชาแห่ง Lich King โรคระบาดมรณะก็ได้แพร่กระจายสู่เมืองหลวงแห่ง Lordaeron ชาวเมืองต่างพากันช็อคและท้อแท้ใจจากการสูญเสียกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก กองกำลังป้องกันแห่งอาณาจักรต่างเสียขวัญและถูกตีแตกพ่ายกันไปคนละทิศคนละทางจากฝีมือของเหล่านักรบ Undead ผู้หิวกระหาย ในตอนนี้ Lordaeron เหลือเพียงเงาของความยิ่งใหญ่ในอดีต พร้อมกับที่เจ้าชาย Arthas ได้หายตัวไป...
          ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง...ไม่ไกลจากเมืองหลวงเท่าใดนัก Arthas ปรากฏตัวขึ้นที่นั้น ตอนนี้เจ้าชายหนุ่มผู้เคยหล่อเหลากลับเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ผมสีทองได้กลายเป็นสีขาวโพลนราวกับว่าความหนาวเย็นของของ Northend ได้เปลี่ยนแปลงมัน ที่ยิ่งกว่านั้นคือใบหน้าของ Arthas ได้แก่ลงไปอย่างเห็นได้ชัดและเต็มไปด้วยริ้วรอยที่หมู่บ้านแห่งนั้นเขาได้เห็น Dreadlord ตัวหนึ่งยืนรอเขาอยู่  Arthas คิดว่ามันคือ Mal'Ganis ที่ยังไม่ตาย เขาปรี่เข้าไปจะฆ่าทันที Dreadlord ตนนั้นบอกให้เจ้าชายใจเย็นๆ และบอกว่า เขาคือ Tichondrius ผู้เป็น Dreadlord เช่นเดียวกับ Mal'Ganis และเขามิใช่ศัตรูของเจ้าชาย อันที่จริง เขามาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีที่เจ้าชายสังหารบิดาของตัวเองและหยิบยื่นดินแดนแห่งนี้ให้แก่ Scourge

ฟื้นฟูลัทธิ Cult of the Damned
          Tichondrius กล่าวว่าตอนนี้ Arthas ผ่านบททดสอบแรกแล้ว โดย Lich King พอใจในตัวเขามาก  Arthas จึงตอบว่า เขาทำลายทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยรัก โดยปราศจากความเสียใจ ความละอาย หรือแม้แต่ความเวทนา  "ดาบที่เจ้าครอบครองอยู่นั้น ถูกตีขึ้นโดยท่าน Lich King พลังที่แท้จริงของมันคือการขโมยวิญญาณของผู้ใช้...ซึ่งมีเจ้าเป็นคนแรก" Tichondrius กล่าว
          "ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีวิญญาณ" ชายหนุ่มผู้ก้าวสู่ด้านมืดพูด เขาจึงถาม Dreadlord ถึงจุดมุ่งหมายของ Lich King  Tichondrius จึงได้บอกให้ Arthas ฟื้นฟู ลัทธิ Cult of the Damned  ขึ้นมาใหม่  Dreadlord อธิบายว่า หลังถูกกวาดล้าง เหล่าสาวกได้ปลอมตัวเป็นชาวบ้านและหลบซ่อนอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ รวมทั้งที่นี่ หน้าที่แรกของเจ้าชาย คือนำพวกเขาออกมาจากหมู่บ้านอย่างปลอดภัย และแล้ว ภารกิจแรกของ Arthas ภายใต้บังคับบัญชาแห่ง Lich Ling ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ค้นหาเหล่าสาวก
          หลังควบม้าไปถึงโรงนาแห่งแรกที่อยู่นอกหมู่บ้านและ Arthas จัดการสังหารชาวบ้านคนอื่นๆตายเกลี้ยง สาวกคนแรกก็ได้เผยตัวออกมาและกล่าวกับArthas ว่า ยินที่ที่ได้พบ Arthas และบอกว่า Kel'Thuzad บอกกับพวกเขาว่าเจ้าชายจะมาที่นี่ Arthas งงนิดหน่อยเมื่อได้ยินชื่อของ Kel'Thuzad ที่เขาคิดว่าน่าจะตายไปแล้ว สาวกผู้นั้นเตือนให้เจ้าชายระวังพวกทหารยาม ก่อนจะหายตัวไป สู่เนินเขาที่ Tichondrius รออยู่  Arthas ค่อยๆซุ่มซ่อนไปตามเงามืดในหมู่บ้านเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ทีละคนๆ ที่สาวกได้เปิดเผยตัวออกมาหลังได้พบกับ Arthas ก่อนที่พวกเขาจะหายตัวไป
          อย่างไรก็ตาม ภารกิจของเจ้าชายมิได้ราบรื่นเสียทีเดียว มีบางครั้งที่ชาวบ้านเห็นเขาเข้าและได้ไปรายงานทหารยามประจำหมู่บ้าน ทหารทุกคนที่ประจันหน้ากับ Arthas ต่างพากันสาปแช่งเขา ซึ่ง เจ้าชายก็จัดการสังหารทุกคนจนเรียบ หลังจากพบสาวกครบทั้ง 20 คนแล้ว Arthas ก็ได้เดินทางออกจากหมู่บ้านกลับไปหา Tichondrius Dreadlord จึงบอกว่าได้เวลาแล้วที่ลัทธิจะถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง Arthas งงว่า พวกสาวกจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อ Lordaeron ก็เหลือเพียงเศษซากเท่านั้น Tichondrius จึงได้บอกว่าพวกเขาจะช่วยเหลือเจ้าชายในงานชิ้นต่อไป จากนั้น Dreadlord จึงสั่งให้เจ้าชาย Arthas ไปยัง Andorhal และนำชิ้นส่วนที่เหลือของ Kel'Thuzad ผู้นำแห่งลัทธิกลับมา

Digging up the Dead
          ในเช้าวันต่อม บริเวณชานเมือง Andorhal เจ้าชาย Arthas ได้พูดคุยกับสาวกถึงวิธีการคืนชีพ Kel'Thuzad  โดยสาวกผู้นั้นกล่าวว่าผู้นำลัทธิไม่อาจฟื้นคืนชีพได้โดยวิธีการธรรมดา มีเพียงสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังงานเท่านั้นที่จะนำอำนาจของ Kel'Thuzad กลับมาได้ แต่ทว่าใน Lordaeron หาได้มีสถานที่เช่นนี้ไม่ Arthas จึงบอกว่าตอนนี้ช่างมันก่อน ปัญหาของเขาตอนนี้คือการไปยังสุสานที่ Kel'Tuzad ถูกฝังอยู่ต่างหาก
          เนื่องจากสุสานแห่งนั้นถูกป้องกันโดย Paladin ทำให้เจ้าชาย Arthas ต้องประสบปัญหาเล็กน้อยกว่าจะเข้าไปในสุสานได้ ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงและเยียบเย็นของสุสาน Arthas ได้กล่าวขึ้น "จงปรากฏตัวขึ้นเถิด Necromancer พลังที่ท่านเคยรับใช้ได้เรียกหาท่านอีกครั้งแล้ว"
เสียงอันแผ่วเบาของชายผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืด "ข้าบอกแล้วใช่ไหม ว่าความตายหาได้มีความหมายอันใดกับข้าไม่"  Arthas สะดุ้งนิดหนึ่ง "นี่ข้า...ได้ยินเสียงของภูตผีอยู่หรือ?" เขาร้องถาม และแล้ว...Kel'Thuzad ในร่างโปร่งแสงก็ได้ปรากฎกายขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม ไม่ต้องสงสัยว่านี่คือวิญญาณของอดีตผู้นำลัทธิแห่งความชั่วร้าย "ข้าพูดถูกเกี่ยวกับท่าน...เจ้าชาย" Kel'Thuzad กล่าว

ศึกชิงโกศ
          ทันใดนั้น Tichondrius ได้ปรากฏตัวขึ้นและบอก Arthas ว่า เวลาได้ผ่านมานานมากแล้วตั้งแต่ Kel'Thuzad ตาย ด้วยสังขารที่เหลือของเจ้าลัทธิไม่มีทางไปถึง Quel'Thalas ได้ และมีเพียงพลังงานแห่ง Sunwell ของ High Elf เท่านั้นที่สามารถชุบชีวิตของ Kel'Thuzad ได้ Tichondrius จึงสั่งให้ Arthas ชิงโกศพิเศษที่เหล่า Paladin คุ้มครองอยู่มาให้ได้ และนำสังขารที่เหลือของ Necromancer ไปบรรจุไว้ในนั้น ก่อนจะนำมันเดินทางไปยัง Quel'Thalas แต่ภารกิจนี้มันไม่ง่ายเลย เนื่องจากมี Paladin ระดับสูงถึง 3 คนคอยปกป้องโกศบรรจุศพอันนี้อยู่
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #15 on: January 03, 2009, 05:08:00 PM »

ปะทะเหล่านักรบศักดิ์สิทธิ์
          ระหว่างทางไปยังจุดหมาย Arthas ต้องเผชิญหน้ากับ Paladin ผู้คุ้มครองโกศพิเศษ คนแรก Ballador the Bright ผู้เข้มแข็ง Arthas ได้สั่งเหล่าสมุน Undead จำนวนมากเข้ารุมจัดการ เมื่อ Ballador the Bright อ่อนแรง Arthas จัดการแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจทันที เมื่อฆ่า Ballador the Bright ได้แล้ว เขาจึงได้รุกคืบหน้าต่อไป และได้พบกับ Sage Truthbearer นักรบศักดิ์สิทธิ์คนที่ 2 Arthas ได้สั่งสมุน Undead จำนวนมากเข้ารุมสกัม Sage Truthbearer จนอ่วม จากนั้นจึงใช้ท่าสายฟ้าแห่งความตาย (Death Coil) ปิดฉาก
          หลังจากสังหาร Ballador the Bright และ Sage Truthbearer สองนักรบ Paladin คนสำคัญไปแล้ว Arthas ก็ได้พบกับ Paladin คนสุดท้ายที่แข็งแกร่งที่สุดผู้ปกป้องโกศ บุรุษผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก Uther the Lightbringer อาจารย์ของเขานั่นเอง...

อวสาน Lightbringer
          ทันทีที่เห็นหน้า Arthas อดีตลูกศิษย์อันเป็นที่รักของเขา Uther ถึงกับน้ำตาร่วง เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าสิ่งที่เจ้าชายทำผ่านๆมาเป็นเรื่องจริง  "Arthas บิดาของเจ้าปกครองดินแดนแห่งนี้มาถึงเจ็ดสิบปี" Uther กล่าวอย่างเจ็บปวด "แต่เจ้ากลับทำลายมันลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน!"
"ราวกับละครเลยนะ ท่านอาจารย์ " DeathKnight กล่าวอย่างเฉยชา "ส่งโกศที่ท่านดูแลมา แล้วข้าสัญญาว่าท่านจะได้ตายอย่างไม่ทรมาน"  Uther ถึงกับตกตะลึงในคำพูดของอดีตลูกศิษย์ "โกศอันนี้บรรจุกระดูกของบิดาเจ้านะ Arthas!" เจ้าชายขำกลิ้งก่อนกล่าวว่า  "อย่างนั้นหรอกหรือ ตอนแรกข้าไม่รู้หรอกว่ามันบรรจุอะไรไว้" เขาพูด "ถึงกระนั้น ถึงข้ารู้ มันก็ไม่มีความหมายอันใด ข้ามาเพื่อจะนำสิ่งที่ต้องการกลับไป ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม"
          และแล้วการดวลเดี่ยวระหว่างแสงสว่างกับความมืดก็บังเกิดขึ้น อาจารย์กับอดีตลูกศิษย์ต่างเข้าห้ำหั่นกันด้วยเหตุผลของตน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยาวนาน แต่ในท้ายที่สุด Uther ก็พลาดท่าถูกฟันเป็นบาดแผลฉกรรจ์และทรุดลงตรงหน้า Arthas  "ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่านรกจะมีที่ว่างเป็นพิเศษสำหรับเจ้า Arthas" ผู้นำแห่ง Silver Hand กล่าวเป็นคำสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจ "บางทีข้าคงจะไม่มีทางรู้หรอก ท่านอาจารย์ " DeathKnight  กล่าวอย่างราบเรียบ "เพราะข้าตั้งใจว่าจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ "
          หลังจาก Uther สิ้นลมหายใจแล้ว Tichondrius  ก็ปรากฎกายขึ้นตรงหน้า Arthas "เจ๋งมาก...ทีนี้เจ้าสามารถเดินทางไปยัง Quel'Thalas ได้แล้ว" มันกล่าว Arthas ขยับจะพูด ทว่าเสียงของ Kel'Thuzad ที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยินก็ดังขึ้น  "จงอย่าบอกอะไรแก่มัน!" เสียงนั้นพูด "Dreadlord เป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้...ข้าจะบอกเรื่องราวทั้งหมดแก่เจ้า เมื่อข้าได้กลับคืนสู่โลกนี้อีกครั้ง"

บุก Quel'Thalas
         ในอีกหกวันต่อมา ใกล้กับชายป่าที่เป็นพรมแดนของ Quel'Thalas เจ้าชาย Arthas ยืนอยู่บนเนินเขาก่อนจะกวาดสายตามองภูมิประเทศเบื้องล่าง เขานึกถึงความหลัง ตอนเขายังเป็นเด็กเขาเคยมาเที่ยวเล่นกับ Muradin ที่นี่  ขณะกำลังนึกถึงความหลังอยู่นั้น เสียงของ Kel'Tuzad ก็ดังขึ้นและกล่าวให้ DeathKnight ระมัดระวังตัวเนื่องจาก พวกเอลฟ์พร้อมจะซุ่มโจมตีผู้บุกรุกอยู่เสมอ "พวกเอลฟ์ที่อ่อนแอเหล่านี้ไม่ทำให้ข้าเป็นกังวลเลย  Necromancer" Arthas กล่าว "กองกำลังของเราทวีความเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่ศัตรูของเราล้มลง"  Kel'Thuzad เตือน "จงอย่าเชื่อมั่นจนเกินไป DeathKnight เผ่าเอลฟ์มิใช่พวกที่จะสามารถพิชิตได้โดยง่ายเลย"
         จากนั้น Arthas ได้สั่งให้นำตัวนักโทษออกมา Priest แห่ง Quel'Thalas ผู้โชคร้ายที่ถูก Undead จับได้ถูกนำตัวออกมาตรงหน้า Arthas  เจ้าชายจึงถามทางเข้าสู่ดินแดน Quel'Thalas อยู่ที่ไหน นักโทษชาวเอลฟ์ไม่มีท่าทีพรั่นกลัว เขาบอกว่าไม่มีทางเข้าสู่ Quel'Thalas ได้ เพราะป่าทั้งป่าคือพรมแดนของเหล่าเอลฟ์ นอกจากนี้ ประตูแห่งเวทมนตร์ยังคงตั้งอยู่เพื่อปกป้อง Silvermoon "ประตูของพวกเจ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อข้าเท่าๆกับต้นไม้นั่นแหละ" Arthas พูด "นำ Meat Wagon มา! เราจะสร้างทางเข้าของเราเอง" เครื่องจักรอันน่าพรั่นพรึงได้เคลื่อนตัวเข้ามาในบริเวณ ก่อนจะจัดการโค่นต้นไม้ลงอย่างรวดเร็ว

Ranger General  Sylvanas Windrunner
         เมื่อบุกเข้ามาด้านใน Quel'Thalas ได้แล้ว Arthas ก็ค้นพบที่โล่งและเหมืองทองซึ่งเหมาะสมกับการสร้างฐานที่มั่น แต่ที่นั่นได้ถูกคุ้มกันอยู่โดยกองลาดตระเวนของพวกเอลฟ์ ทำให้เกิดการปะทะกันขึ้น ก่อนที่พวกเอลฟ์ที่รอดชีวิตจะล่าถอยไป หลังจากตระเตรียมกองกำลังเพื่อไปยังประตูเวทมนตร์พร้อมสรรพ Arthas ก็ได้นำทัพออกเดินทางทันทีระหว่างทาง เขาได้พบกับ Sylvanas Windrunner หัวหน้ากองลาดตระเวนกับพวกพ้องนักแม่นธนูของเธอ
         Sylvanas ได้บอกให้กองกำลังของ Arthas ถอยกลับออกไป แต่ DeathKnight กล่าวว่าความตายได้มาเยือนดินแดนแห่งนี้แล้ว และได้นำกองทัพ Undead เข้าโจมตีกองกำลังเอลฟ์ทันที Sylvanas และพวกพ้องของเธอไม่สามารถต้านทานกองกำลังจำนวนมากของ Undead ได้ เอลฟ์สาวจึงต้องเป็นฝ่ายหลบหนีไปจากการเผชิญหน้าครั้งนี้ DeathKnight Arthas ยังคงนำกองกำลังผ่านป่าต่อไป หมู่บ้านของพวก High Elf ที่พวกเขาเดินทางผ่านต่างถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง หลังจากจัดการกองกำลังสุดท้ายที่ขัดขวางพวกเขา Arthas ก็มาถึงประตูเวทมนตร์ ก่อนจะทำลายมันลง แม้ว่า Sylvanas และนักรบชาวเอลฟ์จะพยายามต้านทานจนสุดกำลังแต่ก็ไม่สำเร็จ Sylvanas จึงสั่งให้พวกพ้องชาวเอลฟ์ของเธอถอยกลับที่ประตูเวทมนตร์บานที่สอง

Key of  the Three Moons
         ด้านหลังของประตูเวทมนตร์ที่พังพินาศ  กองกำลัง Undead จำนวนมหาศาลได้เดินหน้าเข้ามาและไล่สังหารนักรบชาวเอลฟ์ที่ล่าถอยอย่างไร้ความปราณี Arthas นำกองกำลัง Undead รุดหน้าไป เบื้องหน้าเขาไม่ไกลนักคือ Sylvanas เธอยืนปักหลักอยู่บนสะพานไม้เพียงลำพัง
        "เจ้าสามารถผ่านประตูแรกมาได้ก็จริง...เจ้าปีศาจ" เอลฟ์สาวพูดอย่างเคร่งขรึม "แต่เจ้าไม่มีวันผ่านประตูที่สองไปได้ ประตูในที่นำไปสู่ Silvermoon ไม่สามารถเปิดได้โดยวิธีอื่นนอกจากต้องใช้กุญแจพิเศษ ซึ่งไม่มีวันตกอยู่ในมือของเจ้า" Sylvanas วิ่งไปยังฝั่งตรงข้ามของสะพาน โดยที่ Arthas ไม่ได้เร่งรีบที่จะติดตามไป "เปล่าประโยชน์ แม่สาว" เขากล่าว "เจ้าไม่สามารถหนีไปจากสิ่งที่มิอาจหลบหนีได้" Sylvanas ยิ้มเยาะคำพูดของ DeathKnight "เจ้าคิดว่าข้าหนีเจ้าอย่างนั้นรึ? ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เคยประมือกับชาวเอลฟ์มาก่อนสินะ..."
        ทันทีที่พูดจบ เอลฟ์สาวก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะยิงธนูขึ้นไปบนฟ้า ด้วยเวทมนตร์ของเธอ ดาวตกได้ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบนและพังสะพานจนพินาศไปในชั่วพริบตา "บ้าชิบ!!" Arthas ร้องด้วยความโกรธ "เราต้องหาทางอื่นข้ามแม่น้ำนี้ไปให้ได้!" ไม่มีทางเลือกอื่น กองกำลัง Undead ได้แยกย้ายกันค้นหาวิธีที่จะข้ามแม่น้ำ โชคดีเป็นของพวกเขา ในขณะที่เป็นโชคร้ายของเอลฟ์ Arthas และสมุนได้พบเรือเหาะของพวก Goblin ทางตะวันออกห่างออกไปไม่ไกล

หนทางสู่ Silvermoon
        Arthas ได้ใช้เรือเหาะข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้าม ก่อนจะพบว่าที่นั่นมี Gateway ซึ่งสามารถนำไปสู่ฐานที่มั่นของพวกเอลฟ์ 3 แห่งที่พิทักษ์กุญแจ Mooncrystal 3 ชิ้นได้ ถ้านำ Mooncrystal ทั้งหมดมารวมกันแล้ว มันจะกลายเป็นกุญแจที่สามารถไขไปสู่ Silvermoon… DeathKnight ได้นำกำลังเข้าบุกที่มั่นของพวกเอลฟ์ที่พิทักษ์กุญแจ Mooncrystal ทีละชิ้น ทีละชิ้น ในที่สุดหลังการนองเลือดของพวกเอลฟ์  Mooncrystal ทั้งสามชิ้นก็ตกอยู่ในมือของ Arthas
       โดยไม่รอช้า Arthas รีบรุดนำกองกำลังไปยังประตูที่สอง ก่อนจะเปิดมันออกอย่างง่ายดายหนทางสู่ Silvermoon อยู่ตรงหน้าของเหล่า Scourge "ประตูถูกเปิดแล้ว" DeathKnight บอกสมุน "ทันทีที่เราสามารถจัดการกับ Sylvanas ได้ อาณาจักรแห่งนี้ก็จะตกอยู่ในกำมือของเรา!"
       เบื้องหน้าของ Arthas ไกลออกไปคือ Sylvanas Windrunner เอลฟ์สาวมองการบุกเข้ามาของ Scourge  ด้วยความสิ้นหวัง เธอได้ชูนิ้วกลางให้ DeathKnight ก่อนจะวิ่งหนีไป Arthas มองตามหลังเธอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์เสีย "นังพลลาดตระเวนคนนี้ชักจะทำให้ข้าหงุดหงิดขึ้นทุกทีแล้ว ข้าจะต้องจัดการกับนางให้ได้"

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #16 on: January 03, 2009, 05:08:37 PM »

Tichondrius ให้คำเตือน
       ณ ค่ายของ Undead นอกเมือง Silvermoon...Dreadlord Tichondrius ผู้จับตาดูความคืบหน้าของ Arthas ได้ปรากฏตัวขึ้น DeathKnight จึงถามว่า Dreadlord  มาทำไม Tichondrius จึงได้บอกว่า เขามาดูความคืบหน้าของ Arthas มิใช่มาเพื่อช่วยเหลือหรอก Dreadlord ได้เตือน Arthas ว่า Sunwell คือแหล่งพลังงานเวทมนตร์ซึ่งเป็นที่มาของพลังอันเป็นอนันต์ของเผ่า High Elf ดังนั้น พวกมันจะต้านทาน DeathKnight อย่างสุดกำลังอย่างแน่นอน เมื่อพูดจบ Tichondrius ก็จากไป
       "ท่านคิดว่ามันสงสัยว่าท่านกำลังช่วยเหลือข้าอยู่หรือเปล่า?" Arthas ถาม Kel'Thuzad เมื่อ Tichondrius จากไปแล้ว "ข้าคิดว่ามันคงระแวงอยู่บ้าง เป็นธรรมชาติของ Dreadlord ที่จะสันนิษฐานเรื่องต่างๆไปในทางร้ายเสมอ" Necromancer ว่า "ตอนนี้จงแกร่งกล้าเข้าไว้...เวลาแห่งการถือกำเนิดของข้าใกล้เข้ามาแล้ว"

Silvermoon ล่มสลาย
       กองกำลังของ Undead ภายใต้การบัญชาของ Arthas ได้รุดหน้าไปยัง Sunwell ที่ตั้งอยู่ใจกลางของนคร Silvermoon พวกเขาต้องประสบกับการต้านทานอันหนักหน่วงที่สุดเท่าที่เคยพบโดยกองกำลังป้องกันชาวเอลฟ์ แม้กระนั้น เหล่าเอลฟ์ก็ไม่สามารถต้านทานกองกำลัง Undead ผู้บ้าคลั่งได้ และเมื่อใกล้จะถึง Sunwell Arthas ตัดสินใจบั่นทอนกำลังหลักของศัตรูก่อนโดยการเบนการโจมตีไปยังที่มั่นของกองลาดตระเวนภายใต้บังคับบัญชาของ Sylvanas ทางตะวันตก

Sylvanas VS Arthas
       แม้จะสู้เพื่อปกป้องดินแดนของตนแบบถวายชีวิต แต่ Sylvanas ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลลัพธ์อันแสนเลวร้ายไปได้ พวกพ้องของเธอต่างล้มตายจนแทบหมดสิ้น ในที่สุด เอลฟ์สาวผู้กล้าหาญก็จนมุม เบื้องหน้าเธอคือ Arthas พร้อมด้วยดาบ Frostmourne ในมือ......ไม่มีทางหนีอีกแล้ว
       "ข้าชื่นชมในความกล้าหาญของเจ้า" DeathKnight กล่าว "แต่การไล่ล่าสิ้นสุดลงแล้ว" Sylvanas ตะโกน"ข้าจะขอสู้จนถึงที่สุด เจ้านักฆ่า Anar'alah belore"  เมื่อกล่าวจบ เธอหยิบ Frost Arrow 3 ดอกยิงใส่ Arthas ทันที DeathKnight ใช้ปลายดาบ Frostmourne สะกิดเปลี่ยนทิศทางของ Frost Arrow  ทั้งหมด ก่อนจะควบม้าเหวี่ยง Frostmourne ใส่ร่าง Sylvanas ฉับเดียว
        การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเอลฟ์สาวลงไปนอนเหยียดยาวกับพื้น เลือดไหลนองพื้นหญ้าจากบาดแผลลึก เธอหายใจรวยริน.....Sylvanas บอกให้ Arthas ฆ่าเธอเสียและเธอต้องการตายอย่างขาวสะอาด Arthas จึงบอกว่าหลังจากที่ Sylvanas ได้ปั่นหัวเขาเล่น  สิ่งสุดท้ายที่เขาจะมอบให้ คือชีวิตหลังความตาย และแล้วด้วยเวทมนตร์ดำ Dark Ritual ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของ Sylvanas เขาได้เปลี่ยนวิญญาณของเธอให้กลายเป็น Bansheeวิญญาณแห่งความทุกข์ทรมานที่จะต้องรับใช้ Scourge ไปชั่วนิจนิรันดร์

คืนชีพ Kel'Thuzad The Lich
        หลังจากจัดการกับคู่ปรับสำคัญได้สำเร็จ การต้านทานของพวกHigh Elf ก็เบาบางลงไป ในที่สุด Arthas และสมุน Undead ก็สามารถจัดการกับ Golem ผู้พิทักษ์แห่ง Sunwell และเข้ายึดที่นั่นไว้ได้...ก่อนจะประกาศด้วยเสียงอันดัง "ประชาชนแห่ง Silvermoon! ข้าให้โอกาสพวกเจ้าที่จะยอมแพ้แล้ว แต่พวกเจ้ากลับปฏิเสธมันอย่างโง่เขลา จงรู้เอาไว้ว่าในวันนี้ เผ่าพันธุ์อันเก่าแก่ของพวกเจ้าจะต้องสูญสิ้น ความตายได้มาเยือนดินแดนของพวกเจ้าแล้ว!"
        DeathKnight นำโกศที่บรรจุชิ้นส่วนของ Kelthuzad ไปยัง Sunwell และกล่าวว่า "ณ บัดนี้ จงตื่นขึ้น Kel'Thuzad เพื่อรับใช้ Lich King อีกครั้ง "  ด้วยพลังของ Sunwell...Kel'Thuzad ผู้ชั่วร้ายก็ได้กลับคืนสู่โลกนี้อีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในร่างของมนุษย์ แต่เป็นร่างโครงกระดูกอันเยียบเย็นของ Lich!
"ข้ากลับมาอีกครั้ง ตามที่ข้าสัญญา" Kel'Thuzad ในร่างใหม่กล่าว "ท่าน Lich King ได้มอบชีวิตอันเป็นนิรันดร์ให้แก่ข้าแล้ว"  Arthas จึงได้ถาม Kel'Thuzad ว่าพร้อมจะบอกเขาเกี่ยวกับ Dreadlord ได้หรือยัง "แน่นอน" อดีต Necromancer ว่า "แต่ไม่ใช่ที่นี่...Dreadlord มีหูและตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง เราจะพูดถึงเรื่องนี้กันทีหลังในสถานที่ที่ปลอดภัย"

The Burning Legion
        ในสามวันต่อมา ทางตะวันตกของเมือง Strahnbrad บนเทือกเขา Alterac ที่ปกคลุมด้วยหิมะ "การที่ข้าสังหารท่านไปครั้งหนึ่งมิได้ทำให้ท่านแค้นเคืองข้าหรอกหรือ?" Arthas ถาม Kel'Thuzad ระหว่างเดินไปด้วยกัน  Kel'Thuzad หัวเราะในลำคอ "อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า ท่าน Lich King ได้บอกข้าไว้นานแล้วว่าการต่อสู้ระหว่างเราจะจบลงอย่างไร"….. "หมายความว่า Lich King รู้ว่าข้าจะฆ่าท่านอย่างนั้นหรือ?" Arthas ถามด้วยความงุนงง  "แน่นอน" Lich ตอบ "ท่านได้เลือกเจ้าให้เป็นนักรบของท่านตั้งแต่ก่อนการถือกำเนิดของ Scourge เสียอีก"
         DeathKnight  และ Lich ได้มาหยุดยืนอยู่ริมหน้าผาที่มองเห็นภูมิประเทศเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน  "ถ้า Lich King สามารถล่วงรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างจริง แล้วทำไม Dreadlord จึงสามารถควบคุมท่านไว้ได้เล่า?" Arthas ยังคงซักต่อไป "พวกมันเป็นตัวแทนของท่านผู้หนึ่งที่สร้างเจ้านายของเราขึ้นมา" Kel'Thuzad พูดเบาๆ "ท่านผู้นั้นก็คือ Lord แห่งเปลวเพลิง...จ้าวเหนือหัวแห่ง Burning Legion"  DeathKnight จึงได้ถามว่า Legion...มันคืออะไร  Lich จึงได้บรรยายให้เขาฟังว่า Burning Legion คือ กองทัพอสูรจำนวนมหาศาลที่ได้กลืนกินและทำลายล้างโลกมามากมายนับไม่ถ้วน และในตอนนี้พวกมันได้มายังโลกแห่งนี้เพื่อทำให้มันลุกเป็นไฟ และ Lich King ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปูทางให้แก่การมาของ Burning Legion ด้วยเหตุนี้ Dreadlord จึงได้ถูกส่งมาเพื่อควบคุมความประพฤติของ Lich King ให้ปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จ
        Arthas เพิ่งเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างจนกระจ่างก็ตอนนี้ "ถ้าเช่นนั้น...โรคระบาดใน Lordaeron...ป้อมปราการใน Northend การล้างเผ่าพันธุ์พวก Elf ทั้งหมดนั่นก็คือการเตรียมการเพื่อการรุกรานของเหล่ากองทัพอสูรสินะ" DeathKnight ถาม "ถูกต้อง ในไม่ช้า เจ้าจะพบว่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้" Kel'Thuzad กล่าว "ตอนนี้ ตามข้ามา เรายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ"
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #17 on: January 03, 2009, 05:10:01 PM »

Blackrock & Roll
        เช้าวันต่อมา ไม่ไกลจากหมู่บ้านของเผ่า Blackrock ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา Arthas กำลังยืนคุยกับ Kel'Thuzad ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำต่อไป  Lich บอกเขาว่า ขั้นตอนแรกในแผนการณ์ของ Lich King คือการสร้างกองกำลังแห่ง Scourge เพื่อใช้จัดการกับศัตรูที่อาจต่อต้านการมาของ Legion เช่น กองกำลังป้องกันของ Lordaeron หรือพวก High Elf  ส่วนแผนการณ์ขั้นที่สองคือการอัญเชิญจ้าวอสูรผู้ที่จะมานำกองทัพของ Legion ในการโจมตี
        DeathKnight จึงได้ถาม Kel'Thuzad ว่าจะให้เขาทำอะไต่อไป เพราะตอนนี้ Frostmourne กำลังหิวเต็มที่แล้ว Lich จึงชี้มือที่มีแต่กระดูกไปทางหมู่บ้านของพวก Orc เผ่า Blackrock ที่คอยดูแลรักษาประตูปีศาจ เขาต้องการใช้ประตูนั่นในการติดต่อกับจ้าวอสูรเพื่อรับฟังคำแนะนำต่อไป
ออร์คเผ่า Blackrock คิดว่าว่าเผ่าของตนเป็นนักสู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ Legion และพวกมันยังคงซื่อสัตย์ในการรับใช้เหล่าอสูรด้วยความจงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย นอกจากนี้ พวกเขายังมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อป้องกันประตูปีศาจแห่งนี้อีกด้วย เมื่อเห็นกองกำลังของ DeathKnight เคลื่อนพลมาหน้าหมู่บ้าน ออร์คเผ่า Blackrock จึงได้บอกต่อๆกันไปในเหล่า Warlock และนักรบของเขาว่า Legion ส่งพวก Undead มาเพื่อทดสอบพวกมัน เหล่าออร์คจึงกรูกันเข้าไปโจมตีกองกำลังของ Arthas ทันที

พบ Jubei’Thos จอม Wind Walk  อีกครั้ง
        กองกำลังของ DeathKnight  ได้ปะทะกับออร์คเผ่า Blackrock อย่างดุเดือด แต่เหล่าออร์คก็สู้กำลังของทัพผีดิบไม่ได้ Arthas ได้นำทัพ Undead เข้าฆ่าฟันเหล่า Warlock และนักรบออร์คล้มตายไปเป็นจำนวนมาก พวกเขาได้บุกตะลุยมาถึงที่ค่ายสุดท้ายของพวก Orc หน้าประตูปีศาจ และ DeathKnight  ได้เผชิญหน้ากับ Blademaster ทั้ง 4  ผู้ปกป้องประตูอยู่ หนึ่งในนั้นคือ Jubei’Thos จอม Wind Walk "พวกเราเหล่า Orc คือผู้รับใช้ที่แท้จริงของ Legion! มิใช่พวก Undead โสโครกอย่างพวกเจ้า!" Jubei’Thos  ตะโกน "นานมาแล้วที่พวกเจ้าล้มเหลวต่อหน้าที่" Kel'Thuzad กล่าวเรียบๆ "และ ณ บัดนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าหายไปจากโลกอย่างถาวร" 

จอมอสูร Archimonde
        เหล่า Blademaster สู้กับกองทัพของ DeathKnight  อย่างไม่เกรงกลัว แต่พวกมันก็ไม่อาจทนต่อท่า Death Coil ของ Arthas และ Frost Nova ของ Kel'Thuzad ได้ เหล่า Blademaster  จึงถูกสังหารเรียบ ซึ่งรวม Jubei’Thos  ด้วย เนื่องจาก Mana เขาหมด จึงใช้ Wind Walk  หนีไม่ได้ และในที่สุดชัยชนะก็ตกเป็นของ Scourge หลังจาก Blademaster ทั้งหมดที่คอยคุ้มกันประตูปีศาจถูกสังหาร และค่ายของเผ่า Blackrock ถูกทำลายจนราบ
        "พวก Orc ถูกจัดการจนหมดแล้ว" Arthas กล่าวกับ Kel'Thuzad หน้าประตูปีศาจสีแดงขนาดมหึมา ซึ่งเชื่อมระหว่างโลกนี้กับมิติอื่น "ประตูนี้เป็นของท่านแล้ว Lich" อดีต Necromancer ก้าวไปที่ประตู ก่อนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง "ข้าเรียกหาท่าน Archimonde ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ต้องการคำแนะนำจากท่าน" และแล้ว เบื้องหลังม่านพลังสีเขียวของประตูปีศาจ...เงาร่างมหึมาของ Eredar Warlock ก็ได้ปรากฎขึ้น Arthas และ Kel'Thuzad เงยหน้าขึ้นมองจอมอสูรตรงหน้า ซึ่งจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก Archimonde ผู้สามานย์
         "ข้าปรากฎตัวขึ้นตามคำขอของเจ้า Lich" Archimonde กล่าวด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม "เจ้าคือ Kel'Thuzad ใช่ปะ?"  จอมอสูรถาม "ถูกต้องขอรับ ท่านผู้ยิ่งใหญ่" Kel'Thuzad น้อมคำนับ "ข้ามีหน้าที่เป็นผู้อัญเชิญท่านให้มายังโลกแห่งนี้" ……"ยังงั้นรึ" จ้าวอสูรพูด "ถ้าเช่นนั้น  สิ่งที่เจ้าต้องทำคือการค้นหาคัมภีร์แห่ง Madivh มาให้ได้ มีเพียงการร่ายคาถาจากคัมภีร์ที่สาบสูญเล่มนี้เท่านั้นที่จะสามารถนำข้ามายังโลกของเจ้าได้"  Kel'Thuzad จึงถามเจ้าอสูรว่าเขาจะไปหาคัมภีร์นั้นได้ที่ไหน Archimonde จึงตอบว่า "จงหามันที่ Dalaran ที่นั่นเป็นสถานที่ที่คัมภีร์ถูกเก็บรักษาไว้"...... "ณ ยามสายัณห์ในอีกสามวันต่อมา คือเวลาที่เจ้าจะต้องอัญเชิญข้ามายังโลกนี้ อย่าให้ข้ารอนาน ไม่งั้นข้าจะงอน" พุดจบเงาของ Archimonde ก็หายไป

มุ่งหน้าสู่ Dalaran
          เมื่อทราบภารกิจของแล้ว ในเช้าวันต่อมา DeathKnight  จึงได้มุ่งหน้าสู่ Dalaran  พร้อมกับ Kel'Thuzad   และเมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของเมืองแห่งเวทมนตร์ Dalaran... Arthas ก็ได้เผชิญหน้ากับจอมเวทย์ Antonidas อาจารย์ของ Jaina และเป็นหัวหน้าสภาแห่ง Kirin Tor "เฮ้ย จอมเวทย์แห่ง Kirin Tor! ข้าคือ Arthas...อัศวินแห่งความตายคนแรกของ Lich King ข้าต้องการให้พวกท่านเปิดประตูและยอมจำนนเสียโดยดี ในนามของ Scourge!" Arthas ประกาศ "สวัสดี Arthas" Antonidas พูดเรียบๆ "ป๊ะป๋าผู้มีเกียรติของเจ้าสบายดีรึเปล่า?"....."Lord Antonidas อย่ามายั่วโมโหข้าดีกว่า เดี๋ยวจะโดนฟันไส้แตก”  DeathKnight คำราม
          "เอาล่ะ งั้นมาพูดถึงธุระของเรากันเถอะ" จอมเวทย์ชรากล่าว "ข้าขอบอกว่าการมาของเจ้าไม่ได้ทำให้พวกเราประหลาดใจเลย พวกเราได้เตรียมการรับมือเจ้าเอาไว้เป็นอย่างดี ข้าและจอมเวทย์ทั้งหมดได้วางออร่าเวทมนตร์ที่จะทำลาย Undead ที่ก้าวล้ำเข้ามาในเมืองแห่งนี้ รวมถึงตัวเจ้าในตอนนี้ด้วย” Arthas หัวเราะก่อนกล่าวว่า "เวทมนตร์อันอ่อนด๋อยของท่าน ไม่มีทางหยุดข้าได้หรอก Antonidas"

พิฆาตเหล่าจอมเวทย์
          หัวหน้าสภาแห่ง Kirin Tor ก็ได้ประกาศให้ DeathKnight  นำกองกำลัง Undead ถอยไปเสีย มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกบังคับให้ใช้กำลังทั้งหมดที่มีบดขยี้เหล่า Scourge ให้สิ้นซาก  เมื่อกล่าวจบ Antonidas ก็ได้ Teleport หายไปจากหน้าประตูเมืองทันที  Kel'Thuzad ได้ก้าวมาตรงหน้า Arthas ก่อนจะส่งกระแสจิตอันทรงพลังเข้าไปตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างใน Dalaran เขาได้บอกแก่ DeathKnight  ว่าเขาสัมผัสได้ว่าออร่านี้ถูกสร้างขึ้นจากจอมเวทย์สามคนที่กระจายกันอยู่ในเมือง ถ้าพวกเขาสามารถกำจัดจอมเวทย์เหล่านี้ได้ได้ ออร่านี้ก็จะหายไปอย่างแน่นอน
          ดังนั้น การจัดการกับจอมเวทย์ผู้ควบคุมออร่าจึงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง อีกทั้งต้องทำอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะออร่าหลังประตูเมือง Dalaran ได้ทำร้ายเหล่า Undead ทุกวินาทีที่พวกมันเหยียบย่างเข้าไป Arthas และหน่วยรบพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดจึงได้บุกตะลุยเข้าไปในเมือง Dalaran

สังหาร Antonidas
พบคัมภีร์แห่ง Medivh
         เมื่อผ่านเข้าประตูเมืองเข้ามาด้านใน Arthas และหน่วยรบ Undead ได้ปะทะกับกองกำลังป้องกันเมืองอย่างดุเดือด และได้พบกับจอมเวทย์คนแรก ยังไม่ทันที่จอมเวทย์จะทำอะไร ร่างของเขาก็ถูก Death Coil จาก Arthas และ Frost Nova ของ Kel'Thuzad ตกจากหลังม้าสิ้นชีพทันที หลังจอมเวทย์ผู้ควบคุมออร่าคนแรกถูกกำจัด ส่งผลให้ออร่าทางด้านตะวันตกของเมืองที่ Arthas อยู่สลายหายไป DeathKnight  และ Kel'Thuzad ไม่รอช้าบุกเข้าใจกลางเมืองเพื่อสังหารจอมเวทย์คนที่สองทันที และเช่นเดียวกับจอมเวทย์คนแรก หลัง Arthas และหน่วยรบ Undead ได้จู่โจมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เหล่ากองกำลังป้องกัน และจอมเวทย์ผู้ควบคุมออร่าคนที่สองก็ได้ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว ออร่าตรงใจกลางเมือง Dalaran ก็ได้หายไป และสุดท้ายด้วยการโจมตีแบบสายฟ้าแลบนี่เอง ทำให้ในที่สุด Arthas และ Kel'Thuzad ได้เผชิญหน้ากับ Antonidas ผู้ควบคุมออร่าคนสุดท้าย
         เมื่อตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่า Scourge จอมเวทย์ชราได้พูดขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน "แค่การมองเจ้าก็ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บปวดแล้ว Arthas"….."งั้นรึ ถ้าเช่นนั้นก็เป็นความยินดีของข้าที่จะช่วยยุติความทรมานของท่านเสีย ผู้เฒ่า อย่างที่ข้าบอกท่านไว้ เวทมนตร์อันอ่อนด๋อยของท่านไม่อาจหยุดยั้งข้าได้หรอก" DeathKnight  กล่าวอย่างหยิ่งผยอง ก่อนจะใช้ท่าสายฟ้าแห่งความตาย (Death Coil) ใส่กลางกะโหลกของ Antonidas หลังจากจัดการกับหัวหน้าสภา Kirin Tor แล้ว Arthas และ Kel'Thuzad ก็รีบไปยังสถานที่ที่เก็บคัมภีร์ไว้ "สิ่งนี้เป็นของท่านแล้ว  Lich" DeathKnight กล่าว "เรารีบไปกันก่อนที่เหล่าจอมเวทย์จะรวบรวมกำลังพลครั้งสุดท้ายมาต่อสู้กับเราดีกว่า" Kel'Thuzad พยักหน้ารับ "ถ้าเช่นนั้นรีบพากองกำลังของเราออกห่างจากเมือง ข้าต้องทำพิธีอัญเชิญลอร์ด Archimonde ในตอนเย็น"

การนัดพบของ Dreadlords
         ในระหว่างที่ DeathKnight  และ Kel'Thuzad ได้มุ่งหน้าสู่ Dalaran ณ ป้อมปราการของ Dreadlords ใน Twisting Nether ซึ่งเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนระอุ Dreadlords สามเกลอได้ปรากฎกายขึ้น นั่นก็คือ Anetheron, Mephistroth และ Tichondrius โดย Anetheron เป็นผู้เริ่มการสนทนาขึ้นก่อน "เฮ้ยเกลอ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือเปล่าฟะ ท่าน Archimonde ต้องการทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าของ Scourge"……" DeathKnight  ของ Lich King ทำได้เจ๋งทีเดียว มันอาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำ" Tichondrius พูดอย่างครุ่นคิด "อั๊วเริ่มสงสัยละว่าเจ้า Ner'Zhul กำลังวางแผนลับบางอย่างเกี่ยวกับนักรบคนใหม่ของมัน" 
         Mephisroth ดูจะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของสหายนัก "ไม่เห็นต้องสนใจเลยไอ้น้อง ในเมื่อระยะยาวมนุษย์มันไม่มีความหมายอะไรเลย...เจ้าออร์คเฒ่า Ner'Zhul คงไม่กล้าพอที่จะวางแผนการณ์ร้ายไว้หรอก" "ตอนนี้สิ่งเดียวที่พวกเราควรเป็นกังวลก็คือความสำเร็จของ Scourge ในสิ่งที่พวกมันถูกกำหนดให้ทำ...ท่าน Archimonde ไม่มีทางละเว้นพวกเราแน่นอน หากพวกเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้"
        Tichondrius ทำให้ Dreadlords ตนอื่นสงบลงด้วยคำพูดเรียบๆ "จงวางใจเถิดสหาย ไม่ว่าจะเป็น Lich King หรือเหล่าขี้ข้า Undead ของมันก็ไม่มีทางจะทำให้แผนการณ์ของ Legion ต้องเสี่ยงอันตรายเป็นอันขาด ถ้ามันหือ อั๊วจะตบกะบาลมันเอง ไม่ต้องเป็นห่วง"….."หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น จำไว้นะเพื่อนข้า ท่าน Archimonde จะไม่อดทนกับความล้มเหลวเป็นอันขาด" Anetheron กล่าว ก่อนที่ Dreadlords จะแยกย้ายกันไป
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #18 on: January 03, 2009, 05:14:27 PM »

อัญเชิญ Lord Archimonde
        เมื่อได้คัมภีร์ของ Medivh แล้ว ในตอนเย็นของวันนั้น ที่ฐานทัพของ Scourge .... Kel'Thuzad ได้จัดเตรียมพิธี อัญเชิญ Lord Archimonde มายังโลกแห่งนี้  Lich ได้กล่าวกับ DeathKnight ว่า เหล่าจอมเวทย์และกองกำลังของฝ่าย Alliance ไม่ยอมให้เขาทำพิธีง่ายๆแน่ พวกมันจะรวบรวมกำลังพลครั้งสุดท้ายมาต่อต้านการทำพิธีของเขาอย่างแน่นอน Kel'Thuzad ได้ขอให้ Arthas คอยคุ้มกันเขาระหว่างที่ทำพิธี ซึ่ง DeathKnight  ได้เตรียมกำลังพลเหล่า Undead ทั้งหมดที่มี เตรียมรับมือการจู่โจมของเหล่าจอมเวทย์และกองกำลังของฝ่าย Alliance ณ. หน้าลานพิธี  ซึ่งก็เป็นจริงดังคาด เวลาต่อมากองทัพของเหล่าพันธมิตรแห่ง Lordaeron พร้อม เหล่าจอมเวทย์แห่ง Dalaran จำนวนมหาศาลได้บุกเข้าจู่โจม Kel'Thuzad เพื่อยุติการทำพิธี อัญเชิญ Lord Archimonde
        Arthas พร้อมเหล่าลูกสมุน Undead ได้ต้านทานการบุกของกองกำลังพันธมิตรที่สู้แบบถวายหัวอย่างสุดความสามารถ  ทำให้การปะทะกันเป็นไปด้วยดุเดือดที่สุด กองกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างพากันล้มตายไปเป็นอันมาก แต่การรบไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ DeathKnight  จึงได้ถาม Kel'Thuzad ว่าจวนจะสำเร็จหรือยัง เพราะทางเขาจะยันกองกำลังพันธมิตรไว้ไม่อยู่แล้ว... “Lord Archimonde  ข้า Kel'Thuzad  ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของท่าน ได้ขออัญเชิญท่านจ้าวอสูรมายังโลกแห่งนี้  ได้โปรดปรากฏกายขึ้นด้วยเถิด ” Kel'Thuzad ตะโกน  สิ้นเสียงของ Lich  เพียงชั่วครู่ ร่างอันมหึมาของ Archimonde The Defiler ก็ได้ปรากฏขึ้น “หายนะได้มาเยือนโลกใบนี้แล้ว” Archimonde กล่าวก่อนจะระเบิดพลังเวทย์ใส่กองกำลังพันธมิตรที่เหลืออยู่ เพียงครั้งเดียวกองกำลังพันธมิตรที่มีจำนวนมากก็ได้เสียชีวิตทั้งหมด
“นี่มันเป็นแค่การยืดเส้นยืดสายเท่านั้น ต่อจากนี้ไปเจ้าพวกมนุษย์ฉลาดน้อยจะได้เห็นพลังอันแท้จริงของข้า 5555”

Dalaran Fallen
        หลังจากจัดการกับกองกำลังพันธมิตรหมดแล้ว Archimonde ได้เรียกตัว Tichondrius ให้มาพบกับเขา และมอบหมายให้ Dreadlords เป็นแม่ทัพในการทำลายล้างโลกแห่งนี้  Arthas จึงได้ถาม Archimonde ว่าหน้าที่ต่อไปของเขาคืออะไร ซึ่งจอมอสูรจึงบอกว่า “หน้าที่ของเจ้าหมดลงแล้ว อยากไปตายที่ไหนก็ไปให้พ้นหูพ้นตาข้า”  สร้างความงุนงงให้กับ DeathKnight เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น Arthas และ Kel'Thuzad จึงได้พากันแยกย้ายกันออกไปจากที่นั้น
        เมื่อมอบหมายหน้าที่ให้บรรดาเหล่าสมุนของเขาแล้ว Archimonde ได้เดินขึ้นไปที่หน้าผาสูงแห่งหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นนคร Dalaran  ได้อย่างชัดเจน จอมอสูรได้ขีดเขียนคาถา Eradar Warlork ขั้นสูงลงไปที่พื้นทรายแห่งนั้น ทันทีที่มือของ Archimonde สัมผัสกับพื้นทรายที่ได้เขียนคาถาลงไป นคร Dalaran  ในรูปแบบจำลองที่ทำจากทรายก็ปรากฏขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจอมอสูรคงไม่ได้สร้างขึ้นมาไว้ดูเล่นแน่ ทันทีทีเขาจับยอดของปราสาทอันหนึ่งของแบบจำลองให้หักลงมา ยอดของปราสาทของนคร Dalaran  ของจริงก็หักลงมาด้วย! Archimonde ยิ้มกริ่มก่อนจะทำลายนคร Dalaran ที่ตนจำลองขึ้นจนสลายกลายเป็นผงธุลี   

อพยพ The Horde สู่ Kalimdor
         กลับมาที่เนื้อเรื่องของออร์ค หลังจาก Thall ได้รับคำเตือนจาก Medivh ผู้ทำนายแล้ว เขาเชื่อฟังคำแนะนำของผู้ทำนายและได้เตรียมการอพยพกองทัพ The Horde สู่ Kalimdor  Thall ได้สั่งให้สมุนออร์คของเขาจัดหาเสบียง และตัดไม้เพื่อที่จะต่อเรือสำหรับการอพยพ ในระหว่างนั้นเอง Grom Hellscream ต้องการที่จะได้เสบียงสำหรับการเดินทางอย่างรวดเร็ว เขาจึงได้ฝ่าฝืนคำสั่งของ Thall โดยการบุกเดี่ยวเข้าโจมตีค่ายของฝ่ายพันธมิตรเพื่อหวังจะชิงเสบียง แต่โชคร้ายที่ค่ายแห่งนั้น มี Mountian King อยู่ Grom จึงถูกปาค้อน Stun ใส่  มึนไปชั่วขณะ จนถูกจับเอาไว้ได้ และเดือดร้อนให้ Thall นำกำลังเข้าบุกชิงตัวเขาออกมา
         เมื่อ Thall ได้ช่วยเขาออกมาแล้ว Grom ได้เสนอแนะการเดินทางไปสู่ Kalimdor ด้วยการขโมยเรือของฝ่ายพันธมิตรที่แล่นผ่านทะเล Great Sea ซึ่ง Thall ก็คิดว่าไหนๆก็โจมตีฝ่ายพันธมิตรไปแล้ว เขาและ Grom จึงตัดสินใจปล้นเรือของมนุษย์ซะเลยเพราะจะได้ออกจาก Azeroth ให้ได้ไวที่สุด

หนทางไป Kalimdor
         หลังจากดักปล้นเรือของฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จแล้ว Thall และ Grom ได้นำทัพ The Horde ลงเรือและออกเดินทางทันที ในระหว่างการล่องเรือข้ามมหาสมุทร ขบวนเรือของ Thall ถูกพายุอย่างหนัก จนไปต่อไม่ไหว เขาจึงได้สั่งให้แวะตั้งค่ายที่เกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเกาะที่พวก Troll ได้อาศัยอยู่ ไม่นานนักบนเกาะเล็กๆแห่งนี้ มนุษย์จากนคร Ku Tiras ได้มาตั้งฐานทัพเพื่อคุ้มครองน่านน้ำและเส้นทางการเดินเรือบริเวณรอบๆเกาะนี้ ทำให้ Thall และเหล่าออร์คใช้ชิวิตบนเกาะด้วยความยากลำบากต้องคอยหลบซ่อนตัวตลอดเวลา
         แต่ความซวยยังไม่หมดแค่นั้น สิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งปลา หรือ Murloc ผุ้เป็นบริวารของแม่มดทะเล Sea Witch (Naga Banshee) ได้ลุกล้ำมาจากมหาสมุทรเพื่อหาเหยื่อในการเซ่นสังเวยปีศาจสาวแห่งท้องทะเลผู้เคียดแค้นทุกสรรพสิ่ง โดย Sea With มีอำนาจในการบงการสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ และพวก Murloc ให้หาเหยื่อมาบูชายัญเพิ่มความสวยและพลังอำนาจให้แก่เธอ
   
Senjin Shadow Shaman
         ในคืนหนึ่ง Senjin พ่อมดดำผู้นำของเผ่าพันธุ์ Troll  ได้ฝันถึงออร์คหนุ่มผู้กล้าแข็งในเวทมนตร์ที่จะมาขับไล่พวกมนุษย์ออกไป พร้อมกับนำชาว Troll ไปสู่ดินแดนที่ดีกว่า และแล้วความฝันของ Senjin ก็เป็นจริง เมื่อเรือของราชันย์แห่งออร์คบังเอิญได้รับความเสียหายและต้องแวะซ่อมแซมที่เกาะแห่งนี้ Senjin จึงได้เข้าพบกับ Thall และเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง และเตือนถึงความอันตรายของกองทัพมนุษย์
         เมื่อทราบเรื่องจาก Senjin แล้ว Thall และ Grom Hellscream ตัดสินใจนำกำลังเข้าโจมตีฐานของมนุษย์เพื่อแย่งชิงเกาะแห่งนี้คืนให้แก่ Senjin กองทัพของ The Horde ได้เข้าปะทะกับกองทัพมนุษย์อย่างดุเดือดก่อนจะสามารถเอาชนะได้ ซึ่งแม้จะทำลายฐานทัพของมนุษย์ได้สำเร็จ แต่ทว่าพวก Murloc จำนวนมากได้บุกเข้าโจมตีกองทัพ The Horde อย่างไม่ทันตั้งตัวและสามารถจับตัว Thall  และ Senjin เอาไว้ได้ รวมถึงพวกมนุษย์บางส่วนด้วย
   
Senjin สิ้นลม
          พวก Murloc ได้จับตัว Thall  และ Senjin ไว้รอการบูชายัญให้แก่แม่มดทะเล Sea Witch ทางด้าน Grom Hellscream ซึ่งใช้ท่าก้าวสายลม (Wind Walk) อยู่จึงได้รอดพ้นจากการจับกุมของพวก Murloc  ได้บุกเดี่ยวเข้าช่วย Thall  แหกคุกและช่วยเหลือพลพรรคออร์คจากที่คุมขังได้สำเร็จ แต่ก็ได้รับรายงานว่า Senjin ถุกนำตัวไปบูชายัญแล้ว Thall และ Grom Hellscream จึงได้บุกเข้าไปถึงถ้ำใต้ดิน โดย Thall และ Grom แบ่งกำลังเป็นสองกลุ่ม เข้าปะทะกับพวก Murloc จำนวนมาก Grom สามารถสังหาร Murloc High Socrcerer แม่ทัพของพวก Murloc ได้สำเร็จ ทางด้าน Thall ที่รุกเข้าไปในถ้ำและ พบกับแม่มดทะเล Sea Witch กับ Senjin ซึ่ง Thall ได้สู้กับเธอและสามารถสังหารเธอได้ แต่ก็พบว่า Senjin ถุกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสและใกล้สิ้นลมแล้ว ก่อนตาย Senjin ได้ขอร้องให้ Thall ขึ้นเป็นผู้นำของเผ่า Troll และนำพวกพ้องของเขาติดตามไปด้วย Thall จึงได้รับเอาเผ่าพันธุ์ Troll เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ The Horde

Cairne Bloodhoof ผู้นำเผ่า Tauren
           เมื่อรับเผ่าพันธุ์ Troll เข้ามาเป็นกำลังของกองทัพ The Horde แล้ว Thall ได้ดำเนินการซ่อมเรือและได้ออกเดินทางอีกครั้ง การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และในที่สุดขบวนเรือของ Thall ก็ได้เดินทางขึ้นฝั่งที่ Kalimdor ได้สำเร็จ Thall ได้ลาดตะเวนสำรวจพื้นที่ที่เหมาะแก่การตั้งค่าย ณ ดินแดนแห่งนี้ ระหว่างที่ทำการสำรวจอยู่นั้น Thall ได้พบค่ายเล็กๆแห่งหนึ่งที่เป็นที่อยู่ของพวก Tauren  Thall จึงได้แวะเข้าไปสอบถามภูมิประเทศ
           เขาได้พบกับ Cairne Bloodhoof ผู้นำเผ่า Tauren ผู้แข็งแกร่งและมีพละกำลังอาจหาญของชาย 20 คนรวมกัน โดย Cairne ได้เล่าให้ Thall ฟังว่าคณะของเขากำลังได้รับความลำบากเนื่องจาก เหล่า Centaur ที่อยู่โดยรอบพื้นที่แห่งนี้ได้เที่ยวปล้นสะดมค่ายของเขา เมื่อได้ทราบ Thall จึงได้นำกำลังเข้าปราบปรามเหล่า Centaur ทันที และในเวลาไม่นานเหล่า Centaur ก้ได้ถูกกำจัดจนหมด Cairne Bloodhoof ซึ้งในน้ำใจของ Thall เขาจึงได้ขอเป็นพันธมิตรกับ The Horde นับแต่บัดนั้น

ความผิดพลาดของ Grom Hellscream
           ขณะที่ Thall ได้ออกลาดตะเวนสำรวจพื้นที่ Grom Hellscream ที่อยู่เฝ้าเรือ เห็นว่าเพราะเรือถูกพายุทำให้การเดินทางล่าช้า เขาจึงหวังสร้างผลงานเพื่อลบล้างความผิดที่เคยถูกมนุษย์จับตัวได้ Grom ได้สั่งให้สมุนออร์ค ทำการตัดไม้และแผ้วทางพื้นที่สำหรับการสร้างเมืองของ The Horde  ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสรรพชีวิตต่างๆใน Kalimdor เป็นอย่างมาก เนื่องจากป่าไม้เป็นต้นกำเนิดของธารน้ำและอาหารของสิ่งมีชีวิตในดินแดนแห่งนี้
           ระหว่างที่เขาทำการตัดไม้อยู่ นั้น เหล่า Furbolgs เผ่าพันธุ์หมีคอมมานโดที่มีภาษาและมีสังคมของตัวเองเมื่อเห็นว่าดินแดนของของตัวเองถูกบุกรุก พวกมันจึงได้บุกโจมตีคณะตัดไม้ของ Grom  ทันที ซึ่ง Grom เห็นว่าเหล่าหมีพวกนี้แข็งแกร่งเหลือเกิน เขาต้องหาผู้ช่วยมาจัดการเหล่าหมี คอมมานโดเหล่านี้เสีย โชคยังดีที่ Grom ได้พบกับเหล่า Goblin ตัวเขียวที่ป่า Ashenvale Forest  เขาจึงได้ซื้อ Goblin Shredder  หุ่นยนต์ที่ใช้ในการตัดไม้ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของเหล่า Goblin มาช่วยในการตัดไม้และสังหารเหล่าหมีคอมมานโดได้สำเร็จ

Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #19 on: January 03, 2009, 05:16:06 PM »

การลงทัณฑ์ของเจ้าแห่งป่า
            ข่าวการบุกรุกดินแดนของ The Horde   แว่วไปถึงหูของ Cenarius ซึ่งสิ่งมีชีวิตกึ่งพระเจ้า (Demi – God) ผู้เป็นเจ้าแห่งป่า และผู้ดูแลสรรพชีวิตทุกชนิดใน Kalimdor เจ้าแห่งป่าไม่รอช้าเขารีบรุดเข้าขัดขวาง Grom Hellscream ทันที ด้วยพลานุภาพของ Cenarius ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งพระเจ้าและมีอายุยืนยาวมานานนับหมื่นปี Grom Hellscream จึงกลายเป็นออร์คด้อยค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าแห่งป่า           
            Grom  ถูก Cenarius ใช้พลัง Root (รากไม้ยึด) จับตัวจนขยับไม่ได้ และถูกตบกะโหลกไป-มาราว 10 กว่าครั้ง  จนเขาถึงกับเข่าอ่อนและขอยอมแพ้แก่เจ้าแห่งป่า Cenarius จึงได้กล่าวกับ Grom ว่าเขารู้เกี่ยวกับพลังปีศาจร้ายที่สิงอยู่ในตัวของนักรบออร์ค จนทำให้เกิดภัยสงครามรุกราน Azeroth มาแล้ว เขาจะไม่ยอมให้มันเกิด ณ ดินแดน Kalimdor แห่งนี้  แม้ Grom จะร้องไห้และปฏิเสธว่าเหล่าออร์คกลับมามีสติและหยุดรุกรานเผ่าพันธุ์อื่นแล้ว The Horde เพียงแต่ต้องการพื้นที่ใหม่ในการตั้งรกรากเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ออร์คไว้ต่อไป แต่ทว่า Cenarius ไม่ปักใจเชื่อและต้องการให้ Grom นำไพร่พลของตัวเองขึ้นเรือกลับไปโดยเร็ว ก่อนจะโดยเขาตบกะโหลกรอบสอง

ความแค้นของ Grom Hellscream
            เมื่อทราบว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ Cenarius เจ้าแห่งป่า ความโกรธแค้นของ Grom ส่งผลให้เขาเกิดความสับสนในใจและอำนาจมืดที่เคยอยู่ในตัวได้ทำลายสติ และการยับยั้งชั่งใจของผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong เสียสิ้น ในขณะที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความพยาบาทนี่เอง ออร์ค Warlork ต๊อกต๋อยตัวหนึ่งผู้เป็นลูกน้องของ Grom ได้เสนอการเพิ่มพลังอำนาจของตัวเอง โดยยืมพลังจากแม่ทัพของ Burning Legion คือ Mannaroth จอมทำลาย ซึ่งในอดีตเผ่าออร์คก็เคยใช้การดื่มเลือดของปีศาจตนนี้เพื่อเพิ่มพลังและความสามารถ รวมถึงปลุกปั่นความกล้าหาญไม่กลัวตายของตนเองออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด
            Grom จึงให้ออร์ค Warlork ต๊อกต๋อยตัวนั้น นำทางไปน้ำพุเลือดที่มีพลังของมารร้ายสิงอยู่ในนั้น เมื่อไปถึงบ่อน้ำพุ หนึ่งในทหารออร์คได้ทักท้วง Grom  ผุ้เป็นนายว่า การอาศัยพลังด้านมืดนี้ อาจทำให้ตัวของ Grom  ถลำลึกกลับไปสุ่ด้านมืดเหมือนอย่างเหล่าออร์คในอดีตที่เคยหลงผิด แต่ Grom  คิดว่านั้นมันไม่สำคัญเท่ากับการกำจัด Cenarius เจ้าแห่งป่าผู้ตบกะโหลกเขา อีกทั้งยังขัดขวางการตั้งรกรากใหม่ของ The Horde และนี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะสามารถทำให้ Thall พึงพอใจได้ ซึ่งเขาได้ตัดสินใจแล้ว
   
สังหาร Cenarius
            เมื่อดื่มเลือดของ Mannaroth จอมทำลายเข้าไป ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong ก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไปในทันที ตาของเขากลายเป็นสีแดงก่ำ และร้องคำรามด้วยความดุร้าย ถึงแม้จะมีพลังอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แต่ Grom ก็ต้องแลกด้วยการถูกด้านมืดสิงสู่จนไม่คิดถึงสิ่งใด เว้นเสียแต่การตายของCenarius เจ้าแห่งป่าเท่านั้น โดยทันที Grom ได้นำไพร่พลนักรบออร์คที่ดื่มเลือดของ Mannaroth เข้าไปเหมือนกัน บุกเข้าไปที่ป่าศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง และเมื่อได้ประจันหน้ากับ Cenarius การประจันหน้าของพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่สองขั้วจึงเกิดขึ้น ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong กระโจมเข้าใส่ทันที แม้จะถูก Cenarius ใช้พลัง Root (รากไม้ยึด) ใส่ แต่หนนี้ก็ไม่อาจตรึงร่างของ Grom  เอาไว้ได้ เขาใช้ท่า Blade Strom  หมุนใส่เจ้าแห่งป่าจนทรุดลง ก่อนจะจามขวานลงไปกลางศีรษะของ Cenarius
            เมื่อจัดการCenarius เจ้าแห่งป่าแล้ว Mannaroth ก็ได้ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าของ Grom Hellscream และได้เสนอให้ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong ดื่มเลือดของตนอีกครั้งเพื่อที่จะได้มีพลังอำนาจเพิ่มขึ้นอีก ซึ่ง Grom ก็ทำตามอย่างว่าง่าย จนทำให้ตนเองถูกครอบงำโดย Burning Legion อย่างถาวร

Jaina ถึง Kalimdor
            หลังจากที่ Grom Hellscream ได้ทำการสังหาร Cenarius เจ้าแห่งป่าผู้เป็นหอกข้างแคร่ในการขยายอำนาจของ Burning Legion มานานแสนนานแล้วMannaroth ได้สั่งให้ Grom เตรียมการทำลายล้างอาณาจักร Kalimdor แห่งนี้ให้ล่มสลายไป ด้าน Jaina Proudmoore ที่ได้รับคำเตือนจาก Medivh ผู้ทำนายให้เธอทำในสิ่งที่ Arthas ไม่ได้ทำนั้นคือ การอพยพประชาชนสู่ Kalimdor ซึ่งเธอก็เชื่อฟังและได้นำประชาชนส่วนใหญ่ขึ้นเรืออพยพมาดินแดนแห่งนี้ตามที่ผู้ทำนายบอก เมื่อคณะของ Jaina มาถึงชายฝั่ง Kalimdor  เธอก็ได้พบกับ Grom Hellscream พร้อมกับลูกสมุนของเขา

Hellscream อาละวาด
           เมื่อเห็นว่ามนุษย์ลงจากเรือรบ ด้วยไฟแค้นอันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับความบ้าคลั่งของเลือดแห่ง Mannaroth  ที่อยู่ภายในกาย ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong จึงสั่งให้กองทัพออร์คเข้าโจมตีขบวนทัพของมนุษญ์ทันที ซึ่งคณะของ Jaina ไม่อาจต้านทานความบ้าคลั่งของ Grom Hellscream ได้ ทำให้เธอต้องถอยทัพเข้าไปหลบซ่อนในป่าลึก
           Thall ซึ่งกำลังเดินทางกลับจากลาดตระเวน และได้พบกับ คณะของ Jaina โดยบังเอิญที่ Ashenvale Forest ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังจะปะทะกัน แต่ร่างของ Medivh ผุ้ทำนายก็ได้ปรากฏกายขึ้นห้ามทั้งสองไว้ และเปิดเผยให้ Thall และ Jaina ฟังว่าการที่เขาเรียกเผ่าพันธุ์มนุษย์และออร์คมาที่นี่ เพื่อให้มาต้านทานกองกำลังของ Burning Legion ที่จ้องจะทำลาย World Tree โดยผู้ทำนายได้บอกให้ทั้ง 2 ร่วมมือกันต่อต้านอำนาจแห่งเงามืดที่กำลังคุกคามทุกสรรพชีวิต เมื่อเข้าใจในสถานการณ์แล้ว Jaina ได้เล่าให้ Thall ฟังถึงความบ้าคลั่งของ Grom Hellscream ที่ถุกควบคุมโดยพลังปีศาจของ Mannaroth จอมเวทย์สาวได้กล่าวแก่ Thall ว่ามนุษย์จะร่วมมือกับออร์คในศึกครั้งนี้ เพราะไม่เช่นนั้นทุกชีวิตทั้งหมดก็จะถูกทำลาย ซึ่ง Thall ก็ตกลง เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายเป็นมิตรต่อกันแล้ว Medivh ก็ได้จากไป

Thall ปะทะ Grom Hellscream
           เมื่อตกลงที่จะเป็นเป็นพันธมิตรกัน Jaina จึงได้มอบ Soul Gem อันเป็นผลึกแก้วที่สามารถจับวิญญาณปีศาจได้ให้แก่ Thall ราชันย์แห่งออร์คจึงได้ลักลอบเข้าไปในค่ายของ Grom Hellscream เพียงคนเดียว โดยหวังว่าการปะทะกันระหว่างเขาและ Grom เพียงลำพังจะช่วยลดความเสียหายจากการต่อสู้ของชนเผ่าออร์คด้วยกัน หลังแอบด้อมๆมองๆอยู่พักใหญ่ที่ ค่ายของ Grom Hellscream ราชันย์แห่งออร์คก็ได้พบกับ ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong ที่ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำและกำลังบ้าคลั่งได้ที่  Thall จึงได้ปรากฏกายต่อหน้า Grom ทันที Grom ซึ่งในตอนนี้เขาจำใครไม่ได้อีกแล้ว เมื่อเห็น Thall เขาก็คิดว่าเป็นศัตรู จึงวิ่งเข้าใส่ทันที Thall จึงได้วิ่งหนี โชคดีที่ราชันย์แห่งออร์คขี่หมาป่าอยู่ Grom จึงวิ่งตามไม่ทัน เมื่อตั้งหลักได้ Thall ก็ใช้ Soul Gem จับวิญญาณของผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong เอาไว้ได้
           หลังจากจับวิญญาณของ Grom ได้แล้ว Thall ได้นำ Grom กลับมาให้นักเวทย์แห่ง Daralan พวกพ้องของ Jaina ทำพิธีเรียกสติของ Grom กลับมา ทำให้ Grom ได้สติกลับมาเล็กน้อยและกล่าวแก่ Thall ว่ากองทัพออร์คของเขาไม่ได้ถุกควบคุมโดยพลังชั่วร้าย แต่เป็นตัวเขาเองที่เลือกจะดื่มเลือดของ Mannaroth เข้าไปเพื่อพลังอำนาจของตนในการกำจัด Cenarius เจ้าแห่งป่าที่ยากแก่การโค่นล้ม เมื่อทราบดังนั้นทำให้ Thall โกรธแค้น Mannaroth อย่างยิ่ง
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #20 on: January 03, 2009, 05:17:24 PM »

ประจันหน้า Mannaroth The Destroyer
           Thall และ Grom Hellscream ได้ออกตามหา Mannaroth Pit Lord เจ้าปัญหา จนได้มาถึงที่บริเวณปากปล่องภูเขาไฟ เสียงอันกร้าวแกร่งก็ได้ดังขึ้น “หึๆๆๆๆ อย่างที่คิดไว้เลย ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องมา” ร่างของ Pit Lord ขยับมาด้านหลังของออร์คทั้ง 2 “และข้าก็เห็นว่า เจ้าพา Hellscream  มาด้วย............เลือดของมัน เป็นของข้า หึๆๆๆๆ”  เมื่อหันกลับมา Thall และ Grom Hellscream ก้ได้เผชิญหน้ากับ Mannaroth The Destroyer “แกลืมแล้วรึว่าใครเป็นผู้ให้พลังกับแก” Mannaroth กล่าวกับ Grom ที่ก้มหน้านิ่ง
           เมื่อเห็นดังนั้น Thall จึงไม่รอช้า เขาทุบค้อนศึกอันทรงพลังของ DoomHammer  ลงกับพื้นเพื่อเรียกพลังแห่งสายฟ้า ก่อนจะปาออกไปใส่ Mannaroth เต็มแรง.......... “ตรั๊บ” .....เสียงกระแทกอย่างแรงของค้อนศึกกับปีกที่แข็งแกร่งราวแผ่นเหล็กของ Pit Lord แต่มันหาได้สร้างความบาดเจ็บให้แก่ Mannaroth ไม่ “นี่คือการโจมตีที่หนักที่สุดของแกแล้วรึ...........ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ” Mannaroth กล่าวก่อนจะพุ่งเข้าไปเหวี่ยงดาบ 2 คบขนาดยักษ์ใส่ Thall เต็มแรง.....ร่างของราชันย์แห่งออร์คปลิวราวกับปุยนุ่นก่อนจะกระแทกกับโขดหินอย่างแรงจน Thall สลบไป
           Mannaroth หันกลับมายัง Grom Hellscream ที่ยังคงก้มหน้านิ่ง ก่อนกล่าวว่า “หึๆๆๆๆๆ เจ้าหนูนั้นมันคิดว่าแกปลอดภัยแล้ว ช่างโง่นัก มันไม่รู้เลยว่าอะไรที่กำลังเผาไหม้อยู่ในจิตวิญญาณของแก! …ในเบื้องลึกของจิตใต้สำนึก แกก็รู้ว่า เราก็คือปีศาจเหมือนกัน 5555” “Nooooooooooooooooooooooo” ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong ตะโกนสุดเสียงก่อนจะวิ่งเข้าใส่ Mannaroth อย่างบ้าคลั่ง Grom  ใช้ขวานศึกขนาดใหญ่ของเขาฟันลงไปที่ร่างของ Pit Lord เต็มแรง แม้ว่า Mannaroth จะยกดาบขึ้นกันแต่ก็ไม่เป็นผล ขวานศึกของ Grom ทะลุผ่านเกราะและปักลงที่กลางหน้าอกของ Mannaroth มันร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนที่ร่างอันอัดแน่นไปด้วยพลังของมันจะระเบิดอย่างรุนแรง

Grom Hellscream พลีชีพ
           หลังจาก Mannaroth The Destroyer ได้สิ้นชีพด้วยมือของผู้ที่เขาให้พลังไปเอง ด้าน Grom Hellscream ก็อ่อนแรงและล้มลงกับพื้น ซึ่งในตอนนี้เลือดในกายของเขาได้สูญสลายไปพร้อมกับ Mannaroth ที่ตาย Grom ใกล้จะสิ้นใจเต็มที Thall ซึ่งได้สติขึ้นมาพอดี จึงได้เดินโซเซมาหา Grom ที่กำลังจะตาย “เลือดของเจ้าปีศาจได้สูญสลายไปแล้ว รวมทั้งวิญญาณปีศาจในกายของข้าด้วย” ผู้นำแห่งกลุ่ม Warsong กล่าว “Thall  ฉันปลดปล่อยตัวเองจากปีศาจได้สำเร็จแล้ว” พูดขาดคำ Grom Hellscream ก็สิ้นใจ “ไม่หรอกสหาย นายปลดปล่อยพวกเราทุกคน” Thall กล่าวก่อนจะคำรามด้วยความโศกเศร้า

Night Elf Revenge
           เมื่อกลับมาจากปากปล่องภูเขาไฟแล้ว Thall และ Jaina ได้กลับมาที่ Ashenvale Forest อีกครั้ง และได้พบกับภัยคุกคามครั้งใหม่ นั่นก็คือ เหล่า  Night Elf หรือเอลฟ์สีเทาอันเป็นผิวสีดั้งเดิมมาตั้งแต่โบราณกาล ต่างกับพวก High Elf ที่อพยพไปสู่ Azeroth  และใช้พลังงานของ Sunwell แทน เหล่า Night Elf ได้ยกกองทัพมาล้อมค่ายของมนุษย์และออร์ค เพื่อล้างแค้นให้กับ  Cenarius เจ้าแห่งป่าผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้มาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

Tyrande Whisperwind นักบวชหญิงแห่งดวงจันทร์
           จากเหตุการณ์เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ในคราวสงครามแห่งโบราณกาล ที่ดินแดน Kalimdor ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ จนเป็นเหตุให้ Mulfurion Stromrage ต้องหลับใหลเพื่อเข้าไปฟื้นฟูดินแดนผ่าน Emerland นครที่คอยฟื้นฟูโลกผ่านความฝันของมังกรผู้พิทักษ์ Ysera  และ Illidan ผู้น้อง ต้องถูกจองจำไว้ใต้เทือกเขา Hyjal ณ. ที่แห่งนี้ Tyrande Whisperwind ได้เฝ้ารอการการตื่นขึ้นมาของคนที่เธอรักด้วยความเศร้าสลดมากว่าหมื่นปี
           Shadris Ferthermoon หัวหน้ากองของ Shadowleft สังกัด The Sentinel ได้เข้ามารายงานต่อ Tyrande ว่า Cenarius เจ้าแห่งป่าได้ถูกสังหารแล้วโดยขนเผ่าประหลาดผิวสีเขียว ละขณะนี้กลุ่มฆาตรกรได้ตั้งรกรากและสร้างเมืองของตนเองอยู่นอกชายป่า   

Tyrande บัญชาทัพ
          หลังจากฝากให้ Cenarius เจ้าแห่งป่าและเหล่าผู้ติดตามดูแลอาณาจักร Kalimdor มาเป็นเวลานาน เมื่อ Cenarius ถูกสังหาร Tyrande จึงได้รีบกลับมาบังคับบัญชากองทัพของเธออีกครั้ง Tyrande ได้เรียก Driud of Claw และ Driud of Talon  รวมถึงเหล่าพฤกษาพันธุ์ผู้มีชีวิตมาเป็นกำลังให้กับเธอและเตรียมกำลังไป Ashenvale Forest ทันที Shadris ได้เตือนถึงภัยคุกคามอันมาจากพลังอำนาจมืดที่มองไม่เห็น และเธอคิดว่าน่าจะมาจากเผ่าพันธุ์ออร์ค แต่ Tyrande ไม่เห็นด้วย เพราะเธอคิดถึงตอนยังเด็ก เธอเห็นต้นกำเนิดเผ่าพันธ์ออร์คชีวิตแรกนั้น ได้กำเนิดขึ้นที่ดินแดน Kalimdor แห่งนี้ ก่อนจะอพยพไปสู่ Dranei ในภายหลัง
          Tyrande ได้นำกำลังมุ่งหน้าสู่ Ashenvale Forest และระหว่างทางได้พบกับ เหล่า Fulbolg หมีคอมมานโด ที่กำลังหลบหนีสงครามไปสู่ที่ปลอดภัย โดยหัวหน้ากลุ่มหมีคอมมานโด ได้ขอให้ Tyrande ช่วยตามหาเหล่าประชาชนที่เหลือของตน ซึ่งเธอก็ได้ช่วยตามหาเหล่า Fulbolg ที่กระจัดกระจายจนพบทั้งหมด ก่อนจะไปส่งเหล่าหมีคอมมานโดสู่ที่ปลอดภัย

ปะทะ Duke Lionheart
          Tyrande ได้นำทัพไนท์เอลฟ์บุกขึ้นไปต่อ และได้พบกับ Duke Lionheart หัวหน้ากองของกองทัพ Undead  พร้อมกับกองทัพผีดิบจำนวนหนึ่ง เธอจึงเข้าจู่โจมทันที  การปะทะกันใช้เวลาไม่นาน และในที่สุด Duke Lionheart ก็ถุกยิงแสกหน้าผากสิ้นใจตาย
          Tyrande เหลียวไปเห็นกองทัพของออร์คและมนุษย์ที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น เธอถึงกับหน้าถอดสีละคิดว่าลำพังกองทัพของเธอที่มีจำนวนน้อยนิดไม่อาจต้านทานกำลังของผู้บุกรุกได้  มีทางเดียวเธอต้องกลับไปเตือนเหล่า Sentinel และขอกำลังเสริมเพื่อกลับมาจัดการผู้บุกรุกให้สิ้นซาก

Archimonde มาถึง
          หลังจากที่ Tyrande ได้สังหาร Duke Lionheart และทำลายหน่วยลาดตระเวนของทัพ Undead  ไป Archimonde ก็ได้มาถึง Kalimdor และเมื่อพบว่าหน่วยลาดตระเวนถุกจัดการเรียบ เจ้าอสูรถึงกับเดือดดาล และได้ออกตามหาผู้ที่สังหารกองทัพเขาด้วยตัวเอง หลังเพ่งกระแสจิตอยู่แป๊บนึง Archimonde ก็ทราบว่า Tyrande เป็นผู้สังหารหน่วยลาดตระเวนของเขา โดยไม่รอช้า เจ้าอสูรพร้อม Doom Guard องครักษ์ได้เร่งติดตาม Tyrande ไปในทันที
          Archimonde ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้พบกับ Tyrande พร้อมกับกองทัพของเธอ เจ้าอสูรสั่งให้ Doom Guard สังหารกองทัพของ Tyrande จนเรียบ และได้ไล่ต้อน Tyrande ไปจนมุมที่หน้าผา Archimonde ยิ้มกริ่มและคิดว่ายังไงเธอก็หนีไม่พ้น แต่ด้วยพลังอำนาจของเทพ Elune จากคำอธิษฐานของ Tyrande ทำให้ร่างของเธอถูกปกคลุมด้วยเงาแห่งดวงจันทร์ จน Archimonde มองไม่เห็น และ Tyrande จึงใช้จังหวะนี้หลบหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย

ถอยกลับ Shadowleft
          Archimonde กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดที่ Tyrande หนีไปได้ เจ้าอสูรสั่งให้ Doom Guard องครักษ์ ของเขารีบไปติดตามจับ Tyrande มาให้ได้โดยเร็วก่อนที่เขาจะงอน ทางคณะ Doom Guard  ผู้จงรักภักดีจึงได้กระจายกำลังออกตามล่า Tyrande อย่างเร่งด่วน ท่ามกลางเหล่าอสูรร้าย Tyrande ค่อยๆใช้พลังอำนาจของเทพ Elune พรางตัว และหลบหนีออกไป ระหว่างนี้เธอได้พบกับกองกำลังที่กระจัดกระจายของเธอทีละกลุ่ม เธอจึงได้รวบรวมกำลังพล กลับ Shadowleft เพื่อไปเตือน Shadris ผู้กองแห่ง The Sentinel
          แม้จะหลบเลี่ยงจากคณะ Doom Guard ได้แล้ว แต่ Tyrande ก็ได้พบกับอุปสรรคเล็กน้อย เมื่อค่ายของ Undead พร้อมกับป้อมปราการ ได้กีดขวางทางข้ามแม่น้ำไปสู่ค่าย Shadowleft โชคยังดีที่ Tyrande ได้เหลียวไปเห็น Ballistae เครื่องยิงลูกศรที่จอดอยู่แถวนั้นพอดี  เธอจึงได้ใช้มันจัดการกับป้อมปราการของ Undead ก่อนจะกำลังเข้าทำลายค่ายจนราบ และข้ามแม่น้ำไปสู่ ค่าย Shadowleft ได้สำเร็จ
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #21 on: January 03, 2009, 05:19:01 PM »

ยุทธวิธีตอบโต้ Undead
          เมื่อมาถึงค่าย Shadowleft แล้ว Tyrande ได้เล่าให้ Shadris ฟังว่ากองกำลังของ Undead รวมถึงผู้บุกรกทั้งออร์คและมนุษย์มีมากเกินกว่าที่กองกำลัง The Sentinel  จะต้านทานไหว เธอจึงขอคำปรึกษาว่า ควรที่จะทำอย่างไรต่อไป Shadris  จึงเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปลุกบรรดา Druid ที่หลับใหลใน Emerland ให้มาช่วยต้านทานศึกครั้งนี้ เมื่อเห็นตรงกันดังนั้น Tyrande จึงได้ฝากให้ Shadris อยู่ป้องกันค่ายที่ Ashenvale Forest ส่วนเธอจะไปปลุก Mulfurion Stromrage ให้มาช่วย โดยเธอต้องไปนำ the Horn of Cenarius ที่อยู่ที่ดินแดน Moonglade มาใช้ในการปลุกสุดที่รักของเธอ
          ระหว่างที่กำลังจะเดินทางนั้น dryads  นางหนึ่ง ได้มารายงานแก่ Tyrande ว่า ขณะนี้ Tichondrius พร้อมกองทัพ Undead ได้นำกำลังมาตัดไม้ใกล้กับ สถานที่ที่ Mulfurion Stromrage หลับใหลอยู่  อีกทั้งยังมีกองทัพออร์คจำนวนหนึ่งได้ตั้งค่ายขวางทางไป Moonglade ที่มี Horn of Cenarius อยู่อีกด้วย เมื่อทราบดังนั้นแล้วทำให้ Tyrande ลำบากใจยิ่งนัก แต่เธอตัดสินใจแล้ว ว่าไม่ว่าจะยังไงก็ตามเธอก็ต้องนำ Horn of Cenarius มาปลุก Mulfurion ให้ตื่นขึ้นมาให้ได้

Mulfurion ตื่นจากฝัน (เพราะถูกปลุกด้วยแตร)
          Tyrande รีบนำกำลังเหล่าไนท์เอลฟ์ บุกค่ายของออร์คทันที และในเวลาไม่นานก็สามารถตีค่ายออร์คแห่งนี้แตกได้ เธอจึงได้มุ่งหน้าต่อไปที่ Moonglade ซึ่งเมื่อมาถึ เธอก็พบกับ keepers of the grove สามคน ซึ่งเป็นผู้ปกป้อง Horn of Cenarius และดินแดน Moonglade แห่งนี้ ได้แก่ Lightning Protector, Fire Protector และ Ice Protector แม้จะยากลำบาก แต่ Tyrande ก็สามารถสังหาร keepers of the grove ทั้งสามได้สำเร็จ และสามารถนำ Horn of Cenarius มาได้ เธอจึงรีบไป Barrow Den ที่ที่ Mulfurion หลับใหลอยู่ทันที  ขณะที่ทัพ Undead กำลังจะค้นพบ Mulfurion  ที่หลับอยู่ Tyrande ก็มาถึง Barrow Den ทันเวลาพอดี เธอไม่รอช้าเป่าแตรของCenarius ทันที
           ทันทีที่ได้ยินเสียงแตรของ Cenarius สติของ Mulfurion ก็กลับมาทันที หลังจากหลับใหลมายาวนานกว่าหมื่นปี Mulfurion Stromrage ก้ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อ Mulfurion เห็นหน้า Tyrande ทั้งคู่ก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อไป Tyrande ชี้นิ้วไปที่ค่ายของ Undead ที่อยุ่บริเวณนั้น Mulfurion ก็เข้าใจทันที เขาเรียกtreants สมุนต้นไม้มาออกมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะส่งมันไปจัดการกองทัพ Undead จนราบคาบ
 
รวมไพร่พลต้าน Burning Legion
           เมื่อจัดการกับกองทัพของ Undead จนสิ้นซากแล้ว Tyrande ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ Mulfurion ฟังพร้อมบอกว่าจอมอสูร Archimonde ได้กลับมาที่โลกนี้อีกครั้งแล้ว ซึ่ง Mulfurion ก็ทราบโดยทันทีว่าเหตุผลที่ Archimonde มายังดินแดน Kalimdor แห่งนี้เพื่อต้องการทำลาย Word Tree ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสมดุลธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานอันมหาศาล ที่ Archimonde ต้องการเพื่อสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้า Mulfurion จึงได้บอก Tyrande ว่าเขาต้องนำ Horn of Cenarius ไปที่ดินแดน Winterspring  เพื่อทำการเรียก Driud of Claw และ Driud of Talon  จำนวนมากที่จำศีลอยู่ที่นั้นมาเป็นกำลังต้านทานเหล่า Undead  ซึ่ง Tyrande ก็ตกลง ทั้งสองจึงมุ่งหน้าสู่ Winterspring ทันที
           ระหว่างการเดินทาง Mulfurion และ Tyrande ได้พบกับกองกำลังของมนุษย์และออร์คที่กำลังต้านทานกองทัพ Undead ที่บุกโจมตีอยู่ Mulfurion จึงคิดว่าควรที่เป็นพันธมิตรกับ มนุษย์และออร์คไว้เพื่อต้านทานเหล่า Undead แต่ Tyrande ไม่เห็นด้วย และบอกว่าเผ่าพันธ์พวกนี้ได้ทำการสังหาร Cenarius เจ้าแห่งป่า อีกทั้งยังเป็นผู้พากองทัพ Undead มายัง Kalimdor อีกด้วย เมื่อทราบดังนั้น Mulfurion จึงตัดสินใจเดินทางต่อไป

กองกำลัง Driud of Talon   
           เมื่อมาถึง Winterspring แล้ว Mulfurion มุ่งหน้าไปยัง Druid of the Talon's Barrow Den เขาได้เป่าแตรของ Cenarius เพื่อปลุกเหล่า Driud of Talon  ให้ตื่นขึ้น สิ้นเสียงแตรเหล่าผู้ใช้พลังแห่งลมก็ตื่นขึ้นต่อหน้า Mulfurion ระหว่างนี้ Tyrande ได้พบกับเหล่า furbolgs หมีคอมมานโดกลุ่มที่เธอช่วยเหลือไม่ทัน ที่โดนอำนาจมืดเข้าครอบงำและเข้าโจมตีคณะของ Tyrande ซึ่งเธอก็ไม่มีทางเลือก จึงได้สังหารเหล่าหมีคอมมานโดกลุ่มนี้จนหมดสิ้น หลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว Driud of Talon ได้บอกให้Mulfurion ไปที่ Barrow Deeps ณ. ยอดเขา Hyjal เพื่อทำการปลุกเหล่า Driud of Claw ผู้ใช้กรงเล็บมาร่วมต่อสู้ด้วย Mulfurion และ Tyrande พร้อมเหล่า Driud of Talon  จึงได้มุ่งหน้าสุ่ยอดเขา Hyjal ทันที
           หลังจากมาถึงยอดเขา Hyjal แล้ว ระหว่างที่ Mulfurion พร้อมเหล่า Driud of Talon  ได้เดินทางไปที่ Barrow Deeps เพื่อทำการปลุก Driud of Claw มาร่วมทัพ เมื่อผ่านถ้ำแห่งหนึ่งใต้เขา Hyjal  Tyrande ได้คิดถึงบุคคลหนึ่งขึ้นมา เขาก็คือ Illidan น้องของ furion นั่นเอง Tyrande ได้บอกแก่ Mulfurion ว่าเธอจะไปช่วย Illidan มาช่วยศึกครั้งนี้ แม้จะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ Mulfurion ก็ขัดภรรยาไม่ได้ Tyrande จึงเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งใต้เขา Hyjal อันเป็นค่ายของกองกำลัง Warden เพื่อทำการช่วย Stromrage ผุ้น้องออกมา

บุกค่าย Warden ช่วย Stromrage ผุ้น้อง
           Tyrande เข้ามาในถ้ำอันเป็นทางผ่านสู่ ค่ายของกองกำลัง Warden และได้พบกับแมงมุมพิษขนาดใหญ่ ซึ่งเธอก็ได้สังหารอย่างไม่ยากเย็น และเมื่อเดินทางต่อไป Tyrande ก็ได้พบกับประตูค่ายของกองกำลัง Warden  ณ. ที่นี้เธอได้พบกับ Califax  Keeper of the Grove ผู้ดูแลห้องขังของ Stromrage ผู้น้องพร้อมกับเหล่าผู้คุมจำนวนเล็กน้อย Tyrande จึงได้ทำการสังหาร Califax และผู้คุมทั้งหมดตาย
           Maiev Shadowsong หัวหน้าผู้คุม พยายามอธิบายให้ Tyrande ฟังว่าไม่ควรปล่อย Illidan ออกมา แต่ Tyrande ก็ไม่เชื่อฟัง พร้อมบอกว่าพลังของ Illidan สามารถช่วยเหลือสงครามครั้งนี้ได้  Maiev จึงเข้าขัดขวาง แต่ก็โดน Tyrande ตบคว่ำ ก่อนที่เธอจะวิ่งเข้าไปหาห้องขังของ Illidan จนพบ และได้ปล่อย Stromrage ผู้น้องออกมา

Illidan Stromrage The Betrayer
           หลังจากถูกล่ามโซ่ตรวนจนขยับไปไหนแทบไม่ได้ และถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวในความมืดมาเป็นเวลากว่าหมื่นปี Illidan ทนทุกทรมานทุกวินาทีที่มีชีวิตอยู่  เขาได้แต่เฝ้ารอว่าวันหนึ่งเขาจะต้องออกจากคุกที่มืดมิดแห่งนี้และทำการแก้แค้นบุคคลที่ทำให้เขาได้รับความทุกข์ทรมานที่แสนสาหัสนี้ 
           เมื่อประตูคุกถุกเปิดออก แม้ตาของ Illidan จะบอดเพราะพลังของ Sargeras  แต่เขาสัมผัสได้จากพลังวิญญาณ ว่าตรงหน้าของเขาคือ Tyrande Whisperwind หญิงสาวที่เขาหลงรัก เขาแทบไม่อยากเชื่อ และกำลังตกตะลึงว่าคนที่มาช่วยเขาคือคนที่เขารักด้วยชีวิต  Tyrande ได้บอก Stromrage ผู้น้อง ว่า เวลานี้ Night Elf  กำลังเจอกับศึกหนักครั้งใหญ่ เนื่องจาก เจ้าอสูร Archimonde พร้อมกับทัพ Burning Legion จำนวนมหาศาลได้นำกำลังบุก Kalimdor แล้ว เธอต้องการให้ Illidan ช่วยเลือในศึกครั้งนี้
           Illidan ตกปากรับคำทันที พร้อมกับถามที่ตั้งของกองกำลังหลักของ Undead ว่าอยู่ที่ไหน และถามถึงที่อยู่ของแม่ทัพด้วย โดยเขาสัญญาว่าจะฆ่ามันลงให้ได้ Tyrande จึงได้บอกว่าแม่ทัพของ Burning Legion ครั้งนี้คือ Tichondrius ซึ่งตอนนี้ตั้งทัพใหญ่อยู่ที่ Felwood เมื่อทราบดังนั้น Illidan จึงมุ่งหน้าสู่ Felwood ทันที ก่อนจะไป Illidan ได้กล่าวกับ Tyrande ว่า “ขอให้เจ้าจำเอาไว้  Tyrande  ศึกครั้งนี้ข้าไม่ได้ต่อสู้เพื่อช่วยเหล่า Night Elf  ส่วน Kalimdor จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญสำหรับข้า แต่หาก Burning Legion มันกำลังจะนำอันตรายมาสู่ตัวเจ้า ข้าจะเป็นผู้ทำลายมันลงด้วยมือข้าเอง ขอให้เจ้าวางใจ.....ข้าจะไม่ยอมตายจนกว่าจะทำลายศัตรูของเจ้าให้หมดสิ้นไป”…"ทำไมเจ้าถึงทำเพื่อข้าขนาดนี้ Illidan”  Tyrande กล่าว Stromrage ผู้น้องไม่ตอบก่อนจะเดินจากไป เมื่อออกห่างจาก Tyrande แล้ว Illidan จึงกล่าวว่า “ข้าแค่สู้ตามที่หัวใจมันเรียกร้องเท่านั้น”

คำสัญญาของ Illidan
           เมื่อได้ปล่อย Stromrage ผู้น้องออกจากที่คุมขังแล้ว Tyrande ได้มอบกองกำลัง Night Elf ส่วนหนึ่งให้ตาม Illidanไป Felwood  ส่วนเธอได้กลับไปหา Mulfurion ที่ยอดเขา Hyjal พร้อมกับเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง Furion ได้แต่ถอดใจกับการตัดสินใจของ Tyrande และบอกเธอว่า ศึกคราวก่อนเพราะ Cenarius ถึงจับ Illidan เอาไว้ได้ แต่ต่อไปอาจจะไม่มีใครสามารถหยุดยั้ง Illidan ได้อีก แต่ Tyrande บอกว่า Illidan สัญญากับเธอไว้แล้ว ซึ่งเธอเชื่อใจในตัวเขาและมั่นใจว่า Stromrage ผู้น้องจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง ด้าน Furion ก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงน้องชายขึ้นมา เขาและ Tyrande จึงตัดสินใจจัดเตรียมกองกำลัง เพื่อยกทัพไปช่วย Illidan ที่ป่า Felwood
Logged

-[พ่อหมา]-
Mage
***

จิตพิสัย : 1
Offline Offline

Posts: 546


"Lunifer"


« Reply #22 on: January 03, 2009, 05:19:33 PM »

Demon Hunter VS Death Knight
           หลังจากออกจากที่คุมขังแล้ว Illidan ได้มุ่งหน้าสู่ป่า Felwood อย่างรีบเร่ง ระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่นั้น เขาก็ได้สังเกตเห็นเงาของบุคคลหนึ่งกำลังตามเขามาเงียบๆ Illidan จึงได้ตะโกนบอกให้ร่างนั้นปรากฏตัวออกมา ซึ่งร่างนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ Death Knight Arthas ขุนพลของ Lich King  นั่นเอง “ไอ้ปีศาจ ศัตรูของ Tyrande” Illidan  ตะโกนก่อนจะคว้าดาบพระจันทร์เสี้ยวคู่ใจ กระโจนเข้าใส่ Arthas ทันที
           การดวลกันระหว่างนักล่าปีศาจ กับ อัศวินแห่งความตายจึงได้เริ่มขึ้น คมดาบพระจันทร์เสี้ยว ปะทะกับ Frostmourne ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ โดยไม่มีใครเพลี่ยงพล่ำ Illidan ผุ้คล่องแคล่วว่องไว กับ Arthas ผุ้แข็งแกร่ง ดวลกันกว่า 100 เพลงยุทธก็ยังไม่รู้ผล Illidan จึงหยุดการต่อสู้และถามจุดประสงค์ของ Arthas ว่ามาสะกดรอยตามเขาทำไม Death Knight จึงได้บอกแก่  Stromrage ผู้น้องว่า “ข้าแค่มาแจ้งข่าวเท่านั้น เจ้ากำลังจะไป Felwood เพื่อจัดการแม่ทัพแห่ง Legion Tichondrius ใช่ปะ” Illidan  พนักหน้ารับ Arthas จึงกล่าวต่อไป “Tichondrius ไม่ใช่นักรบธรรมดา มันมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าที่เจ้าคิด การจะสังหาร Dreadlords ตนนี้ไม่ใช่เรื่องจะทำได้ง่ายๆ ” Illidan ยักไหล่และไม่สนใจคำพูดของ Death Knight “ขอบใจนะไอ้ปีศาจ เจ้ามีเรื่องจะบอกข้าแค่นี้ใช่ไหม ข้าต้องรีบไป” Illidan กล่าวก่อนกำลังจะเดินจากไป

Skull of Gul’dan
           Arthas หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าเป็นนักรบที่เก่งกาจ แต่ยังไม่เก่งพอที่จะสังหาร Tichondrius ลงได้หรอก” Illidan หยุดเดินและหันกลับมา “เจ้าดูถูกฝีมือข้างั้นรึ”  Death Knight จึงกล่าวต่อไป  “ไม่หรอก ข้าแค่อยากจะบอกเจ้าไว้ Tichondrius ได้รับเกราะ Divine Armor  จากจอมอสูร Kiljaeden ลำพังด้วยอาวุธธรรมดาไม่อาจทำอันตรายต่อมันได้”...“ถ้าหยั่งงั้นข้าต้องทำยังไงถึงจะสังหารมันได้” Stromrage ผู้น้องถาม “มีเพียงพลังอำนาจจาก Skull of Gul’dan เท่านั้นที่สามารถช่วยเจ้าได้ ซึ่งที่ตั้งของมันไม่ห่างจาก Felwood เท่าใดนัก ขอให้เจ้าจงรีบไปนำมันมาใช้ เถอะ”... “ข้าจะรับฟังเจ้าไว้ ขอบใจสำหรับความหวังดี” กล่าวจบ Illidan จึงได้เดินทางต่อมุ่งหาสู่ป่าFelwood ทันที

สมรภูมิป่า Felwood
           เมื่อ Illidan มาถึงป่า Felwood ได้สักพัก ขณะที่กำลังสำรวจพื้นที่ กองกำลัง Night Elf ส่วนหนึ่งที่ Tyrande สั่งให้ตามช่วย Stromrage ผู้น้องก็ได้มาถึง Illidan จึงได้สั่งให้ตั้งค่าย ณ พื้นที่แห่งนั้น เพื่อเตรียมการป้องกันการโจมตีของกองกำลัง Burning Legion เมื่อทราบการมาถึงของ Illidan ผุ้บุกรุก แม่ทัพ Tichondrius ไม่รอช้ารวบรวมกองกำลัง Undead เตรียมเข้าจู่โจมค่ายของ Illidan ทันที Tichondrius ได้เรียก Infernal  จำนวนมากเข้าร่วมผสมกับกองกำลัง Undead และส่งพวกมันเข้าบุกโจมตีค่ายของ Stromrage ผู้น้อง
           กองกำลังของ Undead พร้อมกับเหล่า Infelnal ได้บุกเข้าโจมตีค่ายของ Illidan อย่างหนัก เหล่ากองกำลัง Night Elf พยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความบ้าคลั่งของเหล่า Infelnal ที่มีเพลิงลุกท่วมกายได้ กองกำลังของ Stromrage ผู้น้องที่มีเพียงน้อยนิดค่อยๆทยอยล้มตายลง และในอีกไม่นานค่ายแห่งนี้จะต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน

ทางเลือกสุดท้าย
           Illidan ทราบดีว่า ด้วยกำลังที่เขามีไม่อาจที่จะเอาชนะกองกำลังของ Undead ได้ในขณะที่เหล่า Infelnal กำลังบุกเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน Stromrage ผู้น้องตัดสินใจที่จะตีฝ่าวงล้อมศัตรูออกไปเอาพลังของ Skull of Gul’dan มาใช้เพื่อชนะศึกครั้งนี้ Illidan หยิบดาบพระจันทร์เสี้ยวขึ้นมา “ข้าจะไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับ Tyrande เข้ามาเลย ดาหน้ามาหาข้านี่ ไอ้พวกอสูร!” Stromrage ผู้น้อง กล่าวก่อนจะวิ่งเข้าใส่กองกำลัง Undead และเหล่า Infelnal  ทันที ด้วยความคล่องแคล่ว Illidan ที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าศัตรู  ได้เหวี่ยงดาบพระจันทร์เสี้ยวเข้าสังหารนักรบ Undead ล้มตายลงจำนวนมาก แม้จะถูกจู่โจมเข้ามาไม่หยุดแต่ Illidan ก็ยืนหยัดสู้ต่อไปไม่ถอยด้วยศรัทธาแห่งรัก ในที่สุดเหล่า Undead ระลอกแรกก็ถูกสังหารจนหมด Illidan จึงได้บอกแก่เหล่ากองกำลัง Night Elf ที่เหลือว่าเขาจะไปนำพลัง  Skull of Gul’dan มาใช้ในการจัดการ Tichondrius ขอให้ตั้งรับเหล่านักรบ Undead ไว้ให้ได้และรอเขากลับมา กองกำลัง Night Elf ก็รับคำ

Now, I’m complete.
           Illidan พร้อมกำลังจำนวนหนึ่งได้ออกตามหา ที่ตั้งของ Skull of Gul’dan ที่ครอบงำป่า Felwood อยู่  ท่ามกลางเหล่าปีศาจมากมายในป่าดิบชื้นแห่งนี้  ในที่สุด Illidan ก็ค้นพบที่ตั้งของ Skull of Gul’dan กะโหลกของพ่อมดออร์คที่บรรจุพลังอำนาจปีศาจอันมหาศาลเอาไว้ ซึ่งครั้งหนึ่ง จอมเวทย์ Khadgar เคยใช้พลังของมันในการปิดประตู Dark Portal มาแล้ว เมื่อสังหารเหล่าผู้คุ้มกันกะโหลกจนหมดสิ้นแล้ว Stromrage ผู้น้องก็ได้หยิบ Skull of Gul’dan ขึ้นมาไว้ในมือ
           กองกำลัง Night Elf  ที่ติดตาม Illidan มาด้วยได้บอกเขาว่า พลังของ Skull of Gul’dan เป็นพลังของปีศาจร้าย ซึ่งมันอาจส่งผลร้ายต่อ Illidan ในภายหลัง “มันคือหนทางเดียวที่จะช่วยให้ Tyrande ปลอดภัย เรื่องอื่นๆ ข้าไม่สนใจทั้งนั้น” Stromrage ผู้น้องกล่าว ก่อนจะรวบรวมพลังของ Skull of Gul’dan เข้ามาในร่างกายของเขา และแล้วด้วยพลังอันมหาศาลของ Eradar Warlock ที่อัดแน่นภายในกะโหลกนั้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงร่างของ Illidan ครั้งใหญ่ เขาอันยาวโง้งได้งอกออกมาพร้อมกับปีกของปีศาจ Gargoyles ได้แยกออกมาจากแผ่นหลังของเขา ในที่สุดปีศาจสีดำทมิฬ Evil Illidan จึงได้กำเนิดขึ้น “อิอิ ตอนนี้ข้าสมบูรณ์แล้ว”

The Power of Darkness
           เมื่อได้ครอบครองพลังของ Skull of Gul’dan แล้ว Evil Illidan ได้รีบมุ่งหน้ากลับไปที่ค่ายทันที ณ ค่ายกองกำลัง Night Elf  ที่ป่า Felwood ซึ่งตอนนี้กำลังถุกโจมตีกระหน่ำอย่างหนักจาก Infernal เหล่า Undead  มหาสศาลได้ทำลายป้อมปราการ Night Elf  จนแทบหมดสิ้น กองกำลัง Night Elf  ได้ถูกต้อนไล่ต้อนจนมุม กอŧ