AFTER2K Network : Thai Magic The Gathering Community
August 17, 2019, 09:34:10 PM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News: เจ้าของร้านคนไหนต้องการมีบอร์ดร้านเป็นของตัวเอง เพื่อประกาศงานแข่ง หรือ ประกาศขายของ ปักหมุดกระทู้ คิดค่าบริการไม่แพงคร้าบ ปีละ 2,500 เท่านั้น ติดต่อผมได้ที่ [email protected] นะครับ
 
   Home   Help Search Login Register  

Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: ZAlpha's Basic Modelling Guide  (Read 7126 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« on: October 18, 2011, 09:39:44 PM »

ติดต่อขอบทความเรียบร้อยครับ
คงเอาไปปักหมุดเลย เพราะ เป็นไกด์ไลน์ให้การทำสี โมเดลเกมอื่นๆ ด้วย



The Basic Modelling and Painting Guide

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com


สำหรับกระทู้นี้จะเป็นกระทู้สอนการประกอบและทำสีโมเดลขั้นพื้นฐานนะครับ โดยจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ

Part I -- การประกอบ Mini
-- [view]
Part II -- การทำเบสขั้นต้น
-- [view]
Part III – การอุดรอยต่อด้วยพัทตี้และการพ่นรองพื้น
-- [view - Putty]
-- [view - Priming]
Part IV -- เทคนิคการทำสีเบื้องต้น
-- [view - Introduction]
-- [view - Basic Painting]
-- [view - Basic Painting (Continue)]


ใครไม่อยากนั่งไล่หาโพสต์ก็ กดที่ Part ต่างๆเพื่อให้ Link ไปได้ทันทีเลยนะครับ
« Last Edit: October 19, 2011, 12:07:11 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #1 on: October 18, 2011, 09:52:04 PM »

Part I -- การประกอบ Mini

การประกอบโมเดล Warhammer

ก่อนจะเริ่มทำการทุกอย่าง... ต้องพูดถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ก่อนนะครับ

1. คีมปากนกแก้ว (Nipper) -- สำหรับใช้ตัโมเดลออกจากแผงครับ (ห้ามมักง่ายบิดออกจากแผงเด็ดขาด)

2. คัตเตอร์ (ถ้าเลือกได้ ผมแนะนำคัตเตอร์ใบมีด 30 ํ นะครับ เพราะเวลาใช้งานจะเข้าถึงซอกเล็กๆของตัวโมเดลได้ดีกว่า)
คำเตือน - คัตเตอร์เป็นของมีคม กรุณาใช้ด้วยความระมัดระวัง และเวลาใช้เสร็จแล้วต้องเก็บให้เรียบร้อย

3. ตะไบ (File) -- อันนี้ ก็ขอให้ใช้ตะไบเล็กๆนะครับ สามารถหาซื้อได้ตามแผนกเครื่องมือช่าง ถ้าเอาถูกๆคลองถมก็มีครับ ราคาประมาณ ชุดหละ 40 - 50 บาท มี 10 อัน (แต่จริงๆจะใช้แค่ ตะไบแบน // กลม)

4. กระดาษทรายน้ำ -- อันนี้ขอเป็นเบอร์ 800 // 1000 หรือสูงกว่านะครับ เพราะถ้าเบอร์ต่ำมากๆ เวลาขัดมันจะหยาบ แล้วก็กินเนื้อโมเดลไวด้วย

5. กาว !! -- จะประกอบโมเดลได้อย่างไร ถ้าไม่มีกาว ถ้าเอาง่ายๆ ก็กาวช้างนี่หละครับ ติดได้ทั้ง Metal แล้วก็ พลาสติก แต่ถ้าคนไหนเล่นโมเดลอยู่แล้วก็เอากาวติดพลาสติกของพวกทามิย่ามาใช้ประกอบ ตัวพลาสติกก็ได้ครับ จะแห้งช้ากว่าแต่การยึดติดของเนื้อพลาสติกจะดีกว่ากาวช้างมาก

คำเตือน - กาวมีส่วนประกอบของสารระเหยซึ่งมีอันตรายต่อเยื่อบุจมูก เมื่อใช้งานกาว (โดยเฉพาะกาวประกอบพลาสติก) ควรใช้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และต้องระวังอย่าให้เข้าตาด้วย (นักเล่นโมเดลส่วนมากไม่ค่อยประสบปัญหาเพราะว่ามีแว่นกันอยู่ แต่มันก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้นะครับ)


รูปบน คือ คีมปากนกแก้ว และ คัตเตอร์ นะครับ


รูปคัตเตอร์พร้อมใบมีด 30 ํ ด้านบนคือแบบใบมีดกลับด้าน ด้านล่างคือแบบปกติ ซึ่งเลือกใช้งานได้ตามความถนัดครับ


(จากซ้าย) ตะไบ กาวช้าง และกาวประกอบโมเดลพลาสติก



ขั้นตอนที่ 1 -- ตัดชิ้นส่วนต่างๆออกจากแผง


การตัดชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือโมเดลตะกั่ว (จริงๆมันเป็น White Metal แต่ขอเรียกกันว่าโมตะกั่วนะครับ) เวลาตัดออกจากแผง หรือ ส่วนยึด ให้ใช้คีมปากนกแก้วตัดชิ้นส่วนออก โดยตัดให้ห่างจากชิ้นส่วนเล็กน้อย(เมื่อตัดแล้วควรจะเหลือแกนของแผงติดมา ด้วยอย่างน้อย ประมาณ 0.3 - 0.5 cm) หากเราทำการตัดตรงชิ้นเนื้อโมเดลเลย เนื้อโมเดลส่วนนั้นจะเกิดการบิด (เนื่องจากแรงบีบของคีม) โมจะเบี้ยว หรือ บ่อยครั้ง คีมจะกินเนื้อของโมเข้าไปด้วย

ห้ามทำการบิดโมเดลออกมาจากแผงเด็ดขาด เพราะการบิดด้วยมือจะทำให้โมเกิดการเบี้ยวอย่างมาก


ทิปอีกอย่างในการตัดก็คือ ให้หันด้านเรียบของปากคีม เข้าหาตัวโมเดล จะทำให้การควบคุมการตัดง่ายกว่า

ก็จะได้แบบนี้...


โมเดลบางตัว แกนยึดของโม หรือ ส่วนต่างๆที่เป็นข้อยึด มักจะหล่อติดมากับแผง สังเกตง่ายๆจากโมกันดั้มรุ่นเก่าๆ (เพราะว่าถ้าโมเสียหายก็จะไม่น่าเกลี่ยดมาก) แต่กระนั้นก็มีอันตรายเช่นกันคือ บางครั้งอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดว่ามันเป็นส่วนเกินแล้วก็ตัดมันออกซะอย่าง งั้น!!! ก่อนตัดกรุณาดูให้แน่ใจด้วยนะครับ เพราะมันต่อคืนไม่ได้นะ

จากนั้น พอเราได้ชิ้นโมเดลที่ตัดออกจากแผงเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยๆใช้ใบคัตเตอร์ ตัดส่วนเกินของแผงที่ติดมากับชิ้นโมเดลออกอีกที.... วิธีนี้จะทำให้ผิวโมเดลส่วนที่ติดกับแผงเรียบและไม่มีรอยมากที่สุด


แบบนี้ละครับ



ขั้นตอนที่ 2 -- การเอาส่วนเกินและตะเข็บโมเดลออก (Removing Mould Lines, Flashes and Vents)

Mould Lines, Flashes และ Vents คืออะไร ? -- ในการหล่อโมเดล ผู้ผลิตจะใช้พิมพ์ ในการหล่อ ซึ่งอย่างต่ำก็จะใช้สองชี้น คือ หน้าและหลัง เมื่อหล่อแล้วเอาพิมพ์ออก บางครั้ง (ถ้าไม่ทุกครั้งทีเดียว) ก็จะเกิดรอยตรงส่วนที่พิมพ์มาประกบกัน เราเรียกว่า ตะเข็บโมเดล ซึ่งจะมีอยู่ทั้งในโมพลาสติกและโมตะกั่ว บางครั้งตะเข็บอาจจะเห็นได้ชัดมากถ้าพิมพ์ไม่ดี หากไม่ขัดออก เมื่อทำสีเสร็จก็จะเห็นเด่นเป็นสง่า ดูไม่ดีจริงๆนะครับ !!

ก่อน จะเริ่มลงมือขัดตะเข็บ (ด้วยความมัน) เช็คให้ดีด้วยนะครับ ว่า ตะเข็บหรือส่วนเกินนั้น มันใช่ส่วนเกินแน่หรือเปล่า ไม่งั้นประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ไปขัดเอาส่วนยึดต่างๆออกได้...

การขัดตะเข็บของโมเดลพลาสติก และ ตะกั่ว นั้น หลักการก็เหมือนๆกัน แต่ต่างกันตรงที่โมตะกั่วจะขัดได้ยากกว่า เพราะฉะนั้น หากใครที่เห็นโมตะกั่วมีตะเข็บเยอะๆ ก็ค่อยๆทำไปนะครับ ใจเย็นๆ....


ตัวอย่างงานที่ขัดเกลาตะเข็บออกแล้วส่วนหนึ่ง

วิธีการขัด จะสามารถแบ่งได้เป็นสามแบบครับ

1. ใช้คัตเตอร์ -- วิธีนี้ใช้ได้ดี และ ค่อนข้างเร็ว โดยการขัดทำได้โดยการเอาใบมีด ตั้งให้เกือบตั้งฉากกับผิวโมเดล แล้วเกลาโดยไม่ต้องกดใบมีด หรือ กดเพียงเบาๆ ตะเข็บจะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ ผิวโมเดลหลังขัดเสร็จจะไม่เรียบสวยเหมือนใช้กระดาษทรายหรือตะไบ นอกจากนั้น หากใบมีดคมไป ก็อาจจะกินเนื้อโมเดลไปมากกว่าที่พึงประสงค์ได้

2. ใช้ตะไบ -- ตะไบใช้งานได้ดี เพราะขัดได้แทบทุกอย่างบนโลก กับโมเดลพลาสติกอาจจะไม่แนะนำให้ใช้ยกเว้นในกรณีที่พิมพ์เบี้ยวอย่างเห็นได้ ชัด เพราะขัดฟืดเดียวเนื้อพลาสติกอาจจะหายไปเยอะมาก การตะไบโมเดล ให้เอาตะไบวาบทาบไปกับผิดโม แล้วกดเล็กน้อย แล้วขัด โดยให้ขัดไปทางเดียว(จะดีที่สุด) เช่น บนลงล่าง แล้วก็ บนลงล่าง

ตะไบเมื่อใช้ไปสักพักจะพบว่าจะมีเศษผงที่เกิดจากการขัดโมเดลมาติดตามซอกตะไบ จะทำให้ประสิทธิภาพตะไบลดลง ทางแก้คือ เอาแปรงสีฟันเก่าๆหรือ ถ้าจะให้ดี แปรงทองเหลือง มาขัดเอาผงออก ตะไบก็จะใช้งานได้ดีเหมือนเดิม (ไม่ต้องขัดจนสะอาดนะครับ มันไม่สะอาด 100% หรอก แค่พอให้มันออกไปบ้างก็พอ)

3. ใช้กระดาษทรายน้ำ -- เรียกได้ว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุดในสามวิธีก็ว่าได้ สำหรับการรักษาผิวหน้าของตัวโม และ คุณภาพของการขัด เสียแค่ว่าช้ามากมาย โดยเฉพาะหากใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 2000 ขัดตะเข็บโมเดลตะกั่ว กว่าจะเสร็จก็นานทีเดียว

ดังนั้นกระดาษทรายน้ำ มักใช้ในการทำ finishing Touch เสียมากกว่า กล่าวคือ เมื่อขัดด้วยวิธีทั้งสองแล้วได้ผิวโมที่หยาบ ก็จะทำการขัดด้วยกระดาษทรายน้ำอีกที จะประหยัดเวลาได้มาก

การใช้งานกระดาษทรายน้ำ ขึ้นชื่อว่ากระดาษทรายน้ำ ก็ต้องใช้น้ำด้วย โดยนำน้ำนิดหน่อยมาหยดบนกระดาษทราย หรือ ผิวโมเดล แล้วขัดเบาๆ (เบาๆ) จนผิวเรียบ ก็เสร็จสิ้น หากต้องการขัดด้วยกระดาษทรายน้ำ เพียงอย่างเดียว ให้เริ่มจากกระดาษทรายน้ำเบอร์หยาบ (600 - 800) แล้วไล่มาเรื่อยๆ จนถึง 1000 หรือ 2000

การกำจัด Bits
โมเดลตะกั่วบ่อยครั้งจะพบว่ามีส่วนที่หล่อเกินออกมาจากต้นแบบอยู่ (ที่ไม่ใช่ตะเข็บ) เราอาจจะพบเห็นได้ในแบบของ ก้านตรงปลายของโมเดล เช่น ปลายปืน หรือ ปลายส่วนแหลมๆ... หรือถ้าเป็นโมเดลที่มีผ้า ก็จะเจอเป็นหนามเล็กๆ ตามปลายผ้า ตรวจดูจากหน้ากล่องหรือรูปอ้างอิงต่างๆ หากพบว่าไม่ใช่ให้รีบขัดทิ้งเสียก่อนจะทำสี มันจะได้ไม่จิ้มมือคุณเวลาทำสี



ขั้นตอนที่ 2.5 -- Clean 'em Up!!

หลังจากขัดเอาตะเข็บและส่วนเกินออกแล้ว สิ่งที่ตามมาแน่นอนก็คือ ฝุ่นและผงจากการขัดตัวผิวโม ซึ่งบางครั้ง เศษเล็กๆเหล่านั้นอาจจะไปอุดหรือติดอยู่ตามหลืบของตัวโมเดลได้ หากไม่รีบทำความสะอาจเอาแต่เนิ่นๆ อาจจะเจอมันตอนทำสีแล้ว ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว

การทำความสะอาดทำได้ไม่ยาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือเอาพู่กันเบอร์ 10 - 12 มาปัดตามตัวโมเดลให้ทั่ว ก็น่าจะล้างเศษฝุ่นออกได้หมดแล้ว แต่หากไม่พอใจ ก็ลองใช้ที่เป่าผมมาเป่าก็ได้ (แต่อย่าใช้ลมร้อนนะครับ เดี๋ยวมีละลาย เพราะที่เป่าผมบางตัว Str 10 AP 1 Melta )



ขั้นตอนที่ 3 -- มาประกอบมันกันเถอะ

หลังจากเตรียมการเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเริ่มมาประกอบโมเดลกัน....

วิธีเริ่มที่ดีทั้งตัวพลาสติกและโมตะกั่ว คือ ติดมันเข้ากับฐานก่อน สำหรับโมพลาสติก ก็ให้ใช้กาว ปริมาณพอเหมาะ (กรุณาอย่าละเลง ไม่ใช่งานประกวด Abstract Painting!!) บีบลงใต้เท้าโมเดล (หรือส่วนที่ติดกับฐาน) แล้วก็แปะมันลงไป ทิ้งให้แห้ง...

แต่ถ้าเป็นโมตะกั่ว ส่วนมากจะมากับ Slottabase คือเบสแบบเสียบ ก็ลองเอาโมเดลไปเสียบเบสดูก่อนว่าเข้าได้พอดีไหม ถ้าไม่พอดีก็จัดการขัด แกนเสียบ ซะหน่อย (ขัดไปเลยครับ พวกตัวอักษรตรงแกนน่ะ) ขัดจนเสียบได้ ก็บีบกาวช้าง นิดหน่อยลงตรงแกน อีกหน่อยตรงใต้เท้า หรือ what so ever! แล้วก็ เสียบมันลงไป เวลาเสียบ จะเห็นว่าร่องของ Slottabase ไม่ได้อยู่กลางเบสพอดี เวลาเสียบให้เอาด้านที่มีพื้นที่มากไว้ด้านหน้านะครับ ไม่งั้นเวลาเสียบแล้วมันจะดูไม่สมดุล

Tips : Base ของโมแบบไม่มีแกนเสียบ บางตัวอาจจะมีเส้นสีดำที่เป็นเส้นคล้ายๆ Slottabase อยู่ ถ้ามี ก็ให้วางตัวโมไปในแนวนั้นโดยใช้หลักการเดียวกับโมตะกั่วเลย แต่ถ้าไม่มี ก็ให้กะดีๆเพราะว่าโมบางตัวถ้าติดกาวไปกลางเบสตัวมันจะเอียงมาด้านหน้าเยอะ (เช่น Orks เป็นต้น)

สำหรับ SlottaBase 40mm หรือ เบสขนาดใหญ่ทั้งของ WH Fantasy และ 40K ที่มักจะเจอในโมตัวใหญ่ๆ ที่เสียบจะไม่เป็นแกนมาให้ แต่จะมี Joint ใต้เท้าหรือฐาน มาให้เสียบ กรณีนี้เราต้องจัดการเจาะรูเบสแล้วเสียบเข้าไป พลิกใต้เบสจะพบรู 5 รู ที่มีระยะห่างจากแกนกลางไม่เท่ากัน ลองเอาโมเดลคุณวางทาบลงไปในรูแล้วเลือกรูที่ Balance ที่สุด แล้วเจาะ จากนั้นจึงกลับเบสไปด้านเดิมและวางโมเดลลง

เมื่อ กาวที่ติดท่อนล่างของโมกับเบสค่อนข้างแห้งแล้ว ก็ทำการติดส่วนต่อไปได้ทันที โดยจะติดทีละชิ้น หรือติดหมดเลยก็ได้ พึงคิดไว้ด้วยว่าถ้าติดหมดเลย โมเดลบางตัวจะทำสีสะดวกกว่า แต่บางตัวก็ควรแยกบางชิ้นมาทำสีทีหลัง แล้วแต่กรณีไปนะครับ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเล่น Space Marines Blood Angel Chapter แล้วต้องการทำ Assault Squad ที่หัวสีเหลือง แต่ปกติคุณชอบทำสีจากรองพื้นสีดำมากกว่า (ซึ่งแน่นอนว่าถ้ารองพื้นดำจะได้สีเหลืองหม่น ไม่สด) คุณก็อาจจะแยกหัวของ Space Marines ไว้ แล้วพ่น UnderCoat ดำ ไปก่อน ส่วนหัวก็แยกพ่น UnderCoat ขาว แล้วทำเสร็จค่อยมาประกอบกันก็ได้ครับ

Tips : Posing your Model

โมเดลพลาสติกรุ่นใหม่ๆของ GW ส่วนมากจะมาเป็น Multi-parts ซึ่งทำให้เราสามารถจัดการวางท่าให้กับตัวละครได้หลาายแบบมากกว่าเดิม แต่หากเราติดโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าโมเดลของคุณอาจจะทำท่าผิดมนุษย์ไปได้ ดังนั้น การใช้ U-Tac นิดหน่อยลองติดทุกส่วนเข้าด้วยกันก่อนลองประกอบด้วยกาวจริงก็เป็นไอเดียที่ ดีครับ


ตัวอย่างการ Pose ท่าโมที่ดี


ตัวอย่างการ Pose ที่ใช้ชิ้นส่วนเดียวกันแต่เพียงปรับนิดหน่อยก็ได้อารมณ์ที่ต่างไป
(ด้านซ้ายจะดูคล่องตัวกว่า ในขณะที่ด้านขวาจะค่อนข้างนิ่ง)


ตัวอย่างการ Pose ที่ค่อนข้างขัดกับความเป็นจริงของตัวงาน (ไม่สมจริง)

Tips : Pinning

โมเดลตะกั่วบางตัวมีน้ำหนักมากและอาจจะทำให้เกิดปัญหาความเปราะบางเมื่อ ประกอบเสร็จเนื่องด้วยน้ำหนัก คุณอาจจะใช้สว่านเข้าเข้าไปในตัวโมเดลแล้วใช้แกนเหล็กยึดโมเดลทั้งสองชิ้น ไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มความคงทนก็เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ

(ส่วนเรื่องของ Pinning ผมจะมาเขียนให้วันหลังถ้าว่างนะครับ เพราะมันค่อนข้างจะไปด้านโปร ตอนนี้จะขอทำคอลัมน์ Newbies ให้เสร็จก่อนดีกว่าครับ)



ก็ น่าจะหมดเท่านี้ละนะครับ เกี่ยวกับการเริ่มประกอบโมเดลของ GW สำหรับในบทหน้าก็จะเริ่มเขียนเรื่องการทำเบสนะครับ

สำหรับ Part I ก็จบเท่านี้หละครับ ลองไปทำกันดูนะครับ

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: November 07, 2014, 03:59:50 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #2 on: October 18, 2011, 10:05:48 PM »

Part II การทำเบส (Basing)

เมื่อพูดถึงโมเดลของ Games Workshop... โมทุกตัวย่อมมีสิ่งที่เหมือนกัน....นั่นก็คือ เบส !!


การทำสีโมเดลให้สวยงามโดดเด่นก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของการเล่นโมเดล ของ GW แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการทำเบสของตัวโมเหล่านั้นให้สวยงามด้วย

หลายๆคนอาจจะนึกสงสัยว่าทำไมมันถึงสำคัญขนาดนั้น กับแค่เรื่องของฐานดำๆกลมๆที่เอาไว้วางตัวโมเดล...ลองจินตนาการว่าโมเดลสุดหรูอลังการของคุณที่คุณทุ่มเทเวลาทำสีมันอย่างมาก มาย สวยงามกว่างานที่เข้าประกวด Golden Demon เสียอีก... แต่มันยืนอยู่บนเบสสีดำสนิทราบเรียบเหมือนถนนลาดยาง... ซ้ำร้ายกลางเบสยังมีก้านสีเงินส่องประกายอีกด้วย...

ผมขอบอกว่ามันไม่ใช่ภาพน่าดูเลยครับ งานโมเดลที่ราคาค่าโมแพงมากมาย อาจจะราคาตกติดดินได้ถ้าอยู่ในสภาพแบบนั้น



นอกจากในเรื่องของความสวยงามแล้ว ยังมีเหตุผลสนับสนุนอีกสองประการที่ทำให้คุณควรเลือกใช้แฟ้บ... เอ่อ หมายถึง ทำเบสให้กับโมของคุณ นั่นคือ....

1. การทำเบสของโมเดล ก็เหมือนกับการทำสีของโมเดล มันสามารถสร้าง Unity ให้กับกองทัพคุณได้ และก็สามารถดึงโมเดลแต่ละตัวออกจากกองทัพที่เหลือได้โดยการทำเบสให้ต่างออก ไป (สังเกตว่าโมเดล Character ของ GW หลังๆมักจะชอบแถมเบสสวยๆมาให้ เช่น โมของ Archaeon / Prince Tyrion / Eldar Farseer / Autarch / Marneus Calgar และอื่นๆอีกมาก)

นอกจากข้อดีในการดึงจุดโดดเด่นแล้ว Basing ก็สามารถบอกถึงจุดยืนหรือ History ของ Army ของคุณได้มากกว่า (ผมชอบไอเดียการสร้าง Army โดยมี BackGround ของกองทัพ มันทำให้เหมือนกับเราไม่ได้ควบคุมกองทหารที่ไม่มีที่มาอยู่) เช่นว่า ตัวผมเอง เลือกที่จะทำ Base ของ Eldar Ulthwe Army ให้ไปในแนวเดียวกัน คือ Theme ของฤดูหนาว เพราะฉะนั้นผมจะเลือกใช้การลง Snow Flock แทนที่การลงหญ้าแบบปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้ดูโดดเด่นขัดกับกองทัพสีดำแล้ว ยังทำให้ถาพรวมของการ Design สีกองทัพเปลี่ยนไป ทำให้เรามีอะไรต่างจากคนอื่นด้วย (จนแล้วจนรอดก็คิดสี Camourflage ของ Eldar Ranger Winter Scout ไม่ออกสักที - -*)

2. การทำเบส(ดีๆ)นั้นง่ายกว่าทำสีโมเดล(สวยๆ)เสียอีก แล้วก็คุ้มค่ากับเวลา และการลงทุนด้วย...

So...why don't we all basing our models Huh

ทีนี้ หลังจากไร้สาระ มาได้ ครึ่งหน้าจอ ก็มาถึงวิธีทำเบสโมเดลสักที...



สิ่งที่จำเป็นที่ต้องการในการทำเบสก็คือ...

1. ทราย -- ขอละเอียดๆนะครับ แนะนำว่าร่อนด้วยกระชอนก่อนจะดีมาก เพราะเศษใหญ่ๆจะออกได้หมด รวมถึง หากบางคนชอบไปโกยทรายก่อนสร้างมาใช้แล้วละก็... ระวังจะเจอมรดกของน้องหมาน้องแมวแถวนั้นเข้าให้หละเด้อ....

บางคนอาจจะชอบล้างทรายก่อน ซึ่งก็ไม่มีข้อเสียอะไร ถ้าจะล้าง แนะนำให้เททราย(ที่ทำการร่อนแล้ว)ลงในกะละมัง เติมน้ำจนล้นทราย เอามือเกลี่ยๆไปมา เศษผงต่างๆ รวมถึงขยะมูลฝอยก็จะบอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ค่อยๆรินน้ำออก แล้วทำซ้ำ สัก 3 - 5 รอบ จากนั้นก็นำทรายไปตาก อาจจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะแห้งดี (ขึ้นอยู่กับปริมาณทรายและการเกลี่ยบ่อยๆ)

2. กาว Latex -- แนะนำยี่ห้อนี้...


ของเขาดีจริงนะครับ

...เพราะเหนียวสะใจดี ถ้าใช้ยี่ห้อพระอาทิตย์ยิ้ม หรือ กระต่ายบิน หรือ แมวกระดิกหาง คานิเฟ็กซ์กินกล้วย จะไม่แนะนำ เพราะว่านานๆไปกาวบนเบสจะลอกง่าย

3. พู่กันเก่าๆ -- ขอเก่าๆ นะครับ เพราะใช้แล้วจะไม่สามารถนำไปทำสีได้อีก



เมื่อหาของได้ครบแล้วก็เริ่มทำกันเลย... การทำก็แสนง้ายง่าย...

1. เอาพู่กัน จุ่มน้ำเล็กน้อย แล้วปาดกาวขึ้นมา ละเลงให้ทั่วเบส (อย่า"งก"กาว ไม่งั้นเบสจะกร่อน แล้วก็ลอกออกมาได้หลังใช้งานสักพัก แต่ก็อย่าประชดชีวิตมากเกินไป ไม่งั้นทรายจะหนา) สังเกตยังไงว่าพอแล้ว ก็ให้เบสมันขาวๆแบบในรูปหละครับ แต่ไม่ต้องขาวทุกตารางนิ้วนะ...แบบนั้นเรียกท่วม -*-


แฉะๆแบบนี้หละครับดี เบสที่ละเลงกาวแล้ว รอลงทราย

2. จากนั้นจุ่มเบสลงในกระป๋องใส่ทราย (ถ้าไม่มีเอาชามก็ได้ หรือจะเอาทรายเทลงมาใส่เบสก็ได้ แต่จะเจอปัญหาทรายตกตามพื้น ไม่สะดวกเก็บทำความสะอาดกันอีก)


ถ้าไม่ใส่กระป๋องทรายจะหกเลอะเทอะนะครับ

3. คว่ำเบสลง เคาะเล็กน้อยให้เศษทรายส่วนเกินตกลงไปในกระป๋อง จะได้ไว้ใช้คราวหน้าอีก สำหรับทรายที่ติดตามส่วนเกินเพราะกาวติดเลอะตามส่วนอื่นๆของโม เอาพู่กันจุ่มน้ำหมาดๆค่อยถูออกครับ หรือไม่ก็ปล่อยไว้ก็ได้ครับ รอกาวแห้งเอาแปรงสีฟัน หรือ ปลายคัตเตอร์ แซะๆเบาๆ ก็ออกเหมือนกัน

4. รอให้แห้ง สัก 8 - 12 ชั่วโมง (มั้ง ไม่เคยนับครับ ทำแล้วก็นอน ตื่นเช้ามาก็ไปรองพื้นได้เลย)

เท่านี้ก็ได้เบสที่สวยงามสมจริงไปใช้กันแล้วนะครับ หากใครชอบสไตล์นี้ก็ไม่ต้องทำสีก็ได้ แต่ถ้าหากจะทำสี ก็มีทางเลือกให้สองทางครับ



ทำสีเบส ก่อนทำสีตัวโมเดล ?

ปกติแล้วเรามักทำสีโมเดลก่อนแล้วจึงทำเบสทีหลัง แต่หลายคนอาจจะเคยเห็นคนแนะนำว่าให้ทำเบสก่อนแล้วค่อยทำโมเดล แต่ว่ามันมีข้อดีอย่างไร ?

นี่เป็นวิธีที่ผมก็ใช้อยู่ แล้วก็คิดว่าสะดวกกว่าการทำหลังจากทำสีตัวโมแล้ว วิธีทำก็คือ ให้ทำเบส(ทราย)ให้เสร็จก่อน แล้วเอาโมไปพ่นรองพื้น (หรือ ทาก็ได้) ถ้ารองพื้นดำ ก็ให้นำสีที่ชอบมาดรายบรัชบนทรายได้เลย แต่ถ้ารองพื้นสีอื่น ก็เอาสีดำมาทาเบสก่อน พอดรายบรัชแล้ว ก็จะเกิดเป็น effect สีดินบนเบสทันที และไม่ต้องกลัวเปื้อนงานด้วยเพราะทำเบสก่อนทำโม...


Eldar Guardian ที่ทำเสร็จแล้วพร้อมเบสที่ทำจาก Effect Drybrush



สีที่แนะนำ ในการดรายบรัช (สำหรับคนไหนชอบสีอื่นก็ลองได้ตามสบายเลยนะครับ)

Woodland -- Scorched Brown
Urban // City -- Shadow Gray => Fortress Grey
Chaos Wasteland -- Scab Red
Cosmic Planet -- Emerald Green

และสีอื่นๆอีกมาก เช่น Ice Blue - Commando Khaki - Desert Yellow

หมายเหตุ ตอนนี้ทาง Game Workshop ได้เปลี่ยนชื่อสีแล้ว ดังนั้นควรเทียบชื่อของสีของเก่ากับของใหม่ด้วย

ทำสีเบส หลังทำสีตัวโมเดล

วิธีนี้ไม่ต่างจากวิธีแรกเลย แค่ว่าจะทำโมก่อนมาดรายบรัชเบสในขั้นสุดท้ายเท่านั้น (หรือทำสีให้เสร็จก่อนแล้วค่อยทำการ Basing ด้วยทราย แล้วก็ทำตามขั้นตอนแบบที่ทำก่อนทำสี แต่จะมีข้อเสียคือเวลาดรายบรัชอาจจะไปโดนส่วนต่างๆของโมที่ทำสีเสร็จแล้ว ด้วย ก็เลยไม่แนะนำให้ทำทีหลังครับ



**Tips : Rocks / Boulders and other Artefacts

ในสมรภูมิรบจริงๆ ในโลกของ 40K และ Fantasy นั้น พื้นสนามรบไม่ได้เรียบไปเสียทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นไอเดียที่ดีที่จะเสริมสิ่งต่างๆลงไปในเบสโมบ้าง ให้เกิดความ"สมจริง" แต่ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยชอบทำสิ่งเหล่านี้บนเบสขนาดเล็ก (เบสทหารปกติ) เพราะว่าจะทำให้ดูรกมากกว่าจะสวย แต่สำหรับเบสขนาดใหญ่ เช่น 40mm Base หรือ Monstrous Creature เบส ที่มีพื้นที่ผิวหน้ามากนั้น เราสามารถใส่ของต่างๆลงไปบนเบสให้เกิดความสมจริงได้ (เพราะเมื่อเบสใหญ่มากๆ การไม่ใส่เลยก็จะโล่งน่าเกลียดเช่นกัน...) ก่อนจะวาง วาดแปลน หรือกำหนดไว้ก่อน ว่าจะวางอะไรลงไปบ้าง เพราะถ้าวางชนิด "ตามใจGU" บางทีก็จะรกเกินไปได้นะครับ...

หากไม่ใช้หิน(ที่หาได้แม้แต่แค่ออกจากบ้าน 2 ก้าว) การเลือกใช้ Bits หรือ Accessory ที่ให้มาในกล่องของโมเดลพลาสติกก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย (ผู้เล่น Chaos หรือ Undead จะมีของประเภทนี้เยอะเป็นพิเศษ) ค่อยๆวางแผนการวาง จากนั้น หากใช้หินก็ติดกาวช้างลงไปก่อนลงทราย หากเป็นพลาสติกก็ใช้กาวช้างหรือกาวโมเดลก็ได้ เมื่อลงเศษชิ้นส่วนใหญ่ๆหมดแล้ว จึงค่อยลงทรายตาม เพราะหากลงทรายไปก่อน ขยะสงครามต่างๆที่เราลงไปบนเบสจะเกิดอาการ"ลอย"จากพื้น ดูไม่สมจริงได้ครับ

ตัวอย่างเบสที่ทำสี และ ใส่เอฟเฟคต์แล้ว


Falcon Base <ใช้กิ่งไม้ + หิน>


Vyper Base <ใช้หินอย่างเดียว>


Wriathlord Base <ใช้ หิน และ หัวกะโหลกพลาสติกจาก Sprue ของ Warhammer Chaos Warrior Regiment นะครับ>

สุด ท้าย (เกี่ยวกับ Base) ...

Base ทุกชิ้นจะมีขอบนะครับ ถ้าชอบ ก็สามารถลงสีเดียวกับสีที่ใช้ทำดินไปได้ แต่ถ้าชอบดำๆ ก็ปล่อยว่างไว้ก็ได้ครับ แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล...




เอ๊ะ....เดี๋ยว ยังไม่จบครับ เรามาดูต่อกันดีกว่า...


เมื่อทำการดรายบรัช เบสแล้ว หากรู้สึกว่าพิ้นผิวเบสนั้นเรียบเกินไป (เหมือนโลกแห้งแล้ง มีแต่ดิน ไม่มีอย่างอื่น) คุณก็สามารถเลือกใช้ของเล่นอื่นๆใส่ลงไปบนเบสได้ ที่นี่ยมใช้กันมากก็จะมีสามอย่างคือ...

1. Static Grass -- หรือ หญ้าเทียม สามารถหาได้ไม่ยากต้ามร้านขายเครื่องเขียนใหญ่ๆ ลักษณะจะเป็นขนๆเขียวๆ ขายเป็นถุง 1 ถุงใช้กันได้เกินพอ อาจจะหารเงินกับเพื่อนซื้อ 1 ถุง ใช้กัน 3 - 5 คนก็ได้

2. ต้นไม้เทียม -- ซึ่งก็หาได้ตาม B2S และร้านเครื่องเขียนเช่นกัน.... แต่เราจะไม่เอามันใส่ลงไปทั้งต้นนะครับ มันจะดูเว่อร์ไป (ต้นไม้กับโมสเกลไม่เท่ากัน) เราจะแกะแค่ส่วนจำลองใบไม้ที่เป็นก้อนๆเขียวๆมาติดตามเบสก็พอครับ หรือถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็เอาฟองน้ำล้างจาน มาดึงๆฉีกๆเป็นชิ้นเล็กๆแล้วทาสีเขียวก็พอใช้งานได้ครับ

3. Modelling Flock -- สำหรับเจ้านี่ เราเรียกกันติดปากว่า "ฟล็อค" รูปร่างหน้าตาจะเป็นผง(เหมือนขี้เลื่อย) แต่มีสีหลายสี เช่น เขียว เขียวแก่ น้ำตาล ฯลฯ โดยมากจะขายเป็นกระปุกหรือเป็นแพค หาได้ตามร้านเครื่องเขียนอีกนั่นแหละ (เดินร้านเครื่องเขียนบ่อยๆจะได้อุปกรณ์ทำโมเดลกลับบ้านไม่เว้นวัน)

สำหรับ Flock นั้น บางคนมักใช้แทนทรายไปเลย คือไม่ต้อง Basing แล้วพอทำสีโมเดลเสร็จก็ละเลง Latex แล้วจุ่มลงไปใน Flock เลย แล้วก็ไม่ต้องทำสีอีกด้วย แต่ผมเองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะว่าความละเอียดมันน้อยกว่าทราย ถ้าดูใกล้ๆมันจะไม่เหมือนกัน



การติดหญ้าเทียม ต้นไม้เทียบ และ Flock ลงบนเบส

(แนะนำว่าให้ทำการติดหลังจากพ่นเคลือบสีเรียบร้อยแล้ว)
คำเตือน - ก่อนทำขั้นตอนนี้กรุณาปิดพัดลม และ ห้ามจาม!!

การติดนั้นก็ทำเหมือนกับตอนทำ Basing ทุกอย่างเลยครับ คือทากาวบนเบส แล้วจากนั้น ถ้าเป็นไปได้ ใช้แหนบหรือปากคีบเล็กๆจับผงหญ้าขึ้นมาแปะบนกาวเบาๆ ไม่ต้องกด แล้วก็เคาะเอาส่วนเกินออก หากเป็นต้นไม้เทียมหรือ Flock ก็ปล่อยไว้รอแห้งแล้วเอาพู่กันปัดส่วนเกินออกอีกทีนึง ก็เสร็จเรียบร้อย

แต่หากใช้ผงหญ้า พอกาวเริ่มเซตตัว ประมาณ 5 นาที ให้นำพู่กันนิ่มๆมาปัดบนหญ้าเทียมบนเบส จะทำให้หญ้าเทียมตั้งขึ้นมาบ้าง เหมือนเป็นหญ้าจริง (ไม่งั้นมันก็นอนราบที่พื้นหมด...)

ด้านล่างคือตัวอย่างการใส่ สิ่งต่างๆลงไปบนเบสขนาด 60mm เพื่อให้เกิดความ "สมจริง" นะครับ (สีขาวๆที่เห็นก็คือ Snow Flock ของ Games Workshop ถ้าใครสนใจลองถามดูที่ร้านแฟนตาเซียได้ครับ)


Wriathlord Base <ใช้ หิน และ หัวกะโหลกพลาสติกจาก Sprue ของ Warhammer Chaos Warrior Regiment นะครับ>



ทำอย่างไรกับ Base ดีครับ คือมันลอก !!!

หลายคนที่ใช้กาว Latex ถูกๆ หรือ เป็นคนมือมัน คือ พวกมือเหงื่อเยอะ จับโมบ่อยๆ เบสทรายที่ทำไว้สวยงามก็มักจะหลุดตามออกมาด้วย แต่มันจะไม่หลุดมาเป็นเม็ดนะครับ มันจะลอกมาเป็นแผ่นๆ

ทางแก้ปัญหาที่ดี (และควาสสิคสุดๆ).... ก็คือ เปิดกาวช้าง บีบกาวลงไป 1 - 2 หยด เล็กๆ รอบๆขอบ หรือ จะกระจายหน่อยก็ได้ แต่หลักการก็คือ อย่าบีบเยอะครับ เพราะพอกดทรายลงไปมันจะทะลัก... แล้วมือท่านจะติดกับเบส เอาออกยาก...

บีบกาวแล้วกดไว้สัก 30 วิ - 1 นาที... กาวจะแห้ง ทิ้งไว้ เฉยๆ อย่าเพิ่งใส่กล่อง(หากไม่จำเป็น) รอสัก 30 นาทีกาวยึดตัวดีก็กลับสู่สภาพเดิมแล้วครับ...



สำหรับ Part II ก็ขอจบตรงนี้ละครับ เชิญไปติดตามกันต่อใน Part III นะครับ เรากำลังจะได้ทำสีโมเดลของเรากันแล้ว

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: November 07, 2014, 04:14:19 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #3 on: October 18, 2011, 10:10:12 PM »

Part III -- การอุดรอยต่อด้วยพุตตี้และการพ่นรองพื้น

บทความสองเรื่องนี้ อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ Hobby Technics สำหรับผู้ที่สนใจการเล่นโมเดลอย่างจริงจังก็น่าหามาอ่านดู แต่ว่าเก่าแล้วไม่รู้จะหากันได้ไหมนะครับ - -*

Lesson 3 - 1 : All about Putty !

วันนี้ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำรองพื้น (จะเรียกว่า Priming หรือ Undercoating ก็ได้นะครับ) ก็จะขอจับไข่คุณ.... เอ้ย!!! จับเข่าคุย กันเรื่อง พุตตี้ กันก่อนสักนิดหนึ่ง ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับนักเล่น Warhammer ทุกรายไปเสียทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆแล้วกันนะครับ



พุตตี้ มีไว้ ทำอะไร ?

พุตตี้คืออะไร จะถามผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ? - -* แต่ว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้มั้งครับว่ามันทำจากหนังแมวหรือกระเพาะปลาอะไร แต่หน้าที่ของมันที่นักเล่นโมเดลควรรู้ไว้ก็คือ... ใช้ในการอุด ปะ โปะ ปิดรอยต่างๆของส่วนประกอบโมเดล ซึ่ง อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า สำหรับโมเดลเล็กๆอย่างเช่นทหารของ Warhammer นั้น อาจจะไม่มีความจำเป็นเลยก็ได้ที่จะต้องใช้พุตตี้ (เพราะรอยต่อนั้นเล็กมาก ไม่อุดก็แทบไม่เห็น แล้วอุดแล้วยังขัดลำบากอีก)

แต่สำหรับงานช้าง เช่น Land Raider หรือ พวก Imperial Guard BaneBlade หรือแม้กระทั่งพวกโมเดลมังกรใน Fantasy ส่วนมากเมื่อประกอบแล้วจะพบว่ามีรอยต่อที่ไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ด้วยกาว หรือสี และจะดูเด่นชัดสวยงามมากเมื่อตั้งอยู่บนตู้โชว์ นี่คือส่วนที่พุตตี้จะช่วยเข้ามาทำให้ปัญหาต่างๆนี้หายไปได้

สำหรับประเภทของพุตตี้ นั้น จะแยกได้เป็นสามประเภท ดังนี้


1. พุตตี้ทั่วไป -- เช่น Tamiya Putty (หาได้ตามแฟนตาเซียและแผนกโมเดลทั่วไป) หรือ Mr Putty ของ Gunze หรือ Hobby Putty ของคนไทยทำเอง และ อีกหลายยี่ห้อ...


Tamiya Putty in all it's Glory !!

ข้อดีของพุตตี้แบบนี้คือ เป็นพุตตี้สำหรับงานโมเดลโดยตรง ราคาก็ มีให้เลือกตามคุณภาพ สามารถเปิดหลอดใช้ได้ทันที แห้งไวพอตัว ไม่ช้ามากเกินไป



2. อีพ็อกซี่ พุตตี้ (Epoxy Putty) -- หน้าตาจะคล้ายๆกับ Green Stuff ของ Games Workshop คือ จะแยกมาเป็นสองแพค ตัวหนึ่งจะเป็นตัวทำแข็ง อีกตัวจะเป็นตัวพุตตี้(รึเปล่า) เวลาใช้ต้องนำทั้งสองส่วนมาผสมให้เข้ากันแล้วจึงจะใช้ได้


Epoxy นี้ ตัวพุตตี้จะค่อนข้างเหนียว (ถึงเหนียวมาก) เวลาใช้มักติดมือหนืดๆ วิธีแก้ไขคือใช้วาสลีนทานิ้วก่อนจึงค่อยปั้นพุตตี้ จะทำให้ไม่ติดมือ เนื่องจากเนื้อพุตตี้ชนิดนี้ค่อนข้างแข็ง และแห้งช้า จึงเหมาะสำหรับการทำ Texture หรือการปั้นขึ้นโครงให้กับตัวโมเดลมากกว่าแบบแรก และไม่ค่อยมีคนนำมาใช้อุดรอยต่อโมเดลเท่าไหร่ เพราะเนื้อพุตตี้เหนียวเกลี่ยยาก



3. Polyester Putty -- โพลีเอสเตอร์พุตตี้ หรือที่คุ้นหูคนขายร้านก่อสร้างว่า "สีโป้วพลาสติก" นั้น นักเล่นโมเดล GW คงจะไม่ค่อยได้ใช้กันเท่าไหร่ ก็จะขอข้ามไปเลยแล้วกันครับ แต่หลักๆแล้วก็จะใช้ในการทำงานปั้นมากกว่างานอุด (ตัวนี้ไม่เคยใช้จริงๆ ความรู้มีไม่พอ)




เมื่อรู้จักพุตตี้กันแล้วก็มาดูวิธีใช้กันดีกว่า

พอได้พุตตี้มา ก็เริ่มจากการบีบพุตตี้ออกจากหลอด พอประมาณ แล้วปิดฝาหลอดซะ (พุตตี้มีส่วนผสมของสารระเหยทำให้สามารถคงตัวเป็นของเหลวได้ หากปล่อยไว้นานๆ พุตตี้บริเวณปากหลอดจะแข็งได้ จึงควรปิดไว้เพื่อยืดอายุใช้งาน) เมื่อบีบพุตตี้ออกแล้ว ก็จัดการใช้วัสดุปลายแหลม จิ้ม หรือ ปาดเนื้อพุตตี้ ขึ้นมา แล้วเอาไปป้ายบริเวณรอยต่อ โดยป้ายให้นูนขึ้นมาจากผิวงานหน่อย เพราะว่าเมื่อพุตตี้แข็ง จะยุบตัวลง นอกจากนั้น เราก็ยังต้องขัดเอาพุตตี้ส่วนเกินออกอีกด้วย

จากนั้นรอจนเนื้อพุตตี้แห้ง (ปกติก็ 1 คืน) ก็เริ่มขัดพื้นผิวให้เรียบได้ การขัดพุตตี้ก็เหมือนการขัดตะเข็บโมเดลนั้นแหละครับ แต่มักจะใช้กระดาษทรายน้ำขัดมากกว่า โดยเริ่มจากเบอร์ หยาบๆ ไล่ไป จนเบอร์ละเอียดๆ พอสัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวโมก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

ปล. สำหรับมือใหม่อาจจะได้อุตพุตตี้กันหลายรอบหน่อย เพราะว่าอาจจะยังไม่ชำนาญ ก็ค่อยๆหัดกันไปนะครับ

พุตตี้ นั้น จะมีความสามารถในการดูดซับสีได้ดีกว่าเนื้อโมเดลปกติ (เพราะพรุนมั้ง) ดังนั้น หากทำการทาสีไปเลย จะเห็นความแตกต่างของสีเด่นชัดระหว่างส่วนเนื้อโมและส่วนพุตตี้ จึงเป็นการดีที่จะทำรองพื้นก่อนลงสีจริงครับ

สำหรับคนที่สงสัยเรื่องพุตตี้ ก็โพสต์ถามในห้องปกติได้นะครับ หรือจะไปขอคำปรึกษาที่ร้านก็ได้ (ผมก็แวะไปวันศุกร์ บ่ายๆ เย็นๆ นั่งยาว...) หรือถามพี่ชูก็ได้ครับ

อ้อ แล้วถ้าเกิดสนใจใช้พุตตี้ ก็แนะนำของทามิย่านะครับ หลอดขาว ฝาส้ม ราคาแพงกว่า Hobby แต่ว่าเนื้อพุตตี้ดีกว่ากันเยอะเลย สนใจติดต่อซื้อได้ที่แฟนตาเซียครับ



End of Part III [First Section]

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: October 19, 2011, 08:57:21 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #4 on: October 18, 2011, 10:44:51 PM »

Part III -- การอุดรอยต่อด้วยพุตตี้และการพ่นรองพื้น

บทความสองเรื่องนี้ อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ Hobby Technics สำหรับผู้ที่สนใจการเล่นโมเดลอย่างจริงจังก็น่าหามาอ่านดู แต่ว่าเก่าแล้วไม่รู้จะหากันได้ไหมนะครับ - -*

Lesson 3 - 2 : Undercoating


ก่อนจะเข้าสู่บทความ... ขอแนะนำอุปกรณ์จำเป็นก่อนนะครับ...

สำหรับผู้ที่จะรองพื้นโดยใช้การทา

1. โมเดล
2. พู่กันเก่าๆ ขนาดพอดีกับตัวงาน (โมเดลคนปกติ เบอร์ 2-3 รถถังหรือ Creature ก็ขนาด 5 - 6 ก็ได้ครับ)

สำหรับผู้ที่จะรองพื้นด้วยสีสเปรย์ (พ่น)

1. โมเดล
2. สีกระป๋อง รองพื้น (สีด้านเท่านั้น) สีที่แนะนำ ดำ / ขาว / เทา
3. หน้ากากกันแก๊ส (เอ่อ เค้าเรียกว่าอะไรนะ ?? นั่นแหละครับ ไว้กันสีเข้าจมูก...เพื่อสุขภาพ)
4. ไดร์เป่าผม (เดี๋ยวก็รู้ว่าใช้ทำอะไร)
5. บริเวณโล่งๆ อากาศถ่ายเทสะดวก...
6. กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ (ไว้กันพื้นเปื้อน...)



ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำรองพื้น ขอคุยกันเรื่องการรองพื้นสักหน่อย เพราะเห็นนักเล่นหน้าใหม่ๆหลายคนชอบถามว่า ไม่ลงได้ไหม รองพื้น หรืออะไรแบบนี้...

การรองพื้น คือ การทาสีชั้นแรกลงบนตัวโมเดล ซึ่งให้ผล หลายด้าน เช่น ปรับสภาพพื้นผิวโมเดล ตรวจดูรอยต่อ ความเรียบร้อยของพุตตี้ เช็คการขัดตะเข็บ (เมื่อโมเดลพ่นรองพื้นเป็นสีเดียวกันทั้งตัวจะดูง่าย โดยเฉพาะสีเทา) นอกจากนั้น สีรองพื้น ยังมีคุณสมบัติทำให้การยึดเกาะของสีชั้นถัดไปติดบนตัวโมเดลดีขึ้นอีกด้วย

แต่ก็กลับมาที่คำถามเดิม... ว่า "ไม่ลงได้ไหม ?" หลายคนอาจจะไม่สะดวก หลายคนขี้เกียจ ไม่มีเวลา นานาจิตตัง ก็ตอบไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ ว่า ไม่จำเป็นก็ได้ มันแล้วแต่คน หรือถึงจะลงรองพื้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องบังคับให้ลงสีนั้นสีนี้ เพราะมันก็ลงได้หลายสีอีกแหละ (ขอแค่เป็นสีด้านก็พอครับ ถ้าสีเงาหละก็จบกัน เพราะสี GW ทาบนผิวสีอครีลิคมันไม่ได้ - -*)

สรุปว่า ไม่ลงก็ได้ครับไม่ใช่ภาคบังคับ แต่ถ้าถามผม การลงรองพื้น ถามว่า พูดกันตรงๆ ลงแล้วมันดีกว่าไหม คุณภาพงานที่ออกมา ถ้าถามผม ผมก็ตอบตรงๆว่า ผมรู้สึกได้ ว่างานที่ลงรองพื้นจะทำสีได้ง่ายกว่า งานที่ไม่ได้ลงนะครับ

อีกอย่าง ถ้าสังเกตดีๆ โมเดลที่ลงรองพื้น สีจะลอกน้อยกว่าโมเดลที่ไม่ได้ลงนะครับ (ตามมุมแหลมๆหรือสันต่างๆของโมเดล) แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมครับ ถ้าไม่ว่างจริงๆ ไม่ต้องลงก็ได้คร้าบ (ไม่ได้โกหกนะ งุงิ...)

เมื่อจบเรื่องคำถามที่ค้างคาใจ(ข้างในลึกๆ)...ก็มาถึงข้อดีข้อเสียของการลง รองพื้นแบบ สเปรย์ และ แบบ ทา กันดีกว่า.... เผื่อจะได้เลือกถูก ว่าเอาแบบไหนดี

(สีน้ำเงิน คือ ข้อดี สีแดง คือ ข้อเสียนะครับ)

แบบทา

ไม่ต้องเสียเวลาหาวันแดดออก เพราะทาตอนไหนก็ได้ 24 ชั่วโมง
มลพิษทางสุขภาพน้อยกว่า เพราะไม่มีสารระเหย (สี GW Non-Toxic นะครับ เห็นว่ากินได้ แต่อย่าลองกันนะครับ ผมไม่อยากติดคุก - -*)
ทาที่ไหนก็ได้ เพราะไม่ฟุ้งกระจาย ^ ^
งานรองพื้นเป็นแบบ One-Process Job


ใช้เวลามากกว่า เหนื่อยกว่า
ผิวงานเรียบน้อย มาก ไม่มั่นคง แล้วแต่ฝีมือคนทำ
รองพื้นสีอ่อนทำเรียบยาก(มาก) และต้องทำหลายรอบ
ตัวเลือกสีรองพื้นน้อย (ร้อยหละ 90% คือ สีดำ)


----

แบบพ่น (สเปรย์กระป๋อง)

ใช้เวลาน้อยกว่า เหนื่อยน้อยกว่า (แถมมีตัว Catalyst เร่งสีแห้งด้วย)
ผิวงานเรียบมั่นคง มือเก่ามือใหม่ก็ทำได้ !! (ถ้าไม่พ่นหนาไป)
รองพื้นสีอ่อนทำเรียบ สบ๊าย!!! (ฟู่ดๆ.... เรียบ กิ๊ง!!!)
ตัวเลือกสีรองพื้นเยอะ เพราะสีสเปรย์ มีแทบทุกสี ขอให้พ่นมาแล้วไม่เป็นสีเงาก็พอ (ถ้า ภาษาปะกิด จะเขียนว่า Flat นะคับ)


ต้องเสียเวลาหาวันแดดออก เพราะหากแดดไม่มี พ่นแล้วสีจะผ้าขึ้น งานเสียถาวร วันไหนอากาศชื่นๆ ก็ไม่ได้ เพราะแห้งช้า
มลพิษทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะมีสารระเหย(ควรใส่หน้ากาก)
มี CFC ทำลายชั้น Ozone (แต่เดี๋ยวนี้เห็นว่าแก้ไขกันแล้ว น่าจะ Non-CFC หละ)
ต้องทำตอนกลางวันเท่านั้น เช้า และเย็น ไม่ได้ พระอาทิตย์ตกก็จบกัน
ต้องหาที่พ่น ไม่งั้นบ้านจะกลายเป็น Graffiti
งานเป็นแบบ Two-Process Job เพราะพ่นแล้วต้องไปทำให้เรียบร้อยด้วยสีทาอีกรอบ (ถ้าประหยัดสีสเปรย์ หรือ พ่นไม่ครบทุกมุม เพราะมันเข้าถึงซอกยากกว่าพู่กัน)




เราจะเริ่มจากการลงรองพื้นด้วยพู่กันกันก่อนนะครับ... (คนลงรองพื้นด้วยสีสเปรย์อย่าเพิ่งน้อยใจน้อ)

ก่อนอื่นนะครับ เวลาลงสี (ทุกครั้งไม่ใช่แค่รองพื้น) เช็คให้ดีก่อนว่าผิวของตัวโมเดล "สะอาด"หรือยัง สะอาด หมายถึง ไม่มี ฝุ่นเกาะ (บางคน--เช่นผม--ชอบวางโมเดลไว้บนโต๊ะแล้วก็นานๆเข้าฝุ่นก็กิน) ถ้ามีฝุ่นเกาะหรือมีเศษผง ผม ขน ต่างๆ ติด เอาพู่กันขนนุ่ม (เบอร์ 12 จะนุ่ม) ปัดออกให้สะอาดก่อน

เมื่อสะอาดแล้ว นำพู่กันที่เตรียมไว้ ล้างน้ำ ให้เปียกหมาดๆ วิธีนี้จะช่วยให้ทาสีได้ง่ายกว่าพู่กันแห้งๆ เอาพู่กันที่หมาดๆ (บางคนอาจจะจุ่มน้ำแล้วไปซับกับกระดาษทิชชู่ก่อน หรือ บางคนจะใช้เทคนิค "มือไว" จุ่มแล้วรีบสะบัดก็ได้เช่นกัน) ค่อยๆตักสีขึ้นมาจากขวด (จริงๆก็คือเอาพู่กันจิ้มลงไปแหละครับ) แต่ไม่ต้องจิ้มจนถึงขั้น สีติดทั้งขนพู่กัน หรือ ติดเลยมาถึงหัวเหล็ก (พู่กันปลายหัวจะมีเหล็ก) เอาแค่ ครึ่งพู่กัน ก็พอ ถ้ามันเยอะนัก ก็ป้ายกับขอบขวดก็ได้ (แต่จริงๆน่าจะป้ายกับอย่างอื่น)

ถ้าสีเหลวกำลังดี จะไม่เห็นสีเป็นหยด สีจะติดมาเป็นชั้นบางๆเท่านั้น ถ้าสีข้น เวลาป้ายขึ้นมาจะเป็นหยดคล้ายหยดน้ำ เป็นสัญญาณว่าคุณกำลังใช้สีมากเกินไป เวลาทาแล้วอาจจะทำให้รองพื้นหนา ส่งผลให้รายละเอียดโมเดลหายไป

จากนั้น ค่อยๆ ป้ายสีลงบนตัวโมเดล เริ่มจากด้านไหนก่อนก็ได้ (หัว มือ เท้า ตัว อาวุธ อะไรก็ได้) แต่เทคนิคคือให้ทาไปในทางเดียวกันตลอด อย่าวนเป็นก้นกบ(หอย!!!) หรือ วนกลับไปกลับมา เช่น หากทาจาก ปลายขามาน่อง ก็ต้องปาดจากทิศปลายขาขึ้นมาที่น่องเสมอ...

สำหรับสีเข้ม (ดำ - น้ำตาล) การทารองพื้นอาจจะไม่ต้องให้สีเหลวมาก เพราะทาแค่ 1 - 2 รอบ ก็ได้รองพื้นที่เท่ากันทั้งตัวแล้ว (หลักการของรองพื้นคือ ต้องเรียบ เท่ากัน 90% + ไม่งั้นจะลำบากในการทำชั้นสีต่อไป)

แต่สำหรับสีอ่อน (ขาว - เทาเฉดอ่อน) แนะนำว่าให้ผสมสีให้เหลวที่สุด เพราะสีเฉดอ่อน จะทาให้เรียบยาก ต้องทาหลายชั้น (สีขาวทาดีๆก็อาจจะ 5 - 6 รอบ) และหากคุณผสมสีข้น จะทำให้ชั้นสีหนาเกินความจำเป็น รายละเอียดงานจะด้อยลงครับ

ระหว่างทาตามซอก บ่อยครั้งอาจจะเกิดฟองอากาศขึ้น อย่า!! ปล่อยไว้ เพราะแห้งแล้วจะเห็นเป็นขอบฟองอากาศ ทำให้งานเสีย หากมีฟองอากาศ (ส่วนมากเกิดจากสีเหลวเกินไป) แนะนำให้เอาพู่กันปาดจนฟองหายไปทันที หรือเอาน้ำล้างออกแล้วเอาทิชชู่ซับ แล้วทาส่วนนั้นใหม่

ในบางครั้ง สีที่ใช้อาจจะมีส่วนของเนื่อสีที่แข็งเหมือนเนี้อเยื่อผสมในสี (ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่สีแข็งติดขอบฝาแล้วร่อนๆหล่นลงไป) เมื่อทาแล้วจะเห็นเป็นก้อนเล็กๆติดตามผิวโมเดล เอาพู่กันจุ่มน้ำแล้วถูเบาๆ (ถูด้วยปลายขน อย่าขยี้ จะทำให้พู่กันพัง) จากนั้นจึงทาใหม่



การดูแลรักษาพู่กันรองพื้น

เนื่องจากพู่กันรองพื้นเป็นพู่กันที่มักใช้กันติดต่อกันยาวนาน เพราะทาทั้งตัว และหลายๆตัวติดกัน จึงทำให้สีไปติดในโคนขนของพู่กันได้ง่ายมากขึ้น พ๊่กันจะเสีย/พังไวขึ้น นอกจากนั้น บางครั้งหากล้างไม่สะอาดก็อาจเกิดอาการ"สีติดปลายขน"ด้วย การแก้ปัญหาง่ายๆ คือ หมั่นจุ่มน้ำและล้างพู่กันขณะลงรองพื้นเสมอ (ซึ่งหากทำกับการลงสีปกติด้วยก็ดี) เช่น ป้ายสีมาทาสัก 2-3 ครั้ง ก็ล้าง(พอประมาณ)สักครั้งหนึง แล้วเมื่อใช้จนเสร็จ จึงล้างให้สะอาดอีกทีหนึ่ง

การล้างพู่กัน

สำหรับการล้างพู่กัน เวลาล้าง ให้หาขวด หรือ วัตถุใส่น้ำ ทรงสูง (ให้ลึกเกิน เหล็กพู่กัน) เวลาล้างพู่กัน (ทุกกรณี) ให้นำพู่กันลงไปจุ่ม แล้วแกว่งพู่กันในน้ำ (คล้ายๆ ชงกาแฟ แต่ไม่ใช่แบบนั้น) การแกว่งจะทำให้น้ำไหลผ่านตัวพู่กันและชำระล้างเศษสีและสิ่งสกปรกออกได้ แต่ อย่าแกว่ง หรือ ขยี้พู่กัน จนขนพู่กันไปโดนปลายก้นของกระบอกล้างพู่กัน เพราจะทำให้หัวพู่กันแตกไว เมื่อแตกแล้ว จะใช้ทำงานละเอียดไม่ได้ (ต้องกลายเป็นพู่กันรองพื้น ดรายบรัช วอช)

การล้างพู่กัน ต้องล้างนานเท่าใดจึงจะสะอาด ตอบได้เพียงว่า ต้องใช้ตาดูเอา หรืออีกวิธีคือ เมื่อล้างแล้ว เอาพู่กันไปล้างในกระบอกน้ำสะอาดด้วยวิธีเดียวกัน จากนั้นลองเอากระดาษทิชชู่ใหม่ๆหรือผ้าสีขาวมาซับน้ำออก ถ้าน้ำออกมาเป็นสีใสแล้วก็คือละอาดแล้วครับ หรือถ้าไม่สนิทใจจริงๆ ก็สามารถเอาน้ำยาล้างจาน ผสมน้ำอุ่น จางๆ แล้วล้างอีกรอบ แล้วจึงล้่างด้วยน้ำสะอาดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเก้บก็ได้ (เทคนิค คุณ M.C.)

สำหรับเทคนิคการรองพื้นโมเดลด้วยพู่กันก็น่าจะจบเท่านี้หละครับ



การพ่นรองพื้น (Undercoating)

จริงๆ พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรให้เขียนสักเท่าไหร่แล้ว เพราะเหมือนพูดไปตามรายทางเกือบหมดหละ แต่ก็นะ พูดสรุปรวมตรงนี้อีกรอบแล้วกัน

ก่อนการพ่นรองพื้นกับโมเดล ก็จะคล้ายๆกับการทารองพื้น คือ ต้องทำโมเดลให้สะอาดก่อน (สะอาด คือยังไง ใครจำไม่ได้ เลื่อนขึ้นไปอ่านเดี๋ยวนี้ !!!) เมื่อทำโมเดลให้สะอาดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเตรียมสถานที่...

อ๊ะ...เดี๋ยวก่อน ก่อนเลือกสถานที่ เราต้องดูสภาพอากาศของวันนั้น ก่อนด้วยครับ ถ้า...

1. แดดไม่ออก ฟ้าปิด ---> เลิก เพราะโมเดลจะแห้งช้า
2. ฝนกำลังตก จะตก หรือ เพิ่งหยุด ---> เลิก เพราะความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเกินไป

เวลาที่แนะนำในการพ่น (ในวันแดดปกติ) คือ ราวๆ 10.00 น ไปจนถึง 15.30 หรือ 16.00 แดดจะกำลังร้อน ทำให้การระเหยของตัวสารระเหยในสีเป็นไปได้ไว สีจะแห้งไว (สีแห้งช้าไม่มีผลต่อคุณภาพผิวงาน แต่จะมีผล คือ ทำให้หงุดหงิด นอกจากนั้น ลมอาจจะพัดเศษฝุ่นหรือขนหมา แมว หรือมด อาจจะไต่โมเดล ทำให้งานเลอะเทอะ และถ้าเผลอจับ จะเน่าทันที)



การเลือกสถานที่...

....ควรเลือกบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก และอยู่ใต้ลม (คือ ให้ลมผ่านบ้านก่อนแล้วมาจุดนี้ อย่าให้จุดนี่เป็นจุดที่ลมพัดเข้าบ้าน งงกันไหม ? ผมก็เกือบงงหละ!?) เพื่อให้สเปรย์สีส่วนเกิน กลิ่น และสารระเหย ระบายออกจากพื้นที่พ่นสีได้ แต่ก็ไม่ต้องเลือกที่ที่ลมพัดไม่หยุดนะครับ เพราะถ้าลมแรง เราจะพ่นสียากเพราะควบคุมสีไม่ได้...จากนั้นมันก็....จะเละ...(และจะ ... ทำไมหว่า -*-)

สถานที่ แนะนำให้ ห่างจากบ้าน เพราะสีพวกนี้ เข้าทางหน้าต่างบ้านได้ ถ้าเปิดไว้แล้วลมผ่าน จากจุดทำสี ---> บ้าน มันก็ไปหอมฉุยในบ้านต่อ สำหรับคนที่ไม่ชิน ดมนานๆจะเวียนหัวอยากอาเจียรได้...

เมื่อเลือก สถานที่ได้แล้ว ก็เริ่มเตรียมสถานที่กัน การเตรียมสถานที่นี้ หมายถึง การทำความสะอาดสถานที่ และ การ"รักษาความสะอาดของสถานที่"

การทำความสะอาดสถานที่ เช่น ถ้าพ่นที่พื้นหน้าบ้าน แล้วบ้านใครมีสัตว์เลี้ยง เช่นผม ก็จะพบว่า พื้นจะมีขนหมาอยู่ ประปราย ถึง เยอะ หรือ เยอะมาก แล้วก็เศษฝุ่นอื่นๆ ถ้าเราพ่นสี มันอาจจะโดนแรงดันของสี ฟุ่งขึ้นมาติดโมเดลได้ จึงต้องกวาดพื้นให้สะอาดพอประมาณก่อน (คงทำไม่ได้ 100% เพราะมันก็ปลิวมาเรื่อยๆ...)

ส่วนการ"รักษาความสะอาดของสถานที่" ก็หมายถึง ถ้าบ้านคุณไม่มีพื้นที่ที่จะให้สีเปื้อนได้ ก็ควรหากระดาษ หนังสือพิมพ์เก่าๆ มากางแล้วปูทับพื้นสักหน่อย เพราะเวลาพ่นแล้วสีที่ฟุ้งจะได้ไม่เปื้ยนบ้านอันสุดสวยของคุณ...วางแล้วก็หา อะไรทับมุม นสพ. ด้วยนะครับ ไม่งั้นลมมา กวาดเรียบเหมือนโยนโบลิ่งที่ Esplanade เลย



พอเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยก็มาถึงขั้นตอนพ่น...
(เอื้อเฟื้อรูปภาพโดย M.C. และ Necron ครับ)


รูปการวางโมเดลและการวางระยะห่างระหว่างตัว (กันมันติดกันเวลาสีเยิ้ม)

ก่อนพ่น เขย่ากระป๋องสี ตามคำอธิบายข้างกระป๋องนะครับ...(คงไม่ต้องอธิบาย) จากนั้น พ่นเป็นชั้นๆ บางๆ อย่าเอากระป๋องไปใกล้โมเดลมากเพราะสีจะหนา รายละเอียดจะหาย... แนะนำว่า 1 ฟุต... ถ้าพ่นกับพื้นก็ ก้มลงไป ครึ่งนึง ก็พ่นได้พอดี...


ระยะห่างระหว่างกระป๋องและตัวโมเดล อย่าชิดเกินไป ไม่งั้นมันจะเยิ้มเด้อ~*

เวลาพ่น นอกจากจะต้องพ่นทีละน้อย (คือรอบแรกอาจจะไม่เห็นว่าสีนั้นลงทับพลาสติกหมด อาจจะยังเห็นสีพลาสติก หรือ ตะกั่วบ้าง ก็เป็นปกติ) ไม่จำเป็น ต้องพ่นให้ครบทุกด้าน อาจจะแบ่งพ่น ด้านหน้า ให้เสร็จก่อน แล้วพอครบ ก็กลับไปพ่นด้านหลังต่อก็ได้ครับ...

เมื่อพ่นแต่ละชั้นแล้ว รอให้สีแห้งเกือบสนิท (ในวันปกติ อาจจะใช้เวลา 15 - 30 นาที แล้วแต่ความหนาของการพ่น) วิธีสังเกต คือ สีที่ยังไม่แห้ง จะสะท้อนแสงเป็นเงา เหมือนน้ำ แต่ถ้าแห้งแล้วจะด้านสนิท แต่อย่าเอามือไปลองจับ เพราะถ้ามันยังไม่แห้งดี รับรองงานพังครับ!!

หากไม่ต้องการรอให้มันแห้ง (กรณีพ่นเยอะ ดองมาหลายปี) ทางเลือกของการเร่งเวลาแห้งของสีสเปรย์ ก็คือ Catalyst เทพของเรานั่นเอง (เครดิต คุณพี่พี) มันคือ ไดร์เป่าผม เสียบปลั๊ก ปรับลมร้อนน้อยที่สุด (ลมเย็นไม่แน่ใจว่า work ไหม เพราะของผมมีแต่ลมร้อน)... เป่ามันไปเลยครับ เป่าห่างๆก้พอ เพราะมันไม่ได้แห้งด้วยลมแรง แต่แห้งด้วยความร้อนที่ทำให้สารระเหยระเหยไวขึ้น... หากใช้การไดร์ช่วย โมเดลน่าจะแห้งได้ใน 5 - 10 นาที

คำเตือน -- การเป่าไดร์ ไม่ควรเป่าใกล้ๆนานๆ เพราะ ลมแรงเกินไป โมจะปลิว รวมถึงโมพลาสติกอาจจะละลาย (ยังไม่เคยเจอ เพราะไม่ได้ใช้ลมร้อนสุด) และ โมตะกั่ว จะร้อนมาก (จับแล้วเกือบลวกมือ -- จริงๆ)...ควรเป่า แล้วพัก แล้วเป่า สลับกันไป และก่อนพ่นรอบใหม่ รอให้โมเย็นลงสัก 2 - 3 นาที ก็ดี...



ปกติ การพ่นโมเดล Size คนทั่วไปของ GW สำหรับงานที่ไม่มีซอกมุมมากมาย น่าจะพ่นเสร็จได้ภายใน 1-2 Layer (หน้า 2 หลัง 2) แต่หากมีซอกมุมมากๆ ก็อาจจะต้องมีถึง 3-4 รอบ

การพ่น หากพ่นจากมุมสูง (ซึ่งปกติมักทำอย่างนั้นกัน คือวางโมไว้ต่ำๆ แล้วก้มไปพ่น)...ส่วนล่างๆของโมเดล มักไม่ได้รับสีสเปรย์ (เช่น ตรง หว่างขา และ ใต้น่อง ท้องแขน คาง เป็นต้น) ทางแก้ มีทางเลือก คือ รอจนพ่นครบทุกด้าน คว่ำโมเดลลง หันมุมที่ไม่โดนสีแล้วพ่นอีกครั้ง...

หรือหากประหยัดสีน้อยกว่า ก็สามารถก้มตัวลงไปพ่นจากระดับตัวโมเดลก็ช่วยได้เช่นกัน...

อย่างไรก็ดี การพ่นโมเดล แทบไม่มีโอกาสเลยที่คุณจะพ่นแล้วสีเข้าไปถึงทุกซอกมุมได้ (ยกเว้นการหยิบมาพ่่นทีละตัว โดยเอามือจับไว้แล้วหมุน...) ไม่ต้องแปลกใจ ค่อยๆเอาสีมาทาให้ครบก็เรียบร้อย...(สำหรับสีรองพื้นพิเศษเช่นสีกระป๋องที่ เป็นสีประหลาดๆ ที่ไม่มีสี GW ใกล้เคียง ก็คงต้องพ่นให้เข้าเกือบทุกมุมเท่าที่จะทำได้แทนครับ...)

เมื่อพ่นเสร็จ ก้รอสีแห้ง(ในขั้นการพ่นรอบสุดท้าย รอให้สีแห้งสนิทดีก่อนแล้วจึงเก็บเข้ากล่อง หรือ เอาไปทำสีต่อนะครับ เพราะว่าเราพ่นหลายชั้น อาจจะยังไม่แห้งสนิทดี ก็รอให้มันแห้ง 100% ก่อนดีกว่า ปกติก็น่าจะแห้งได้ใน 30 - 60 นาที...)



TIPS - พ่นอย่างไรให้ประหยัดสี

การพ่นสีรองพื้น หากคนที่เคยพ่นแล้วจะพบว่าปริมาณสีที่ฟุ้งกระจายออกไปมักมากกว่าสีที่ใช้กับ ตัวงาน ซึ่งแปลว่าเปลืองมาก วิธีที่ดีที่สุดในการประหยัดสีสเปรย์ และรักษาสุขภาพของเรา/สิ่งแวดล้อมคือ...

1. อย่าพ่นทีละตัว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ดองไว้พ่นหลายๆตัวรอบเดียวดีกว่า ยิ่งเยอะยิ่งคุ้ม
2. วางโมเดลสลับฟันปลาตอนพ่น ระยะห่างเท่า Unit Coherency ในกติกา 40K (1" - 2") เพราะถ้าชิดไป สีจะกระจายได้ไม่เต็มที่...
3. หากโมเดลเยอะ จัดแบ่งพ่นทีละชุด เพื่อลดการที่ต้องพ่นกระจายเป็นแนวกว้าง(เกินไป) มาตรฐานที่แนะนำคือ "ฝากล่องรถถัง" จะพ่นได้รอบหละ 8 - 12 ตัว ถ้า Fantasy ก็ได้เยอะหน่อย เพราะตัวเล็ก

สุดท้าย

เทคนิคเล็กๆ กับการใช้ไดร์เป่าผมกับโมพลาสติก...

ขึ้นชื่อว่าโมพลาสติก มันต้องเบา...
แล้วถ้ามันเบา...มันก็ปลิวง่าย...
แล้วถ้ามันเจอไดร์เป่าผมเป่า...มันก็ปลิว และถ้าสียังไม่แห้ง มันก็จะเละ...

ทางแก้... เอา Utac ยึดเบสมันไว้กับฝากล่องโมเดล (หรืออะไรที่ใช้วางมัน) แต่ ไม่แนะนำกับคนที่ใช้ไดร์เป่าผมเพราะ Utac ร้อนมากก็เหลวอีก - -*

อีกทางเลือก คือ เอาสก๊อตเทปมาม้วนเป็นแยมโรล ทำกาวสองหน้า (คงเข้าใจกันใช่ไหม - -) เอาติดใต้เบสเหมือนเดิม แล้วยึดกับที่วางโมเดลตอนพ่นสี...

เท่านี้ มันก็จะปลิว น้อยลง แล้วล่ะครับ



กลับมาคุยกันเรื่อง ข้อดีของสีสเปรย์ ก็คือว่ามันสามารถพ่นได้เรียบกว่า แล้วมีตัวเลือกสีมากกว่า ... ไม่ต้องจำเจอยู่กับ สี ดำ ขาว เทา... เช่น ถ้าคุณเล่น Orcs แล้ว เบื่อจะรองพื้น Savage Orc ด้วยสีดำแล้วมาทาสีเขียวทับ คุณก็สามารถหาสีเขียวเข้ม (สีด้าน) มาพ่นรองพื้นไปได้เลยทันที หรือหากเล่น Blood Ravens Marine ก็ลองหาสีแดงเลือดนกมาพ่นเลย ก็จะลดเวลาการทำสีลงได้เยอะทีเดียวนะครับ...

ก็คงจะต้องจบเท่านี้จริงๆหละครับ เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว ถ้ามีอะไร จะมาเพิ่มไว้ Rep ล่างแทนแล้วกันนะครับ...

แล้วโอกาสหน้า เราก็จะเข้าสู่การทำสีเบื้องต้นจริงๆสักที...

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: October 19, 2011, 08:59:07 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #5 on: October 18, 2011, 11:36:32 PM »

Part IV -- The Basic Painting Guide

ในที่สุด หลังจากนั่งกิน นอนอืด หลายวัน เขียนกระทู้ Intro เริ่มตั้งแต่การแกะ แงะ แซะ ประกอบ อุด ขัด พ่นรองพื้น และอื่นๆ ให้กับโม GW สุดรักของเราจนครบแล้ว ก็ได้เวลาสนุกแล้วสิ !! ได้เวลาที่เราจะเข้าสู้ขั้นตอนที่สนุกสนานที่สุดในการทำโมเดลสักที(สำหรับ บางคน ถึงมันจะโหดร้าย แต่ก็ขอให้ทนไปนะครับ สักวันคุณจะสนุกกับมัน เชื่อสิครับ) นั่นก็คือ ขั้นตอนการทำสีครับ...

เหมือนทุกๆครั้ง ก่อนจะเข้าสู่บทความ และ บทเรียน ในวันนี้ ก็จะต้องมาคุยกันเรื่อง อุปกรณ์ สักหน่อยก่อนนะครับ...

สำหรับ อุปกรณ์ พื้นฐาน ของการทำสี ก็จะมีดังนี้ครับ...

1. พู่กัน ไว้ใช้ทาสี รายละเอียดการเลือกใช้พู่กันจะไปอธิบายต่อด้านล่างนะครับ
2. กระป๋องน้ำ ล้างพู่กัน จะใช้ แก้วน้ำเก่าๆ หรือ อะไรก็ได้ ขอให้ล้างพู่กันได้ก็พอขอรับ (หากมีเยอะจัด เวลาทำสี อยากให้แยก 1 กระป๋อง สำหรับสี เมทัลลิค กับอีกอัน สำหรับ non-metallic นะครับ)
3. กระดาษทิชชู่ หรือ กระดาษชำระ... เศษผ้าเก่าๆก็ใช้ได้ (แต่ต้องยังซับน้ำได้นะ)

ก็หมดเท่านี้หละครับ อุปกรณ์ ทาสี แบบ เบสิค...

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องพู่กัน ขอย้อนกลับไปแก้ไขความงงที่อาจเกิดขึ้นในความคิดของมือใหม่หลายๆคน ว่าทำไมต้องแยกกระป๋องล้างพู่กัน เป็น Metallic กับ Non-Metallic เหตุผลนั้น เนื่องจากว่า สี เมทัลลิคจะมีส่วนผสมของเกล็ดเล็กๆที่ส่องประกาย ทำให้สีนั้นดูแวววับ(เช่นสีเงินและทอง) เมื่อนำพู่กันล้างน้ำ เกล็ดเมทัลลิคเหล่านี้จะไปผสมกับน้ำล้างพู่กัน และบางครั้งก็จะมาผสมกับเนื้อสี non-metallic ทำให้งานมันดูไม่งามนะครับ (เอ๊ะ ทำไมสีขาวตรงนี้มันวาบๆชอบกลแฮะ ? อะไรแบบนี้) เพราะฉะนั้น แยกไว้ดีกว่าครับ

ต่อมาก็เข้าสู่ เรื่องพู่กัน...


พู่กันเปรียบเสมือนอาวุธข้างกายในสนามรบของนักทำโมเดล การใช้พู่กันไม่ได้คุณภาพหรือพู่กันเสื่อมคุณภาพอาจส่งผลร้ายอย่างคาดไม่ถึง กับโมเดลเลอร์หรืองานของพวกเขาได้ ดังนั้น เราจึงควรที่จะรู้และหัดเลือกใช้พู่กันให้เหมาะกับงาน เพื่อให้พู่กันนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้น และทำให้งานออกมาดี และ เสร็จไวขึ้นด้วยครับ...


พู่กันที่เน่าเกินที่จะนำกลับมาใช้งานได้ แบบนี้เอาไปทำดรายบรัชดีกว่า

โดยปกติแล้ว พู่กันที่เราควรจะมีในคลังพู่กัน (ควรมีไว้มากกว่าเบอร์หละ 1 อัน เผื่อจะได้เปลี่ยนได้ทันทีเมื่อหมดสภาพ) ก็จะแยกเป็น 3 ประเภทหลักๆ (สำหรับโปรหรือผู้ทำโมเดลละเอียดๆก็จะแยกกันออกไปอีกตามแต่ตัวบุคคลนะครับ) ประเภทของพู่กันที่ใช้กันในงานทั่วๆไปก็จะมี

1. พู่กันทำงานจิปาถะ (Standard Brush)
ใช้ตั้งแต่การลงรองพื้น การทาสีปกติในส่วนต่างๆ โดยปกติแล้วจะใช้เบอร์ 2-3 สำหรับโมเดล Size ปกติ แต่ถ้าหากทำโมเดลขนาดใหญ่เช่นรถถังแล้วต้องการทา ก็อาจจะใช้เบอร์ 4-6 ก็ได้ครับ (แต่บางท่านก็ใช้เบอร์ 0 ตลอดงาน... )

2. พู่กันทำงานละเอียด (Fine-Detailed Brush)
จะใช้สำหรับการลงรายละเอียดชิ้นงานที่มีขนาดเล็กมากๆหรือต้องการงานความ ละเอียดสูง เช่น การทำสีใบหน้า การเขียนลายต่างๆ หรือการตัดเส้น(Lining / Edging) พู่กันชนิดนี้ จำต้องรักษาดีเป็นพิเศษ เพราะการทำงานต้องอาศัยความคมของหัวพู่กัน หากพู่กันเริ่มจะแตกปลายหรือเรียกง่ายๆว่า"หัวฟู" แล้ว ก็บอกลาพู่กันได้เลยครับ สำหรับเบอร์ที่ใช้กัน ก็จะเริ่มตั้งแต่ เบอร์ 0, เบอร์ 00 หรือ 0 พิเศษที่มีขนยาว หากใช้เป็น(เช่น พี่พี Mephiston) ก็จะสามารถทำงานได้ละเอียดมาก พู่กันคัดอักษรจีน(เห็นมีพี่ท่านนึงใช้ แต่ผมก็ไม่เคยลองเนื่องด้วยจับไม่ถนัดมือ) หรือบางคน (เช่นผม) ก็ชอบใช้เบอร์ 1 ซะมากกว่า...

สรุปแล้ว พู่กัน Fine-Detailed ไม่ได้สำคัญที่การเลือกขนาด เท่ากับคุณภาพความคมของหัวพู่กัน เนื่องจากการเก็บรายละเอียดมักเป็นส่วนที่เล็กมากๆ จึงต้องใช้พู่กันที่หัวคมนั่นเอง

3. Heavy-Duty Brush
หรือ พู่กันงานหนัก พู่กันประเภทนี้ เรียกว่าน่าสงสารเหลือเกิน ชีวิตการเป็นพู่กันนั้นช่างอาภัพยิ่ง เพราะต้องเจอแต่งานหนักๆ ทำร้ายสุขภาพพู่กัน ตัวอย่างงานที่ใช้พู่กันประเภทนี้ได้แก่ การทำเอฟเฟคต์ "ดรายบรัช"(Drybrush) หรือ "วอช"(Wash) ซึ่งเทคนิคทั้งสองนี้ถือว่าเป็นเบสิคสำคัญในการทำสีที่ "ต้องหัด" และจำไว้ใช้ เพราะให้คุณภาพงานในระดับปานกลาง แลกกับเวลาการทำงานอันสั้นได้ดีมากๆครับ

ส่วนมากแล้ว พู่กันในหมวดนี้เรามักจะนำพู่กันเก่าๆที่ใช้งานจน"เกือบเน่า"หรือ"เน่าสนิท" แล้ว มาใช้ทำต่อนะครับ เพราะว่าการเอาพู่กันใหม่แกะซองมาใช้ทำเลยก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไป หากคนไหนยังไม่มีพู่กันเก่าๆ ก็ลองขอบริจาคจากเพื่อนๆชาวโมเดลคนอื่นๆก็ได้ครับ หรือถ้าไม่มีจริงๆก็หักดิบเอาของใหม่ๆมันใช้เลยก็ได้ครับ

สำหรับ มือโปรที่อยากจะก้าวข้ามขั้นการแยกพู่กันเกิน 3 ชนิด ออกไป ก็ สามารถแบ่งแยกได้ตามสะดวกเลยนะครับ เพราะนี่ไม่ใช่กฏตายตัวแต่อย่างใด เป็นแค่แนวทางให้เห็นคร่าวๆเท่านั้น ว่าเราควรแยกพู่กันในการทำงานอย่างไร ให้ยืดอายุการใช้งานพู่กันได้นานที่สุดครับ และถ้าหากกลัวว่าจะหยิบผิดหยิบถูก ก็ให้ทำสัญลักษณ์ที่ปลายด้ามไว้ก็ได้ครับ เช่นพู่กันปลายสีแดง คือ พู่กันรองพื้น สีเขียว คือ เขียนเส้น สีฟ้า คือ Wash ฯลฯ

ส่วนนี้ คือ ตัวอย่างการแยก พู่กันของผม นะครับ (แต่บางครั้งก็แยกไปงั้นๆ สุดท้ายก็เผลอหยิบมาปนกันจนได้)

1 x พู่กัน ทาสี พื้นผิวทั่วไป (ทาสีหลักของโมเดลหลังเบสโค้ทด้วยสีดำ) -- พู่กัน สง่า มยุระ #2
1 x พู่กัน ทาสี รายละเอียด ขนาดกลาง -- พู่กัน Master Art ด้ามไม้ #1-2 (ปกติจะปนกับอันแรก)
1 x พู่กัน ตัดเส้น และเขียนรายละเอียด -- พู่กัน Master Art ด้ามไม้ #0-1
2 x พู่กัน ทำ Wash -- 1 x พู่กัน สง่า มยุระ #2 และ 1 x พู่กัน Master Art ด้ามเขียว #0
3 x พู่กัน Drybrush -- 1 x พู่กันสีน้ำมัน สง่า มยุระ #4 2 x พู่กัน สง่า มยุระ #1-2



การเลือกซื้อพู่กัน...

ก่อนอื่นต้องขอย้ำไว้ก่อนเลยนะครับ ว่า พู่กันที่ดี ไม่ต้องแพงก็ได้ งานจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ราคาพู่กัน แต่อยู่ที่คุณภาพพู่กัน และ ทักษะการทำสีของคนใช้พู่กันมากกว่าครับ ที่ผมต้องเตือนไว้ก่อน เพราะผมเคยเห็นบางคนไปซื้อพู่กัน ของญี่ปุ่น ด้ามละเป็นร้อยๆ มาทำสี แล้วสุดท้ายมันก็เหมือนเดิม ผมก็เลยคิดว่า ไม่คุ้มหรอกครับ ถ้าเราเลือกพู่กันดีๆเป็น แล้วเก็บรักษาดีๆ แค่พู่กัน สง่า มยุระ สุดคลาาสสิค ก็ทำโมให้เทพได้ครับ

เมื่อทำความเข้าใจกันแล้ว ก็จะขอ Review ให้ฟังคร่าวๆเกี่ยวกับพู่กันราคาน่าสนใจหลายๆยี่ห้อที่น่าจะหาได้กันนะครับ...
(คำเตือน เป็นคำวิจารณ์ส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณก่อนอ่านหรือเชื่อตาม)



พู่กันหัวกลม(พู่กันสีน้ำ) ตรา สง่า มยุระ


พู่กันยี่ห้อนี้ แทบจะบอกได้เลยว่า หาได้ง่ายมากๆ ไปร้านขายของโชห่วยร้านไหนก็แทบจะมี ราคาก็ตั้งแต่ 3 บาท - 20 กว่าบาท ตามขนาด คุณภาพโดยรวมของพู่กันจัดอยู่ในระดับดี ขนพู่กันนุ่มทำให้การควบคุมสีเป็นไปได้ง่าย แถมอายุการใช้งานค่อนข้างจะยาวเสียด้วย และไม่ค่อยพบปัญหาขนพู่กันหลุดติดตามผิวงาน (ซึ่งขอบอกว่าหลุดทีเซ็ง เพราะแก้ยากมากๆ) นอกจากนั้น พู่กันเบอร์ใหญ่ก็นำมาทำดรายบรัชได้ดีเช่นกัน

ข้อเสียหลักๆของพู่กันหัวกลมของสง่าก็คือ พู่กันเบอร์ละเอียด (0 - 1) จะไม่สามารถหาความคมของหัวพู่กันได้เลย จึงไม่เหมาะสำหรับการนำมาทำ Fine-Detailing เท่าไหร่ แต่ถ้าเอามาทาสีปกติ ถือว่าดีมากครับ



พู่กันหัวแบน(พู่กันสีน้ำมัน) ตรา สง่า มยุระ


ชื่อก็บอกคุณภาพอยู่แล้ว ว่าเป็นพู่กันหัวแบน การนำมาใช้ทาเก็บายละเอียด คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ข้อดีของมันคือหัวที่เป็นหัวตัด (เหมือนแปรงทาสี) ทำให้สามารถทาสีในพื้นที่ที่เป็นที่เรียบบริเวณกว้างๆได้เรียบมาก (เช่น ทารถถัง) ขนพู่กันจะแข็งกว่าแบบหัวกลมพอประมาณ การควบคุมสีในบริเวณเล็กๆจึงอาจทำได้ยาก จึงแนะนำให้ใชแต่เบอร์ใหญ่ (4-8) ไว้ทารถถังเท่านั้น ส่วนเบอร์เล็กๆ นำมาทำ ดรายบรัชในพื้นที่ใหญ่ๆ (เช่น Mail Armor ของ แฟนตาซี หรือ ปากกระบอกปืนใหญ่รถถัง) ก้ทำได้ดีครับ



พู่กันสีน้ำ Master Art ด้ามไม้และด้ามสีเขียว


หากมองกันในด้านราคาและความใหม่แล้ว พู่กันยี่ห้อนี้จัดว่าค่อนข้างจะเป็นรุ่นน้องของพู่กันสง่าอยู่ไม่น้อย แถมราคาก็สูงกว่าพอสมควรด้วย (ตกด้ามหละ 10 - 30 บาท) แต่สิ่งที่มาพร้อมราคาก็คือหัวอันแหลมชนิดที่เรียกว่าแทบจะเอามาทำไม้จิ้ม ฟันได้ทีเดียว ดังนั้น พู่กันเบอร์ละเอียดของ Master Art จึงเหมาะอย่างยิ่งในการเอามาทำ Fine-Detailing ครับ (พู่กัน Master Art ใหม่ๆแกะซอง แม้จะเป็นเบอร์ 2 ก็สามารถทำ Fine Detail ได้ครับ ของเค้าคมจริง...)

สำหรับข้อเสียหลักๆที่ผมเห็นโดยส่วนตัวก็คือ เนื่องจากว่ามันคมมาก การรักษาความคมก็ทำได้ยาก ใช้ไปไม่น่าพู่กันจะเริ่มแตกปลาย หรือ "ฟู" จนสุดท้ายก็ต้องทิ้ง อายุการใช้งานจึงค่อนข้างน้อยกว่าพู่กันสง่าอยู่พอตัว (เทียบตามปริมาณงานที่ได้)

สำหรับคนที่สงสัยว่า ด้ามเขียว กับ ด้ามไม้ มันต่างกันยังไง ด้ามไม้จะใช้งานดีกว่านะครับ

ทั้งหมดก็เป็นพู่กันที่แนะนำให้ลองใช้กัน สำหรับมือใหม่ เพราะว่า ถูก และ หาซื้อง่าย แล้วก็ใช้งานได้จริง ดีกว่าไปซื้อพู่กันแพงๆจาก B2S มาใช้กัน แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอะไร...



**Tips และข้อสังเกตในการเลือกซื้อพู่กัน (โดยเฉพาะ Fine-Detailed)

เวลาไปร้านเครื่องเขียนแล้วจะซื้อพู่กันสักอันกลับบ้านมาทำโมเดล ไม่ใช่ว่าเดินเข้าไปแล้วก็หยิบอันไหนก็ได้แล้วก็จ่ายเงินแล้วกลับบ้าน

การเลือกซื้อพู่กันดีๆก็ไม่ต่างจากการเลือกซื้อปากกาดีๆสักด้ามหรอกครับ ก่อนอื่นก็ต้องหาขนาดพู่กันที่เราจับถนัด (พู่กันแต่ละอันจะขนาดไม่เท่ากันนะครับ) จากนั้นก็ต้องเลือกคุณภาพหัวพู่กันที่คิดว่าเหมาะกับงานที่จะใช้ ก็เหมือนลองปากกาเขียนในร้านแหละครับ ว่าเขียนลื่นไหม แต่ก็คงทำไม่ได้ถึงขนาดว่าเอาสีไปลองทากันสดๆที่นั่นนะครับ แบบนั้นไม่ดี แค่เลือกหัวพู่กันดีๆก็พอครับ

สำหรับการเลือกพู่กันก็มีส่วนสำคัญๆ 2 ส่วนที่ควรพิจารณาดังนี้ครับ

1. เหล็กครอบ [Ferrule] เหล็กครอบ ทำหน้าที่เป็นตัวที่ยึดขนพู่กันไว้ให้ติดกับตัวด้าม หากเปรียบก็คงเหมือนเชือกรัดไม้กวาดนั่นเอง หาก Ferrule ของพู่กันหลวมหรือไม่สมบูรณ์ เมื่อใช้งานไปก็จะเกิดอาการ "ขนร่วง" ได้ ซึ่งปกติแล้วไม่ควรเกิดขึ้นเลย วิธีการทดสอบ Ferrule เบื้องต้นก็คือ ลองเอาพู่กัน เคาะกับสันโต๊ะ หรือ ฝ่ามือ เบาๆ จากนั้นดูว่ามีขนเส้นไหนทำท่าจะหลุดหรือแยกออกจากกลุ่มหรือไม่ หรือไม่เช่นนั้นก็ลองเอานิ้วดึงขนพู่กันเบาๆว่าหลุดไหม หากไม่หลุดก็เป็นอันใช้ได้ครับ (แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยต้องเทสต์ Ferrule เท่าไหร่ เพราะว่าส่วนมากก็ดีอยู่แล้ว)

2. ขนพู่กัน ก็ต้องดูว่า ขนพู่กันนั่น มีการแยกออกจากกันหรือไม่ (ดังรูปด้านบน ที่แยกออกเป็น 2 แฉก) หรือมีเส้นไหนโดดออกมาเหมือนพวกนอกรีตหรือเปล่า ซึ่งหากเป็นแบบแรก ไม่แนะนำให้ซื้อ เพราะว่าเยียวยาแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่หากแค่เด้งออกมา 2 - 3 เส้น ก็ให้เอาที่ตัดเล็บหรือกรรไกรเล็กๆเล็มออกก็ได้ ก็ยังสาารถซื้อมาใช้งานได้อยู่ครับ


พู่กันที่ขนเกิดอาการ อยากเด่น เด้งออกมาเป็นพวกนอกรีต ต้องจับตัดทิ้งให้หมด


ส่วนด้านล่างคือพู่กันที่หัวฟูไร้การเยียวยาได้ (สำหรับ Fine-Detailed)

นอกจากนั้น ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษก็คือ ขนของพู่กันนั้น มีสภาพเป็นขนจมูกนอกรีต หรือไม่ กล่าวคือ มีเส้นไหนที่ยาวเกินจากปลายของเส้นอื่นๆออกมาหรือไม่ หากพู่กันไม่อยู่ในปลอก จะดูได้ง่าย หากพู่กันที่มากับ Mask ครอบ เช่น Master Art นั้น จะต้องถอดปลอกออกก่อน เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน หากเลือกได้ ก็ไม่ควรนำมาใช้ แต่หากเลือกไม่ได้ (เพราะบางอันหัวคมมากแต่มีขนจมูก) ก็นำกลับมาตัดให้เท่ากับเส้นอื่นแล้วใช้ได้เช่นกันครับ



การเก็บรักษาพู่กัน

สำหรับการเก็บรักษาพู่กันนั้น หลังจากทำการล้างพู่กันให้สีออกจนหมดแล้ว (อ่านได้ใน Clinic III Priming & Putty นะครับ) ก็สามารถเก็บได้ทันที สำหรับการเก็บพู่กัน หากตั้งไว้ในกระบอกดินสอ ให้หันด้านหัวพู่กันขึ้น เพื่อกันการงอนของขนพู่กัน หากเก็บในกล่อง ควรมีตัวยึดกันการกระแทกไปมาด้วย

แต่หากพู่กันมาพร้อม Mask ทุกอย่างจะสบายขึ้นมาก เพราะ Mask ที่มากับพู่กันนั้น จะช่วยป้องกันหัวพู่กันจากการกระแทกอันไม่พึงประสงค์ ทำให้ยืดอายุการใช้งานได้มากทีเดียว เพราะฉะนั้น Mask แกะแล้วก็เก็บไว้ด้วยนะครับ อย่าโยนทิ้ง ถึงพู่กันจะพัง แต่ก็เก็บ Mask ไว้ใช้ต่อได้เช่นกัน หาก Mask หาย หรือ พังด้วยประการใดๆก็ตาม ท่านก็สามารถทำใหม่เองได้โดยใช้หลอดกาแฟ หรือถ้าเป้นพู่กันขนาดเล็ก ก็ใช้หลอด ยาคูลท์ แทนก็ได้เช่นกันครับ



สำหรับ Part IV ก็ขอจบตรงนี้ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวเราจะได้เจอกันใหม่ด้านล่างแน่นอน

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: October 19, 2011, 09:04:29 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #6 on: October 18, 2011, 11:51:58 PM »

The Basic Painting Techniques

การที่เราจะทำโมเดลสักตัวออกมาให้ดูดีได้นั้น หากเราทำสีแค่เพียงพื้นฐาน คือ ทาสีพื้นๆเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำได้ แต่การทำเช่นนั้น จะทำให้โมเดลดู "จืด" กล่าวคือ ดูไม่มีมิติของแสงและเงา ไม่เหมือนจริง (หากนึกไม่ออกก็ลองเปรียบเทียบโมกันดั้มประกอบแบบไม่ทำอะไรเลย กับ โมกันดั้มที่ แม้เพียงแค่ตัดเส้น ก็น่าจะเห็นภาพแล้วหละครับ)

ดังนั้น วันนี้เราก็จะมาคุยกันถึงเทคนิคการทำสีพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับนักเล่นโมเดล Warhammer ทุกท่านนะครับ เทคนิคพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ที่ควรเรียนรู้ไว้ก็จะมี สองเทคนิคหลักๆคือ การ ดรายบรัช [Drybrush] แล้วก็การ วอช [Wash] แต่นอกจากสองเทคนิคนี้แล้ว ก็ยังมีเทคนิคที่น่าสนใจและจำเป็นอีกสองเทคนิคเช่นกัน ก็คือ การตัดเส้น [Lining,Edging] และสุดท้าย ที่ยากที่สุด ก็คือการไล่สีครับ [Shading,Blending]

หากนักเล่นโมเดลคนไหนสามารถบรรลุเทคนิคทั้งหมด 4 ประการหลักๆนี้ได้แล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าคุณก็สามารถทำโมเดลแทบทุกตัวของ GW ได้แล้วหละครับ เพราะเทคนิคทั้งสี่อย่างนี้ก็ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของตัวงานโมเดลได้แล้ว

ถ้าหากว่าอุปกรณ์ และโมเดลพร้อมแล้ว ก็เริ่มเรียนรู้กันเลยครับ



Drybrush (ดรายบรัช หรือ การปัดแห้ง)

มันคืออะไร ?

การดรายบรัช ก็คือเทคนิคการลงสงแบบหนึ่งที่ใช้พู่กันที่ค่อนข้างแห้ง หรือ เกือบแห้ง แต่ยังคงมีเนื้อสีอยู่ในพู่กัน มาปัดลงบน Texture หรือตัวโมเดล ซึ่งเทคนิคนี้จะให้ลักษณะเด่นพิเศษที่ไม่สามารถหาได้จากการทำเอฟเฟคต์ประเภท วอช หรือ การไล่สี คืองานจะออกมาในรูปแบบที่ดูแห้ง เหมือนมีเม็ดฝุ่นเกาะ แต่หากพู่กันเปียกเกินไป ก็จะทำให้เกิดเป็นรอยป้ายของสียาวเป็นเส้นแทน

การดรายบรัชนั้น จะใชในการทำเอฟเฟคต์ประเภทแสงเงา คือทำให้เกิดความตื้นลึก ก่อให้เกิดมิติบนตัวโมเดล และ้จะยิ่งได้ผลดีมากหากผิวของ Texture มีความไม่เรียบ หรือมีความลึก เพราะจะทำให้สีติดแค่ด้านบนของพื้นผิวส่วนด้านล่างจะยังคงสีเดิมอยู่



เทคนิคนี้ ทำอย่างไร

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วด้านต้นว่า มันคือการใช้พู่กันที่ค่อนข้างแห้งหรือแห้งสนิทปัดบริเวณที่ต้องการเพื่อให้ สีติดอยู่เฉพาะ Texture ด้านบนของตัวโมเท่านั้น... ดังนั้น... สีพื้นต้องเป็นสีที่เข้มกว่าเสมอ (ตัวอย่าง คุณไม่สามารถดรายบรัชด้วยสี Dark Angels Green บนพื้นสี Scorpion Green ได้)

วิธีการทำเทคนิคนี้นั้นก็แสนง่าย นำพู่กันแห้งๆ จุ่มลงไปในสีที่มีเนื้อสีข้น-ข้นมาก (หากพู่กันเพิ่งล้างให้ทำการรีดน้ำออกให้มากที่สุดโดยการเอาไปซับกับกระดาษ ซับพู่กันหรือผ้า แต่ทางที่ดีควรใช้พู่กันแห้ง) หากสีที่ต้องการทำดรายบรัชไม่ข้นจะทำให้การดรายบรัชไม่ได้ประสิทธิภาพ

จากนั้น นำพู่กันที่จุ่มสีแล้วไปทำการเช็ดสีหรือปัดสีออกจากพู่กัน โดยวิธีการก็คือ นำไปเช็ดหรือปัดกับเศษผ้าเก่าๆหรือกระดาษเก่าๆ จนสีออกจากตัวพู่กันเกือบหมด (ไม่แนะนำให้ใช้กระดาษทิชชู่เพราะจะเกิดขุย) หากไม่แน่ใจว่าพู่กันแห้งพอ หรือยังให้ลองปัดกับกระดาษสีอ่อนๆหรือโมเดลเก่าๆ หากปัดแล้วสียังออกเป็นเส้นๆตามทางปัดของพู่กันแสดงว่ายังไม่แห้งพอ พู่กันที่แห้งเหมาะสำหรับดรายบรัชเมื่อปัดแล้วจะต้องไม่เป็นเส้นตามแนว พู่กัน

เมื่อได้พู่กันที่แห้งพอแล้วก็นำไปปัดลงบนตัวโมเดล ตามส่วนที่ต้องการ ปัดเบาๆ ให้ทั่วๆทุกมุม (หรือจะปัดแรงๆก็ได้หากสีแห้งเกินไป) ทำแบบนี้จนครบทุกส่วนก็เป็นอันเสร็จ

Note : หากการดรายบรัชไม่สำเร็จในครั้งเดียว (พื้นที่เยอะ หรือ บรัชหลายตัว) อย่าล้างพู่กันจนกว่าจะดรายบรัชเสร็จ เพราะเมื่อพู่กันเปียกแล้วจะดรายบรัชยากมากขอร้าบ ~~!!

เมื่อดรายบรัชเสร็จแล้วจึงค่อยล้างพู่กันรอบเดียว อาจจะล้างด้วยสบู่ + น้ำอุ่นๆไปเลย เพราะว่าการดรายบรัช สีจะติดขนพู่กันมากกว่าการทาสีปกติเพราะสีแห้งก่อนล้างพู่กัน



ตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้

ตัวอย่างงานที่เราสามารถนำเอา เทคนิคดรายบรัช ไปใช้ได้ก็เช่น การทำสีเหล็กของชุดเกราะ หรือ พวก Mail Armor เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังสามารถนำไปใช้กับพื้นผิวอื่นๆได้อีกด้วย เช่น ทำสีเงินในปืนหรือเครื่องยนต์รถถัง การทำหินเทียม(Artificial Stone) หรือการทำเบส (ดังตัวอย่างในบทที่ 2 เรื่องการทำเบส)



ผลงานที่ได้จากเอฟเฟคต์ดรายบรัชจะมีลักษณะแห้งซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัว

สำหรับ Drybrush Technique ก็ง่ายๆเพียงเท่านี้หละครับ ลองไปทำดู เป็นเทคนิคที่ให้งานคุณภาพพอสมควร แล้วก็ประหยัดเวลามากๆด้วย เหมาะสำหรับการทำโมเดลที่ไม่ต้องการความละเอียดมากๆ หรือ เหมาะสำหรับคนขี้เกียจทำหรือไม่มีเวลาด้วยนะขอร้าบบบบ~!!



Wash (วอช)

การวอช หากดูจากรากศัพท์ ภาษาอังกฤษ หลายๆคนอาจจะเข้าใจไปว่า มันคือการล้างสีออกหลังจากทำสี แต่จริงๆแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะครับ การวอช คือ การนำสีที่มีลักษณะเหลวมากเกือบเป็นน้ำ หรือสีประเภท Ink มาทำการทาลงบนพื้นผิวของงานเพื่อให้เกิดคราบติดในร่องนั่นเอง

ขั้นแรก ให้ทำการพิจารณาลักษณะพื้นผิวที่จะใช้เอฟเฟคต์วอช เสียก่อน กล่าวคือ หากบริเวณที่จะทำการวอชนั้นเป็นผิวเรียบ ก็จะได้ลักษณะเหมือนการนำสีไปชะโลมที่งานโมเดล แต่จะไม่เกิดเอฟเฟคต์ความลึกของงาน เนื่องจากไม่มีบริเวณส่วนไหนของโมเดลที่ลึกกว่า (ส่วนต่างของความเข้มสีหลังจาก Wash จะเกิดจาก ความเข้มข้นของสีต่อน้ำ และ ความต่างระดับของผิวงาน)

ดังนั้นหากทำการ Wash สีลงไปบนพื้นผิวเรียบ ก็จะทำให้ผิวงานบริเวณนั้นเพียงแค่มีสีเข้มขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น แต่หากทำการ Wash ลงบนพื้นผิวที่มีความต่างระดับของผิวงาน (เช่น กล้ามเนื้อ หรือ ใบหน้า) สีก็จะเข้มมากกว่าในส่วนผิวงานที่ลึกกว่า ส่วนในบริเวณที่เป็นส่วนนูนก็จะมีสีอ่อนกว่านั้นเอง

หรือหากทำการ Wash ในส่วนของขอบ เช่น ทำการ Wash โล่ของโมเดล Fantasy เช่น Elf สีก็จะไปกระจุกตัวอยู่บริเวณขอบโล่ [Rim] ที่มีกรอบทอง หรือ รอบๆบริเวณที่ติดกับ Mark กลางโล่แทนนั่นเองครับ

จากนั้นก็พิจารณาความเข้มของสี Wash ที่เราต้องการ เช่น หากต้องการให้สี Wash เมื่อเสร็จแล้วมีความต่างไม่มาก ก็ให้ใช้สี Ink ผสมน้ำให้จางลงไปอีก แล้วค่อยๆทาบริเวณที่ต้องการ แต่หากต้องการให้สีเข้มมากก็อาจจะ ทำการ Wash บางๆหลายๆชั้น หรือ นำสีไม่ต้องผสมน้ำ Wash ลงไปเลยก็ได้เช่นกัน

สิ่งที่ต้องระวังเวลาทำ Wash ก็คือ อย่าพยายาม Wash ให้เกินส่วนที่ต้องการมากนัก เพราะงานจะดูเปื้อนมาก หรือ บางครั้ง หาก Wash เกินไปในส่วนที่ไม่ต้องการ บบ่อยครั้งขอบปลายสุดของสี Wash เมื่อเริ่มแห้งจะเกิดคราบ ที่ดูคล้าย กาแฟหก (สังเกตว่า เวลากาแฟหกแล้วแห้ง จะเกิดสีเข้มสุดที่ขอบ) ซึ่งหากเกิดแล้วก็ต้องมานั่งทาสีทับให้คราบหายไปอีกรอบหนึ่งอีก

การเลือกหรือสร้าง สี Wash นั้นไม่ยาก เนื่องจาก Games Workshop เอง ก็ได้ออกสีกลุ่มที่เรียกว่า Citadel Ink มาให้ใช้กันอยู่แล้ว ซึ่งก็ครอบคลุมแทบทุกสีที่จำเป็น

แต่หากต้องการสีวอชใหม่ๆ หรือ สีที่เข้ากับสีโทนที่เราต้องการจะใช้ ก็สามารถทำเองได้โดยใช้

1. Watered-Down Citadel Color -- ก็คือ การนำเอาสีปกติ มาผสมน้ำให้เจือจางลงนั่นเอง แต่คุณภาพจะไม่ดีเท่ากับสีที่เป็น Ink โดยตรง แต่ก็สามารถทดแทนกันได้ สำหรับสีที่ Ink ไม่มี เช่น การทำ Wash สีเทาอ่อน โดยใช้ Watered-Down Codex Grey หรือ Fortress Grey เพื่อวอชสีขาว เป็นต้น

2. Local/Global Ink Color -- หรือ สี Ink ที่ขายตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป ก็สามารถนำมาลองใช้ได้ จะมีสีให้เลือกมากมายกว่า Citadel Ink แต่อย่าลืมว่าสีพวกนี้เป็น non-acrylic ดังนั้น หากทำแล้ว ไม่ได้พ่นเคลือบไว้ เมื่อโดนน้ำก็อาจจะละลายออกมาเปื้อนได้อีกนะครับ...

Note : พู่กันที่ใช้ในการ Wash Effect จะมีอัตราการซึมสีเข้าสู่โคนพู่กันได้มากกว่าการทำสีปกติ เพราะลักษณะสีที่ใช้เหลวกว่าปกติมาก ดังนั้น การล้างจึงต้องทำการล้างมากกว่าพู่กันปกติ ไม่เช่นนั้น หากใช้ต่อโดยล้างไม่สะอาด สีที่ตกค้างจะไหลซึมมาผสมกับสีใหม่ได้

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: October 19, 2011, 09:08:13 AM by Chator Curtis » Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #7 on: October 19, 2011, 12:04:43 AM »

The Basic Painting Techniques (Continue)

Lining & Edging

Lining หรือ การตัดเส้น ก็นับว่าเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ทำง่าย ได้ผลดี และใช้ได้แพร่หลายในกลุ่มงานโมเดล Gw [โดยเฉพาะ Space Marines Army และ Chaos] เนื่องจากเหตุผลที่ว่า เป็นเทคนิคที่ทำได้ง่าย (แต่แรกๆอาจจะยากเพราะมือสั่น) และ ประหยัดเวลานั่นเอง

เทคนิค Lining หรือ การตัดเส้น จะใช้ได้ผลดีที่สุดกับพื้นผิวที่มีขอบ มุม หรือ สัน เช่น เหลี่ยมของรถถัง หรือ ร่อง และ รอยประกบของชุดเกราะ โดยการตัดเส้นจะช่วยให้เกิดมิติความลึก หรือ สร้างมิติของแสงเทียมขึ้นมาบนตัวงานได้

สำหรับ เทคนิคนี้ จะแยกย่อยได้เป็น 2 วิธี คือ...

1. การตัดเส้นด้วยการ Wash


สามารถทำได้โดยการนำสีดำ (หรือสีที่เข้มกว่า ตามหลักการในหัวข้อการ Wash) มาทำการไล่ตัดตามร่อง หรือรอยประกบของเกราะต่างๆ วิธีนี้ จริงๆแล้วมันก็คือเทคนิค Wash นั่นเองครับ แต่ว่าเป็นการ Wash ที่เราจะไม่ทำการละเลงสี Wash ทั้งหมดลงบนผิวโมเดล แต่จะใช้พู่กันปลายแหลมขนาดเล็กนำสี Wash หรือ สีเหลวมากๆ ไปแต้มตามร่องต่างๆ จากนั้น ด้วยความเหลวของสี สีก็จะไหลไปตามร่องต่างๆเอง (หากไม่ไหลก็ใช่พู่กันช่วยด้วยครับ)


จากภาพตัวอย่างด้านบนนะครับ หากสังเกตที่ตัว Dark Angels' Marine ที่อยู่บน Turret รถถัง จะเห็นว่าตามส่วนที่เกราะของเขาประกบกัน และ ร่องไหล (ระหว่าง ไหล่ กับ ขอบ) รวมถึงร่องชิ้นส่วนรถถัง จะมีสีดำบางๆอยู่ นั่นก็คือผลที่ได้จากการตัดเส้นด้วยสี Wash นั่นเองครับ สังเกตว่า ด้วยการเลือกใช้สี Wash คุณสามารถกำหนดความเข้มของสีในร่องได้โดยการเพิ่ม หรือ ลดปริมาณน้ำ ต่อ สี ได้ เพื่อให้เกิดมิติที่พอดี เพราะถ้าบางครั้งสีเข้มเกินไปก็ไม่ใช่ว่าจะสวยไปตลอดนะครับ

สำหรับการตัดเส้นด้วยสี Wash นั้น บางครั้งอาจจะมีการเปื้อนส่วนต่างๆเนื่องจากพู่กันสั่น หรือ อื่นๆบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ สีพวกนี้จางมาก (ยกเว้นไม่ได้ผสมน้ำเลย) รอให้แห้งแล้วค่อยเอาสีพื้นของโมเดลมาทาทับกลบรอยก็ได้ หากไม่ได้เลอะมากมายจริงอย่าเอาน้ำมาล้างครับ เพราะมันจะเปื้อนมากกว่าเดิม (และจะเกิดรอยกาแฟเป็นวงกว้างด้วย)


Tau Commander ShadowSun และ Drones ที่ตัดเส้นด้ายการ Wash

Marker Pen / Pigma versus Lining Technique

สำหรับหลายๆคนที่เคยเล่นกันดั้ม หรือว่า เคยผ่านวงการโมเดลมาบ้างแล้ว ก็อาจจะคุ้นเคยกับปากกาตัดเส้นที่เรียกว่า "พิกม่า" (ผิดถูกประการใดขออภัยนะเด้อขรับเด้อ) หลายๆคนอาจจะอยากจะใช้ปากกาพวกนี้มากกว่าการทำ Lining ด้วยการ Wash

อันที่จริงผมก็ไม่ได้เกลียด Pigma หรือปากกาพวกนี้หรอกนะครับ แต่ผมคิดว่า มันแพง(และหมดเร็ว) และบางครั้งหัวมันก็ใหญ่ไปสำหรับการตัดลงร่องขนาดเล็กมากๆ หรือถึงจะตัดได้ก็ให้เส้นที่หนาเกินไป ดังนั้นผมจึงไม่ใช้ปากกาชนิดนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าใครชอบหนาๆ หรือ ชอบพิกม่ามากกว่า ก็ลองใช้ดูได้เช่นกันนะครับ



2. การตัดเส้นด้วยสี ปกติ

การตัดเส้นด้วยสีปกติ ก็ไม่ได้มีเทคนิคต่างกับการตัดเส้นแบบแรกเท่าไหร่ แต่แทนที่คุณจะใช้สี"เข้มกว่า" ทำ การ wash หรือทาลงบนร่อง เราจะใช้สีปกติที่มีโทนอ่อนกว่าสีพื้น ทำการทาบริเวณขอบของชุดเกราะหรือขอบของงานนั้นๆ เพื่อทำให้เกิดมิติของแสงขึ้นมาแทนครับ ซึ่งอาจจะใช้ทั้งสองเทคนิค(Lining แบบ Wash กับ แบบตัดขอบ) ผสมกันไปก็ได้


จากรูปด้านบนนะครับ นี่เป็นตัวอย่างการทำการตัดเส้นด้วยสีปกติ กับโมเดล Eldar Howling Banshee โดยการทำนั้นง่ายมาก คือ รองพื้นด้วย Chaos Black (จริงๆคือ Flat Black Spray by Pylac [60 บาท]) จากนั้นก็เริ่มการตัดเส้นด้วย Red Gore โดยตัดส่วนที่เป็นขอบจริงๆ เกือบทั้งหมด ก่อน จากนั้น ก็นำ Ruby Red [ ตอนนี้ก็เป็น Blood Red] มาทาขอบตัดเฉพาะส่วนที่นูนจริงๆ (ปลายๆขอบ) จากนั้นสุดท้ายก็จบด้วย Blazing Orange บางๆเป็นขั้นสุดท้ายครับ

สำหรับในเรื่องของสี หากคุณมีสีเหลือเฟือ ก็สามารถนำสี GW หลายๆสีที่โทนเดียวกันทำการตัดเส้นได้เลย แต่หากไม่มีก็คงต้องผสมเอานะครับ

สำหรับสีปกติที่ผมใช้ประจำ ไว้ดูเป็นแนวทางแต่ไม่ต้องทำตามนะครับ ลองผสมเองก็ได้ ก็คือ

Bronzed Flesh -> Bleached Bone -> 50% Bleached Bone + 50% Skull White
Chaos Black -> Codex Grey -> Fortress Grey or Elf Grey*
Red Gore -> Blood Red -> Blazing Orange*
Scorched Brown -> 30% Scorched Brown + 70% Bleached Bone -> 70% Scorched Brown + 30% Bleached Bone
Regal Blue -> Enchanted Blue -> Hideous Blue*
Dark Angels Green -> Snot or Emerald Green -> สีชั้นก่อน + Golden Yellow
Boltgun Metal or Chainmail -> Black Ink -> Chainmail + Mithril Silver(50:50)
Gold(สีทองสูตรพิเศษตำรับท่าน Mephiston) -> Chestnut Ink or Brown Ink (Wash) -> Chainmail (Lining / Edging)

*สีพวกนี้เป็นสีรุ่นเก่า (ขวด 6 เหลี่ยม หากไม่มีก็ลองใช้สีอื่นแทนนะครับ)



หลายๆคนอาจจะถามว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ควรตัดตรงไหนบ้าง แล้วตรงไหน แล้วไฮไลท์สว่างแค่ไหนดี ตรงไหนนูนที่สุด หรือ นูนน้อย หรือ ฯลฯ ก็คงต้องบอกกันว่า มันก็อยู่ที่ Sense ของแต่ละคน แล้วก็ประสบการณ์ด้วย นอกจากนั้นก็เป็นความชอบส่วนตัว แต่ถ้าไม่มีแนวทางจะเริ่มต้นจริงๆ ก็ลองตัดมันไปหมดก่อน (สำหรับ Layer แรก แล้วก็ไล่ออกมาเรื่อยๆ ยิ่งใกล้ปลายยิ่งสว่าง) หรือไม่ก็ลองเอาโมเดลวางบนโต๊ะ เอาไฟส่องมัน จากด้านบน เฉียงๆ แล้วดูว่าส่วนไหนแสงตกกระทบเยอะๆ ก็คือส่วนนั้นแหละครับ อาจจะยากสักหน่อย แต่ถ้าพอเข้าใจหลักการแล้ว แล้วก็ดูตัวอย่างงานบ่อยๆ ก็จะเริ่มทำได้เองครับ


Tau XV-25 StealthSuit ที่ High Light ด้วย Lining และ Edging

และ สำหรับเทคนิคในตระกูลตัดเส้นแบบสุดท้ายที่จะพูดถึง ก็คือการ Edging หรือการตัดของนั่นเองครับ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็คือ Lining แบบที่สองหละนะ แต่ว่าเมื่อเราทำกับงานที่มีลักษณะเป็นสัน เป็นด้าน เช่น รถถัง หรือ Speeder หรือ Crisis Battle Suit การจะตัดเส้นสันนั้น จะทำได้ง่ายกว่าหากคุณลองเปลี่ยนจากการนำเอาปลายพู่กันแหลมๆมาตัดตรงสัน (ซึ่งตัดแล้วจะเบี้ยวไปเบี้ยวมา เพราะมันเป็นสัน) ในทางกลับกัน ลองเอา ด้านข้างของพู่กันปาดสีออกให้เกือบหมดแล้วปาดไปตามแนวสัน จะทำให้ได้เส้นที่เรียบตรงขึ้น (ถ้าไม่ตรงอีกแปลว่าคุณคงขัดโมเบี้ยวไปแล้ว > <) นอกเหนือจากการเปลี่ยนมาใช้สันด้านข้างของพู่กัน ทุกอย่างก็จะใช้เทคนิคเดียวกับ Lining นั่นเองครับ


และนี่คือภาพตัวอย่างของการเลือกใช้เทคนิค Lining ทั้งสองแบบผสานกับ Edging ให้เข้ากับสภาพโมเดลรถถัง Predator โดยรถถังคันนี้ นอกจากเทคนิค 3 อย่างนี้แล้ว ผมไม่ได้ใช้เทคนิคอื่นๆเลยครับ (ยกเว้น Wash ส่วนที่เป็นเหล็ก และหน้าของมารีน ที่ใช้เทคนิค Blending ซึ่งจะสอนในคราวถัดไปครับ) สังเกตว่า งานที่ออกมานั้น สวย และ ประหยัดเวลาทำมากทีเดียวครับ (2 วัน -- รวมทาสีเขียวรองพื้น แต่ไม่รวมการพ่น Undercoat)

ถึงแม้ว่าเทคนิคนี้จะดูไม่มีอะไรเลย แต่จริงๆแล้วก็ใช้บ่อยมากๆในงานของ 40K เลยนะครับ (ถ้าเล่น Marines ก็คงต้องบอกว่ากว่า 80% เลยละมั้ง)



Shading / Blending

สุดท้ายก็มาถึงเทคนิคทำสีพื้นฐานที่ยากที่สุดสักที(แต่ถ้าทำได้ก็ถือว่าบรรลุแล้วระดับนึง) เทคนิคนี้ก็คือการไล่สีนั่นเอง

ก่อนจะมาเข้าสู่วิธีการทำเทคนิคดังกล่าว ก็จะขอพูดรวมๆถึงเรื่องความคุ้มค่าของผลงานที่ทำโดยใช้เทคนิคนี้กับงานของ คุณซะก่อน ประเด็นก็คือว่า ในการทำโมเดลสักตัวด้วยเทคนิคการไล่สีล้วนๆ (หรือ หลายๆส่วนๆ) ยิ่งคุณต้องการงานที่คุณภาพสูงเท่าไหร่ ก็จะเสียเวลามากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะการไล่สีต่างจากการทำ Lining ไม่มาก หากมองไกลๆแล้ว การ Lining ที่มีการใช้สีตัดเส้นหลายๆสี ก็อาจจะให้ผลใกล้เคียงกับการทำการไล่สีได้ (เมื่อมองไกลๆ) แต่หากพิจารณากันใกล้ๆแล้ว จะพบว่ามีความแตกต่างด้วยคุณภาพความละเอียด และ"การกลมกลืนกันของชั้นสี"แต่ละชั้นมากกว่านั่นเอง

ดังนั้น หากกล่าวง่ายๆ ก็พูดได้ว่า การไล่สี จะให้ผลงานคุณภาพละเอียดแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับจำนวน Layer ของสีเป็นหลัก เช่น หากคุณทำการไล่สีจาก น้ำเงิน มา ขาว โดย Blend แค่

น้ำเงิน(เป็นพื้น) ---> น้ำเงิน + ขาว (อัตราส่วน 1:1) ---> ขาว

ก็จะให้ความละเอียดน้อยกว่า

น้ำเงิน(เป็นพื้น) ---> น้ำเงิน + ขาว (อัตราส่วน 1:2) ---> น้ำเงิน + ขาว (อัตราส่วน 1:1) ---> น้ำเงิน + ขาว (อัตราส่วน 2:1) ---> ขาว

แต่ยิ่งถ้าผสม โดยแยกเป็น 7 ชั้น (พื้น - 4:1 - 2:1 - 1:1 - 1:2 : 1:4 - ขาว)

ก็จะได้งานที่หาความแตกต่างของชั้นสียากขึ้นอีก และ...แน่นอน... ว่าเปลืองเวลา และ สีมากกว่ามาก


รูปแสดงตัวอย่างการไล่สีโดยจำลองการ Blending จาก Red Gore มายัง Blood Red+Fiery Orange โดยไล่ 3 ชั้น 5 ชั้น และ 8 ชั้น (สังเกตความละเอียดของ Layer สี)

ดังนั้น หากไม่จำเป็น ผมแนะนำให้เก็บเทคนิคนี้ไว้ใช้กับส่วนสำคัญๆของงานโดยเฉพาะดีกว่า หรือส่วนใหญ่ๆของงานที่ต้องใช้ความละเอียดในการไล่สี ตัวอย่างเช่น การทำสีหน้าคน(แบบยาก) หรือ ผ้า Barding ของม้า หรือ ชุดผ้า ของตัวละครต่างๆ ใน 40K และ Fantasy ทั้งนี้เพื่อให้งานออกมาโดดเด่น(กว่าตัวโมปกติ) และประหยัดเวลาการทำสี

สำหรับเทคนิคนี้ บางคนที่เล่น 40K อาจจะแทบไม่มีโอกาสได้ใช้ (เช่น Marines ก็จะได้ใช้แค่กับหน้าและผ้าในโมบางตัว) หรือ Tau เพราะแทบไม่มีชิ้นส่วนที่เหมาะกับเทคนิคนี้ (ยกเว้น C' Tan และพวก Ethereal Caste) ในทางกลับกัน งานโมเดลของ Fantasy จะได้รับอานิสงส์ (หรือเคราะห์กรรม) ที่จะได้มีโอกาสได้ใช้เทคนิคนี้อย่างถ้วนหน้า เพราะว่าจะมีส่วนที่เป็นผิวเนื้อและผ้าเยอะ ซึ่งการใช้เทคนิคนี้จะเหมาะกว่าการใช้ Lining ซึ่งปกติแล้วจะเหมาะกับ Army ใน 40K

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถึงจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาสได้ลองใช้ การรู้ไว้ก็ถือว่าเป็นการดี เพราะหากถึงเวลาอยากลองทำโมหรือของเล่นอะไรเจ๋งๆแล้วละก็ ลองงัดเทคนิคนี้ออกมาใช้ดูครับ ถึงจะกินเวลานาน แต่งานที่ได้ก็คุ้มค่าเวลามากทีเดียว



สำหรับการทำ Blending / Shading นั้น ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าจะต้องไล่จากสีเข้มมาสีอ่อนเหมือน Lining หากในบางงาน คุณสะดวกกว่าที่จะทำ Shading คือไล่จากสีอ่อนลงสีเข้ม(ในร่อง) ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่การทำจากสีเข้มจะง่ายกว่า ในความรู้สึกผม เพราะหากผิดก็ทาทับด้วยสีเข้มได้ในขณะที่การผสมสีอ่อนให้ได้เท่าเดิมนั้น ยากกว่าผสมสีให้เข้มขึ้นนั่นเอง

ขั้นตอนการทำ ก็ไม่ยาก แต่สำคัญตรงที่สีพื้น(สีล่างสุดของ Layer ที่จะ Blend) ต้องเรียบ เพราะหากไม่เรียบ การ Blend จะไม่เรียบไปเรื่อยๆ (โดยเฉพาะในสีโทนอ่อน เช่นขาว / เหลือง) ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มด้วยสีอะไร ก็ต้องให้เรียบไว้ก่อนเสมอ

จากนั้น ตักสีเบสออกจากขวด (สี Layer แรก) เอามาแปะในจานสี ล้างพู่กัน แล้วนำสีที่จะ Blend (สีอ่อนหรือสีเป้าหมาย) มา ทำแบบเดียวกัน ในอัตราส่วนที่กำหนด (ถ้า 4 ชั้น ก็เริ่มที่ 2:1) จากนั้น ล้างพู่กัน แล้วนำน้ำ(สะอาด)หยดลงไปพอเหมาะ (อย่าให้มาก แค่พอให้สีเหลว)

ทำการใช้ก้นพู่กันคนสีเข้าด้วยกัน (อย่าใช้ตัวแปรงเพราะจะทำให้พังไว หากให้ดี หาพู่กันเก่าๆมาคนก็ได้) แล้วดูว่าสีเหลวพอไหม สำหรับสีโทนอ่อนให้เหลวกว่าสีโทนเข้มเพราะจะเรียบง่ายกว่า หากพบว่าเหลวพอเหมาะ ก็นำไปไล่บริเวณที่จะทำ Blending ได้

การ Blending ก็จะใช้หลักการเดียวกับการไล่สีปกติ หากคนไหนเคยดรายบรัชหรือวอชมาแล้ว หรืออาจจะเคยแตะโมมาหลายตัว ก็จะรู้ว่าเราควรไล่สีตรงไหน ก็คือไล่ส่วนที่แสงตกและส่วนที่นูน ยิ่งนูนจะยิ่งสว่างมาก ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ จำไว้ด้วยว่า เราต้องทาทั้งส่วนที่ต้องการให้เป็นสีนั้น และส่วนที่ต้องไล่ต่อในชั้นต่อไปด้วย ไม่ใช่ไล่เฉพาะส่วนที่เราอยากให้เป็นสีนั้น สรุปก็คือ ถ้าไล่กล้ามเนื้อ ชั้นแรกก็เว้นไว้แค่ส่วนลึกที่สุด แล้วก็ทาที่เหลือทั้งหมดนั่นเอง


Imperial Fist Capt. Lysander ที่ลงสีด้วยเทคนิค Blending แทบทั้งหมด (สังเกตสีที่หน้าแม้จะต่างกันมากแต่ก็ไม่ทิ้งรอยต่างของสีเพราะ blend หลายชั้นมาก)
[Painted by Jason Saunder | Games Day Award Winning Army]

รอจนสีค่อนข้างแห้ง หรือแห้งดี (ระหว่างนั้นอย่าให้สีในจานสีแห้ง) ก็ทำซ้ำขั้นตอนเดิม จนกว่าจะไล่ได้สีที่ต้องการ ก็จบพิธีครับ

สำหรับพื้นที่เล็กๆ การไล่สี 3-4 Layer ก็อาจจะพอ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ หรือส่วนที่เน้นมากๆ ก็อาจจะเพิ่มความละเอียดลงไปได้อีกตามความต้องการครับ และสำหรับสีอ่อน จำไว้ว่าควรผสมให้แต่ละชั้นมีความต่างน้อยที่สุด อย่าขี้เกียจเพราะมันจะทำให้งานเสีย ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เสร็จครับ



การไล่สีกับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มากๆ

บางครั้งเราอาจจะจำเป็นต้องไล่สีในพื้นที่ใหญ่มากๆ เช่น Dragon หรือ Greater Daemon ของ Chaos หลักการก็จะคล้ายๆกัน แต่จะทำอย่างไร เพราะกว่าจะไล่ครบสีก็แห้งหมดพอดี

สำหรับงานใหญ่ขนาดนั้น (ผมก็ไม่ค่อยได้ทำ) หลักการก็คือ ผสมสีเผื่อไว้ก่อน ดีกว่าแห้งแล้วทำต่อไม่ได้ แล้วใส่น้ำเยอะหน่อย อาจจะเปลืองสีและได้สีเหลว แถมยังต้องทำหลายรอบ แต่ก็ดีกว่าต้องผสมใหม่หลายๆรอบแล้วได้ผลที่ไม่เท่ากันนะครับ

สำหรับคนไหนที่ผ่านมาถึงจุดนี้ได้ ก็คงจะไม่มีอะไรต้องสอนกันแล้ว (ก็จะสอนเป็นเรื่องๆไป แต่จะใช้เบสิค 4 อันนี้เป็นหลักการ) หากสำเร็จทั้ง 4 เทคนิคนี้แล้ว ก้คงจะเริ่มคิดค้นแนวทางทำสีของตัวเองได้แล้ว (แน่นอนคนเราทำสีไม่เหมือนกัน 100%)



สำหรับคำแนะนำในการพัฒนาฝีมือการทำสีของทุกคน ก็คงจะบอกได้ว่า หลักการก็มีดังนี้ครับ

1. อย่ากลัวที่จะลอง - ความกลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะกลัวว่าจะทำไม่ได้ หรือกลัวว่าจะไม่ดีเท่าอันเดิมที่เคยทำ จะทำให้เราหยุดนิ่งกับที่ ไม่มีโอกาสได้ลองอะไรใหม่ๆ และสุดท้ายก็จะไม่ได้อะไรกับตัวเองเลย บางครั้งการลองอะไรใหม่ๆ อาจจะทำให้เราต้องเสียโมเดลไปบ้าง แต่ถ้าเกิดว่ามันออกมาดีสักวันหนึ่ง ผมก็คิดว่าอย่างน้อยมันก็คุ้มค่าแล้วล่ะครับ

2. งานของคนอื่นคือตัวแบบชั้นดี - หากว่าว่าง ไม่ว่าจะไปไหน เวลาเห็นใครทำโมเดลสวยๆแล้วมีโอกาสได้ดู ก็จงดูครับ รับรองมันเกิดผลกับคุณแน่นอน แต่อย่าได้แค่ดูแล้วคิดว่า "อืม...สวยนะ" หรือ "แบบนี้ทำไม่ไหวแหงๆ" แต่ลองดูงานให้ทั่วๆครับ ดูมันไปทีละจุด แล้วหาคำตอบกับแต่ละส่วนของงานว่าเขาทำได้ยังไง แล้วเราจะทำได้ไหม ถ้ารู้ว่าเขาำทำยังไงแล้ว ก็ลองกลับมาทำดูครับ แต่ถ้าไม่รู้ ก็ต้องลองดู หรือถ้าถามได้ ก็ควรถามครับ แล้วกลับมาลองทำเอง สุดท้ายคุณอาจจะไม่ได้ทำตามเขาหมด แต่การที่เราได้ถามหรือได้เห็น ก็ช่วยเป็นแนวทางคุณได้เยอะแล้ว

3. Google คือไบเบิลของเรา - อินเทอร์เนตเป็นสื่อความรู้มหาศาลถ้าคุณใช้มันอย่างถูกวิธี ลองใช้ Search Engine หาเวบที่มีบทความดีๆแล้วอ่าน หรือ ลองหารูปมาแล้วทำแบบข้อ 2 มันจะดีกว่าเราอยู่ในโลกแคบๆนะครับ ลองเปิดหาดูไปเรื่อยๆ อันไหนดีก็นำมาลอง อันไหนไม่เวิร์คก็ไม่ต้องสนใจ ค่อยๆลองหาไปเรื่อยๆ สักวันก็จะเจอ"ของดี"บนเนตเข้าเองหละครับ (ไม่ใช่หนัง X นะ)



นี ก็คงเป็นเทคนิคและคำแนะนำทั้งหมดที่จะสอนให้เบื้องต้น หากคนไหนมีคำถามเกี่ยวกับการทำสี หรือ การทำเทคนิคต่างๆ หรืออยากได้คำแนะนำ ถามได้เสมอนะครับ แล้วผมจะไปตอบให้ครับ (ถ้าตอบได้นะครับ)

สำหรับบทความเบสิค ก็คงหมดแค่นี้ ก็ขอให้ทุกท่านโชคดีในการทำสีแล้วกันครับ

Original Resources & Credit : ZAlpha
(on Rendezvous Warhammer Webboard)
Topic from http://www.fastdicerolling.com
« Last Edit: October 19, 2011, 09:34:55 AM by Chator Curtis » Logged
Fendrill
Moderator
PlaneWalker
*****

จิตพิสัย : -1
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 2,863


Occasionally Good Guy


« Reply #8 on: October 19, 2011, 12:41:04 AM »

รูปหาย ?
Logged



Human Research : Secret of Seduction

It's all about Strategy
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #9 on: October 19, 2011, 12:47:04 AM »

อืม รูปน่าจะหายไปรูปหนึ่ง
Logged
three
High Wizard
*****

จิตพิสัย : 0
Offline Offline

Posts: 2,267



« Reply #10 on: October 19, 2011, 02:29:46 AM »

หายทุกรูปเลย!

ไปอัพรูปใหม่แล้วเปลี่ยน link รูปเหอะ - -
Logged

Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #11 on: October 19, 2011, 03:28:11 AM »

ได้ ขอพรุ่งนี้ก่อน...

คืนนี้ง่วงแล้ว
Logged
Chator Curtis
Darkside Gateway
PlaneWalker
*

จิตพิสัย : 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,997



« Reply #12 on: October 19, 2011, 09:35:40 AM »

แก้แล้วนะครับ

ฝากรูปไว้ใน FB ผมเอง แต่มันก็มีรูปหายไปรูปนึงจริงๆ นั่นล่ะ
Logged
Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2008, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!